Announcement

Collapse
No announcement yet.

สาย USB มีผลมากไหมครับ

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • Originally posted by puitam View Post
    โดยส่วนตัวของผมเองผมฟังไม่ออกครับ ผมลองมาหลายเส้นครับทั้ง

    สาย epson printer , สาย samsung laser printer , สายต่อ External HDD ของ WesternDisk

    สายจีน,รอสาย belkin pro จากอเมริกา อีกอันว่าจะแตกต่างมั้ย

    จะไปสอย polestar ของคุณน้อง MAXXX ก็เกรงใจ

    แต่คุณน้อง MAXXXแกฟังออก ก็เสียตังปายเป็นหมื่น เราฟังไ่ม่ออกก็เสียไปร้อยสองร้อยก็พอครับ
    ส่วนตัวคิดว่า สาย epson printer, สาย samsung laser printer, สายต่อ External HDD ของ WesternDisk, สายจีน มันเกรดเดียวกันครับ
    เอาสายจีนมา 10 เส้นผมคงฟังไม่ออกเหมือนกัน แต่ถ้าเอาเทียบกับสายเกรดดีหน่อย ผมฟังออกครับ

    เคยเห็นคนเขาบอกว่าถ้าอยากทดสอบสาย usb ลองเอาไปใช้ transfer data ผ่าน external hdd แล้วจับเวลาเอา เส้นไหนไวสุดก็ดีสุด
    ปล. ผมไม่เคยทดสอบ แค่อ่านผ่านๆ

    Comment


    • Originally posted by befigaro View Post
      ส่วนตัวคิดว่า สาย epson printer, สาย samsung laser printer, สายต่อ External HDD ของ WesternDisk, สายจีน มันเกรดเดียวกันครับ
      เอาสายจีนมา 10 เส้นผมคงฟังไม่ออกเหมือนกัน แต่ถ้าเอาเทียบกับสายเกรดดีหน่อย ผมฟังออกครับ

      เคยเห็นคนเขาบอกว่าถ้าอยากทดสอบสาย usb ลองเอาไปใช้ transfer data ผ่าน external hdd แล้วจับเวลาเอา เส้นไหนไวสุดก็ดีสุด
      ปล. ผมไม่เคยทดสอบ แค่อ่านผ่านๆ
      อันนี้ผมเห็นด้วยแหะเพราะว่ามันสามารถวัดเป็นตัวเลขได้ เเละสายที่ดีจะส่งข้อมูลได้ถูกต้องไม่ต้องส่งใหม่หลายๆรอบ

      เพราะสัญญานรบกวนน้อยการlost ของสัญญานก็จะต่ำจนสามารถส่งได้ถูกต้องได้ทุกpacket

      Comment


      • ผมเชื่อว่า...ความสามารถในการรับฟังและแยกแยะเสียงของคนเราไม่เท่ากัน เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ต้องอะไร แค่โครงสร้างของใบหูไม่เหมือนกัน ก็มีผลทำให้ฟังเสียงไม่เหมือนกันแล้วครับ

        ไม่เชื่อก็ลองเอานิ้วดันหูของเราให้กางออกมากๆ แล้วสลับกับปล่อยปกติในขณะที่เราฟังเพลง ขอบอกว่า...เสียงเพลงเดิมๆ ที่เราได้ยิน มันจะเปลี่ยนไปในทันที ไม่เชื่อก็ลองดูครับ (เวลาทำหูกางๆ มันเหมือนฟังเสียงได้ชัดขึ้น)

        ดังนั้น...ไม่ว่าเครื่องมือต่างๆ จะวัดค่าอุปกรณ์หรือสายสัญญานออกมาเป็นอย่างไร สุดท้าย...เราก็ควรจะใช้และควรจะเชื่อเครื่องมือวัดประจำตัวของเราซึ่งก็คือหููทั้งสองข้าง (แม้ในบางครั้งมันอาจจะเข้าข้างตัวเองไปนิดก็ตาม)

        เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะใช้หูของเราเป็นเครื่องมือในการตัดสินว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควรซื้อ อะไรไม่ควรซื้อ

        เพราะผมยังเชื่อว่า...ประสาทสัมผัสทั้งทางตา หู จมูก ปาก ลิ้น และกายสัมผัสของคนเรานั้น มันมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มากมายนัก

        เพราะถ้าหูของเราทุกคนมีประสาทสัมผัสเหมือนอุปกรณ์เครื่องวัดทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ป่านนี้ผู้ผลิตสายชนิดต่างๆ คงเจ๊งไปตามๆ กัน

        และที่สำคัญ...คงไม่มีคนกล้าที่จะทำและกล้าที่จะซื้อสายไฟหรือสายสัญญานแพงๆ (ทั้งสาย digital อย่าง USB และสาย analog ) ที่บางทีแพงกว่าชุดเครื่องเสียงของใครหลายๆ คนเสียอีก
        Last edited by maxxx77; 10 Jan 2011, 09:13:57.

        Comment


        • Originally posted by milestone View Post
          ว่าจะไม่ตอบอะไรแล้วนะครับ เรื่อง e spin เป็นหัวใจหลักของการเล่นเครื่องเสียงเลยก็ว่าได้ มันสามารถโยงไปอธิบายเรื่องที่คนยังไม่ตอบได้หลายเรื่อง เช่นการเบิร์น การแปลงข้อมูล การถอดรหัส
          เรื่องนี้เป็นหัวใจหลักในการศึกษาการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในโลหะธาตุ ซึ่งปัจจุบันมีการศึกษาแค่ 2 สาขาคือ เคมีแลวิศวะไฟฟ้า โดยเคมีจะเรียนเน้นที่การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในออบิทัลของโมเลกุล
          แต่วิศวะไฟฟ้าจะเน้นการเคลื่อนที่ของเทรชโฮลในโลหะ ในระดับ ป.โทที่จบด้านนี้มาโดยเฉพาะในประเทศไทยน่าจะมีไม่ถึง 40 คนต่อปี(เอาที่จบนะ) แล้วในกลุ่มนี้มีสักกี่คนที่เล่นเครื่องเสียงแบบจริงจัง
          มันเลยกลายเป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยรู้กัน ผมก็พยายามจะอธิบายให้มันง่ายพอที่จะเข้าใจได้ แต่คุณก็บอกว่าเข้าไม่ถึงและไม่พยายามหาคำตอบต่อ ผมเลยไม่อยากกล่าวถึงอีก ไม่งั้นมันก็วนไม่รู้จบ
          แต่นี่เล่นจิกมาหลายความเห็นละ โดยเฉพาะอีโมค่อนที่แลบลิ้นใส่หลังจบข้อความนะ ผมว่ามันไม่ใช่มารยาทที่ดีเลยนะ มีอะไรก็ค่อยๆคุยกัน ผมเองก็ไม่ชอบให้ใครมาจิกแบบนี้

          สุดท้าย

          ผมเน้นย้ำมาตั้งแต่แรกแล้วว่าในระดับที่เล่นกันส่วนใหญ่ในเว็บของเราผมไม่สนับสนุนให้ซื้อของแพง ให้เอาที่คุณภาพพอเพราะเสียงมันแทบจะไม่เปลี่ยนเลย เอาเงินไปทำส่วนอื่นเถอะ
          ไม่เชื่อก็ย้อนกลับไปอ่านได้ครับ ทั้ง USB และ HDMI ผมเองก็ยังใช้เส้นไม่ถึงพันเลย แต่ไม่ใช่มันไม่มีผล ที่ผมบอกก็เพราะจะได้ไม่จำผิดๆกัน ถ้าให้ยกตัวอย่าง

          1.รถที่ต้องการให้ความเร็วสูงสุดวิ่งเร็วขึ้นจาก 140 เป็น 160 ได้อาจต้องใช้เงินหลักแสน
          2.รถที่ต้องการให้ความเร็วสูงสุดวิ่งเร็วขึ้นจาก 268 เป็น 269 อาจต้องใช้เงินหลายล้านเพื่อแต่งเรื่องเล็กน้อยที่กลุ่ม 1 เห็นว่าบ้าบอ เช่นการปรับองศาสปอยล์เลอร์ 1-2 องศา

          วิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งตายตัว ตราบใดที่มันยังมีความเป็นไปได้ที่จะอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ลองศึกษาศาสตร์แขนงอื่นแล้วเอามาประกอบกัน เผื่อจะได้คำตอบที่ต่างไปจากเดิม
          ป้าดโธ่ อ้างเรื่องวุฒิการศึกษาอีกแล้ว แค่ตอบให้ตรงประเด็นก็ตอบไม่ได้ อ้างไปเรื่องว่าความรู้ไม่ถึง ทั้งๆที่คุณยังอธิบายไม่ได้เลยว่า e 1 ตัวของคุณ มันมีผลต่อ logic bit ในการส่งแบบ differential signal อย่างไร (logic bit เสียหายจนอ่านค่าไม่ได้ หรือเกิดการสลับ logic ? ถามตรงๆแบบนี้นี่แหละ!) อย่าบอกนะว่า เป็นอย่างไรบอกไม่ได้ต้องไปจบป.โทวิศวะไฟฟ้ามาก่อน ถึงจะรู้ด้วยตนเอง(เอ๊ะ วงจรดิจิตอล กลายเป็นเรื่องการรู้ด้วยตนเองคนอื่นบอกไม่ได้แบบการทำวิปัสนาไปซะงั้น)

          เส้นถูกเส้นแพงน่ะต่างกันจริงครับ แต่ต่างกันในเรื่องของ noise ต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียข้อมูลไปได้ แต่สิ่งสำคัญคือ สูญเสียแล้วไง สูญเสียแล้วรับรู้ได้ว่า ตอนนี้มันเสียนะเปลี่ยนสายดีกว่า เช่น jitter แบบ เสียงคลิก เสียงสะดุด ภาพมีจุด(อาจคล้าย snow) คือไม่ต้องให้ชาวเทพฟัง ก็แยกแยะออกว่า มันเสียแล้วนะ แต่ไอ้ความแตกต่างที่คนขายสาย หรือบางท่านเล่ามาแบบ สายแพงให้เสียงอิ่ม ภาพคมชัด สีสดใส ดีกว่าสายถูก อันนี้มันอธิบายไม่ได้ในระบบ digital ไงครับ ตรงนี้แหละคือคำถามที่ผมเฝ้าถามเรื่อยมา

          ผมถามตรงประเด็นสุดๆ คุณก็อธิบายไม่ได้ แล้วยังแถไปเรื่องอื่นอีกมากมาย เรื่องรถ มันไม่เกี่ยวกันสักนิดเลย ยกมาโยงได้ไง เรื่องรถเขามีวิชาทั้ง ICE, Aerodynamic, thermodynamic มาอธิบายมากมาย ไม่มีเรื่องความเชื่อเห็นผีที่อธิบายไม่ได้หรอกครับ อู่เพื่อนผมก็เป็นอู่ทำรถแข่งมืออาชีพ พี่ของเพื่อนคนนี้ก็เป็นนักแข่งมืออาชีพ class B เวลาเขาแต่งเครื่องยนต์เขาก็อธิบายได้หมด ว่าแต่งอย่างไรเพื่อคาดหวังผลอะไร คำนวณอย่างไร คนที่เรียนหรือศึกษามาบ้างก็คุยกันรู้เรื่อง ไม่เห็นต้องใช้ศรัทธาตรงไหน แต่นอกประเด็นไปละ


          Originally posted by keang View Post
          ใจเย็นๆครับ อันไหนไม่น่าสนใจก็ข้ามๆไป ไปใส่ใจก็ไม่มีไรดีขึ้น ทำเป็นมองไม่เห็นไปดีกว่า

          ยังมีอีกเยอะที่ยังหลงคิดว่า 0กับ1 มันนับ0ไป1เฉพาะช่วงขาขึ้นของสัญญาณ หรือ มันนับ1ไป0เฉพาะช่วงขาลงของสัญญาณ หรือ มีสัญญาณรบกวนเฉพาะขาขึ้นกับขาลงของสัญญาณ ซึ่งสอบตกตั้งแต่คิดหรือพูดแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว
          แค่นั้นไม่พอ ยังสอบตกซ้ำสองจากการที่คิดว่า ภาพล้มหรือไม่มีภาพเกิดจากข้อมูลผิดพลาดเฉพาะในเส้นDATAเท่านั้น

          หากใครกังวลเรื่องสัญญาณดีไม่ดี เรื่องสัญญาณรบกวน แนะนำให้ทำสายกราวน์ดินของทุกเครื่อง จะลดปัญหาเอฟเฟคจากสัญญาณรบกวนต่างๆได้


          ปล.
          ผมขอกล่าวคำ "ขอโทษ"กับคุณDoglover ในประเด็นที่ผมมีส่วนทำให้กระทู้ออกทะเล
          " ขอโทษครับ "
          นั่นสิครับ ถ้าเรียนวิชา digital เรื่อง differential signal แล้วอธิบายไม่ได้ว่า noise ในระบบ digital เป็นอย่างไร คงได้สอบตกไปนานแล้วล่ะครับ

          สัญญาณรบกวนก็คือสัญญาณรบกวน ที่ทำให้อ่านค่า logic bit ชุดนั้นๆไม่ได้ อ่านไม่ได้แล้วก็รู้ว่าอ่านไม่ได้ เพราะอาการที่เกิดขึ้นมันชัดเจน เช่น จุด dead เสียงคลิก ฯลฯ แต่ไอ้ที่แบบอ่านได้แล้ว เสียงไม่ใส ภาพไม่คมชัด นั้นเกิดได้อย่างไร? ไม่เคยจะมีคนอธิบายได้สักที ใช้แต่"ความเชื่อ" ว่าถ้ามันมี noise ขึ้นแล้วจะเกิดภาพไม่คมชัดได้แน่ๆกันซะงั้น

          ป.ล. ขอบคุณบางคคห.ที่ช่วยอธิบายว่า เคยประสบพบเจอ อาการเสียง คลิก หรือเสียงเปรี้ย ตอนที่ใช้สาย USB เกรดถูกครับ แต่อาการนี้ก็เคยเจอตอนปรับ ASIO เหมือนกัน เจอกับ ASIO4ALL แต่ตอนหลังเปลี่ยนมาใช้ Creative ASIO(กับตัว X-fi) หรือ WASAPI บน win7 ก็ไม่เจอปัญหาอีกเลย ทั้งๆที่สายเส้นเดียวกันนี่แหละ

          ยังรอฟังประสบการณ์จากท่านอื่นอีกนะครับ ว่าเสียงที่แตกต่างเป็นอย่างไร ขอคำอธิบายลักษณะอาการที่ชัดเจน ไม่เอาแบบ ฟังออก ฟังแล้วต่างกัน ฟังแล้วชอบกว่า แบบนี้มันคลุมเครือมากเกินไป จนทำให้หาต้นเหตุจริงๆไม่ได้ น่าแปลกที่บางท่าน อ้างว่าศึกษามา รู้ลึกมาก แต่ขอร้องให้ช่วยอธิบายถึงความแตกต่างให้ฟังว่าเกิดอย่างไร มีอาการอย่างไร กลับอธิบายไม่ได้เลยสักนิด แถมยังกันท่าด้วยวลีอมตะแบบ "บางคนฟังไม่ออก" มันก็เลยเป็น "ความเชื่อ" ที่ต้องอาศัย "ศรัทธา" กันต่อไป

          Comment


          • เพิ่มเติมอีกหน่อย เห็นมีบางท่านบอกเรื่องของ "ราคา" ว่้าถ้ามันไม่ดีจริง ไม่มีคนกล้าทำขายแพงๆ และมีคนซื้อแพงๆหรอก ซึ่งผมว่ามันไม่เกี่ยวข้องเสมอไปครับ

            ตัวอย่างดังๆก็เช่น GT200 ที่ขายอันละเป็นล้านบาท อ้างสรรพคุณเทพ ขายมาแล้วหลายประเทศ จัดซื้อกันเป็นพันล้านบาท ผู้ใช้ก็เชื่อว่ามันได้ผล(เพราะปราศจากการคิดทางสถิติ) แถมมีข้ออ้างมากมายว่า ความสำเร็จขึ้นกับผู้ใช้ ถ้าใช้แล้วไม่เจอ แสดงว่าอ่อนเพลีย ความรู็ไม่ถึง(อันนี้หมอผีผมฟูพูดเอง ว่าลูกน้องจบป.โทใช้แล้วได้ผลดี เพราะเรียนสูง) ไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องหลอกลวงหรอก คนดังๆก็รับรองกันเต็มไปหมด แต่พอมาเจอการทดสอบ ที่เกือบจะเป็น double blinded test (ต้องใช้คำว่าเกือบจะ เพราะยังไม่ครบถ้วนจริงๆ) ก็ตกม้าตาย ผลลัพธ์ออกมาห่วยกว่าการเดาเสียอีก (คือโยนเหรียญหัวก้อย ยังมีโอกาสเจอระเบิดมากกว่าเสียอีก!) คนดังๆเสียสุนัขกันไปไม่น้อย แต่ก็ยังหน้าด้านแถกันต่อไปว่าใช้ได้จริงๆนะ ห้ามสงสัย ห้ามเอาผิด ฯลฯ

            หรือตัวอย่างล่าสุด PMC ที่สอนเด็กใช้สมองส่วนกลาง แล้วปิดตาอ่านหนังสือได้ ดมกลิ่นทายไพ่ได้ ทายลูกปัดได้ ค่าเรียนแสนแพงสองวันละหมื่นสอง(อาจถูกสำหรับคนมีเงิน ที่อยากให้ลูกเป็นเทวดาได้!) ออกทีวีรายการดังด้วย คนก็แ่ห่กันไปเรียนมากมายชนิดคิวยาวหลายเดือน คนดังๆ ทั้งนักการเมือง หมอ นักธุรกิจก็ส่งลูกไปเรียน จนบ.เขาเอารูปเอาชื่อมาขึ้นการันตีกันเพียบ สุดท้ายมีคนไปทดสอบอย่างรัดกุม กันการแอบดู และคำนวนทางสถิติด้วย สรุปว่าทำไม่ได้เลยซะงั้น แต่เหล่าผู้ปกครองก็ออกมาแย้งว่าเชื่อลูก เชื่อว่่าทำได้จริง อย่างว่า เสียเงินไม่ว่า แต่ห้ามเสียหน้านี่นา

            ทั้งสองเรื่องเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ วิทยาศาสตร์เทียม(Pseudo science) ที่เป็นเรื่องหลอกลวงด้วยข้ออ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่ล้ำลึก มีคนรู้น้อย แต่ก็ยังคงทำขายมาได้เรื่อยๆ แม้จะโดนจับได้บ้าง แต่ก็เปลี่ยนชื่อและมาหลอกขายใหม่ได้อยู่ดี เช่น หมดเรื่อง GT200 ก็ยังใช้ Alphasix ทั้งๆที่มันคือของแบบเดียวกันแท้ๆ แต่ก็ยังมีคนเต็มใจให้หลอก หรือ PMC เชื่อว่า ก็จะแค่ปิดโรงเรียนไป แล้วปีหน้าฟ้าใหม่เปลี่ยนชื่อออกมาอีกที

            ฉะนั้น คำอ้างที่่ว่า ของราคาแพง ถ้าไม่ดีจริง คงขายไม่ได้ จึงไม่ใช่คำกล่าวที่ถูกต้องเสมอไปครับ!

            Comment


            • ส่วนตัวฟังไม่ออกครับ

              Comment


              • ผมตอบไปเยอะพอแล้ว อยากทราบก็อ่านซ้ำแล้วพยายามทำความเข้าใจแล้วกันครับ
                เหนื่อยที่จะพิมพ์เรื่องเดิม วนไปวนมาแล้ว พิมพ์ซ้ำๆก็แล้ว คุณไม่พยายามที่จะศึกษาในสิ่งที่ผมอธิบายพิมพ์ต่อก็ป่วยการ
                การไม่ยอมรับอะไร เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
                ผมนึกถึง อ.ที่อีโก้สูงๆแล้วไม่เปิดรับอะไรเลยตามมหาลัยนั่นละ มีทุกที
                เราต้องการแชร์ความรู้ ไม่ได้ต้องการให้เอาทุกอย่างไปยัดใส่หัวคนอื่น

                สิ่งที่ผมพูดผมไม่ได้ให้คนอื่นเชื่อ แต่ให้คิดและศึกษาร่วมกัน แต่
                สิ่งที่คุณบอกคุณต้องการให้คนอื่นเชื่อ คิดอะไรมาก็ไม่เชื่อ มันเหมือนมองอะไรอยู่แค่ด้านเดียว

                อิเล็กตรอน 1 ตัวแต่ละสาขาวิชาก็นิยามไม่เหมือนกันหรอกนะ อยู่ที่ว่ามองมุมไหนของมัน

                แล้วก็ที่บอกเรื่องรถเขามีวิชาทั้ง ICE, Aerodynamic, thermodynamic แล้วของผมนี่มันไม่มีเรียนรึไง
                รึว่าอาจารย์ผมสอนมั่วๆมา

                ผมก็อธิบายด้วยดีแล้วนะ ยังบอกว่าแถ การมาว่าคนอื่นแบบนี้ ผมว่ามันเป็นมารยาทไม่ดีเลยนะ
                หัดให้เกียรติคนอื่นบ้างเถอะ

                Comment


                • ไม่มีไรทำ เอาของเก่ามาหากินต่อ


                  ข้อมูลทั้งหมดที่ใช้พูดคุย เอามาจากPAPER, WIKIPEDIA, เวปของผู้ร่วมพัฒนาHDMI ล้วนๆ
                  น่าแปลกใจ ข้อมูลBASICจากPAPERล้วนๆที่คนทั่วไปสามารถหาอ่านได้ สามารถทำให้บางคนเกิดอาการไม่แน่ใจ เกิดอาการเปลี่ยนใจในบางเรื่องบางประเด็นได้



                  ----------------------------------------------------


                  ท่านว่าสาย HDMI เส้นละ 3900 จะให้คุณภาพสัญญาณดีกว่าสาย HDMi เส้นละ 350 ไหม > หน้า12 โพส222
                  Originally posted by keang
                  Originally posted by Fourpoint
                  ประเด็นนี้ผมเห็นด้วยกับข้อสรุปของคุณ นั่นคือการส่งข้อมูลเสียงตามมาตรฐาน HDMI อาจมีการยอมให้สูญเสียข้อมูลไปตามทฤษฎี
                  ขอเปลี่ยนบางข้อความ เพื่อให้ครอบคลุมในเนื้อหาที่พูดคุยผ่านไปแล้ว
                  - video และ audio
                  - ทฤษฎี และ ปฏิบัติ
                  - ยังไม่ถึงขั้นเป็นข้อสรุป แต่ขอใช้คำว่า สมมุติฐาน แทน เพราะยังเป็นเพียงการคาดเดาจากความน่าจะเป็น

                  คุณกับผม มีสมมุติฐานตรงกันในเรื่อง "ในระบบHDMI อาจมีการยอมให้สูญเสียข้อมูลในส่วนของVideoและAudio ไปตามทฤษฎีและปฏิบัติ"

                  -- หากใครมีความเห็นที่ต่างออกไป ก็เรียนเชิญร่วมให้คำแนะนำและแนวทางในการค้นหาความจริง --


                  Originally posted by Fourpoint
                  แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ โอกาสที่จะเกิด และเราสามารถตรวจจับได้ไหม

                  ซึ่งโอกาสที่จะเกิด ผมได้อธิบายไปแล้วว่าด้วย การออกแบบการส่งแบบdifferential signal ทำให้โอกาสที่ข้อมูลผิดพลาด(ในแง่การสลับ logic bit) นั้นแทบไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในโลกจริง แถมยังมีการตรวจสอบข้อมูลซ้ำด้วย BCH อีกว่าข้อมูลถูกต้องแน่ๆ แถมยังแก้ไขข้อผิดพลาดได้อีกบางส่วนยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก
                  กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาHDMI เช่น Sony, Hitachi, Technicolor SA (ชื่อเดิมคือThomson), Philips, Panasonic Corporation, Toshiba และ Silicon Image

                  ผู้ผลิตเหล่านี้ เวลาเค้าทดสอบเค้าจะใส่เอฟเฟคจากสิ่งรบกวนภายนอกเข้าไปด้วย ใส่แบบหนักกว่าที่ใช้งานตามสภาพจริงเยอะ
                  อะไรที่เราไม่เจอแต่อาจจะเจอ เค้าก็จะเอามาใช้ในการทดสอบด้วย

                  เค้าพบปัญหาว่ามันมีเกิดขึ้นจริงและมีผลกระทบจริง บางอย่างแก้ได้ที่ตัวสาย บางอย่างแก้ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์เสริม เช่น
                  ( หากปัญหาบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ก็ไม่นำมาเปิดเผยด้วยเช่นกัน )
                  - Receiver chip (Cable equalization)
                  - Active cables (active electronics built into cables that boost and extend the cable’s signal)
                  - Repater
                  - Amplifiers

                  ด้วยเหตุข้างบนนี้ ผมจึงไม่ให้ความสำคัญที่จะไปหาข้อมูล ว่า ในทางปฎิบัตินั้นไม่ว่าผู้ผลิตจะใช้ระบบอะไร มันทำได้จริงแค่ไหน
                  เพราะแม้แต่ทีมผู้ร่วมพัฒนาเอง เค้ายังไม่คิดว่ามันจะสมบูรณ์100% มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้แน่นอน
                  เค้าเลยต้องหาวิธีป้องกันแบบอื่นเสริมเข้าไปอีก ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่า

                  ในความเป็นจริง การเพิ่มReceiver chipเข้าไป ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตที่สูงมาก
                  เพราะ มูลค่าเพียงแค่5บาท10บาทในต้นทุนการผลิต กว่าจะตัดสินใจใส่เข้าไปได้นั้น ผู้ผลิตต้องคิดแล้วคิดอีก
                  เพราะฉะนั้น ถ้ามันเป็นไปตามอุดมคติตามทฤษฎีจริง ผู้ผลิตเค้าไม่ยอมเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยไม่จำเป็นแน่นอน

                  ขอยกตัวอย่างประกอบเรื่องนึง วงการผู้ผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดัคเตอร์(อิเลคทรอนิคส์)
                  แต่เดิมใช้ในการเทียบศักย์ไฟในการเปรียบเทียบแบบdifferential signal ก็พบปัญหาจากสัญญาณรบกวนไม่น้อย
                  มีการทดลองเปลี่ยนจากการใช้โวลท์เป็นกระแสแทน ก็แก้ปัญหาเดิมของระบบโวลท์ได้ แต่ทว่ากลับเจอปัญหาอื่นตามมาอีกเหมือนกัน

                  สรุป คือ ทุกๆระบบทุกๆรูปแบบ ล้วนมีปัญหาในตัวเองทั้งนั้น ทำให้เอ้าพุทที่ได้ไม่เป็นไปตามหลักทฤษฎีที่คิดไว้


                  Originally posted by Fourpoint
                  Receiver chipก็น่าจะเป็นส่วน TMDS Rx ตามรูปข้างล่างแหละครับ ทำหน้าที่รับสัญญาณแรงดัน (differential signal)แล้วdecode ออกมาเป็น bit เพื่อส่งต่อไปเท่านั้นเอง
                  ถ้าถามผม ในเวลานี้ "Receiver chip(Cable equalization)" น่าจะใส่อยู่หน้า "HDMI receiver chip(TMDS Rx)"
                  ( ใส่ "Receiver chip(Cable equalization)" คั่นกลางระหว่าง "สายHDMI" กับ "HDMI receiver chip(TMDS Rx" )

                  เหตุผล
                  เพราะว่าถ้าReceiver chip(Cable equalization)มันรวมอยู่ในTMDS Rxแล้ว ในHDMI FAQเค้าคงไม่พูดแยกออกมาเป็นchipต่างหากแบบนั้น
                  แต่ในอนาคต ไม่แน่ผู้ผลิตไอซีบางรายอาจเอาReceiver chip(Cable equalization)ไปรวมไว้ในHDMI receiver chipตัวเดียวเลยก็ได้
                  Receiver chip(Cable equalization) คืออะไร ทำไมผู้ผลิตรู้ว่ามีปัญหาและยอมรับวิธีแก้ปัญหาในจุดนี้

                  แต่เหตุใด บางคนยังคลางแคลงใจในสิ่งที่ผู้พัฒนายอมรับ และ ยังคงคิดต่อไปว่า มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในโลกจริง


                  ----------------------------------------------------


                  ท่านว่าสาย HDMI เส้นละ 3900 จะให้คุณภาพสัญญาณดีกว่าสาย HDMi เส้นละ 350 ไหม > หน้า12 โพส227
                  Originally posted by keang
                  Originally posted by Fourpoint
                  ขอเพิ่มเติมนิด การที่จะทดลองใดๆ และน่าเชื่อถือพอที่จะอ้างอิงต่อ ก็ต้องประกอบไปด้วยวิธีการที่รัดกุม และสามารถควบคุมตัวแปรได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

                  การทดลองที่มีความเพี้ยนได้ง่าย ไม่ควบคุมตัวแปรอย่างรัดกุม จึงเป็นแค่การแสดงความคิดเห็น หรือประสบการณ์ส่วนตัว ที่ไม่สามารถอ้างอิงหรือเป็นหลักฐานในการคัดง้างข้อโต้แย้งในทางวิทยาศาสตร์ได้นะครับ(กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คือ กระบวนการค้นหาพิสูจน์ข้อสงสัยอย่างเป็นเหตุเป็นผล)
                  อาจจะเป็นเช่นที่คุณบอกมาน่ะครับ ว่า มีใครเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไปหรือเปล่า

                  ผมว่า " ผมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ตั้งแต่โพสแรกเรื่องUSBแล้วน่ะ "

                  ขอท้าวความตั้งแต่เข้ามาอ่านเข้ามาแลกเปลี่ยนมุมมอง
                  ก่อนหน้านี้ หลายๆคนก็ตั้งต้นด้วยคำยืนยันว่า " ระบบมีการตรวจสอบจริงแท้แน่นอน ต้องตรง100%เท่านั้น "

                  หลายๆโพสพาให้คนอ่าน หลงเข้าใจผิดว่า " ระบบUSBมีการตรวจสอบข้อมูลปลายทางด้วย "
                  โดยไม่มีใครตรวจสอบในสิ่งที่พูดคุยกันสักนิด ไม่มีใครทัดทานว่ามันผิดหรือถูกกันแน่

                  ปัญหาก็มาจากหลายๆโพสแสดงความเห็น ด้วยการใช้คำพูดที่เป็นภาพรวม ไม่ได้ลงรายละเอียดเงื่อนไขใดๆเพื่อยืนยัน


                  แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีคนสงสัย มีการสอบถามเพื่อความแน่ใจ ว่า " แน่ใจหรือเปล่ากับที่สิ่งที่เคยพูดเคยกล่าวมาตั้งแต่ต้น "
                  " ต้องถูกต้อง100% ต้องได้ข้อมูลถูกต้องเท่านั้นถึงจะผ่านไปปลายทางได้ "
                  กลับกลายเป็น มีการเปลี่ยนแปลงการแสดงความเห็นเสียใหม่
                  " ไม่มีการตรวจสอบใดๆ ในระบบภาพ " แต่ " ยังยืนยันว่า ระบบเสียงมีการตรวจสอบแน่นอน "

                  แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีคนสงสัย มีการสอบถามเพื่อความแน่ใจ ว่า " แน่ใจหรือเเปล่ากับที่สิ่งที่เคยพูด "
                  " ระบบเสียงมีการตรวจสอบแน่นอน และ มีการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้อง100% "
                  กลับกลายเป็น มีการเปลี่ยนแปลงการแสดงความเห็นเสียใหม่
                  " ไม่แน่ใจว่าข้อมูลทุกแพคเกจที่ปลายทางได้รับนั้น จะถูกต้อง100% หรือ ได้รับครบทุกแพคเกจ ในระบบเสียง "

                  นอกจากนั้นยังเน้นย้ำตลอด " ถ้าเกิดการผิดพลาด จะสามารถรับรู้ได้ทันที "
                  ตัวอย่างที่คุณมักใช้เสมอ
                  - pixelไม่ทำงานไม่มีแสง
                  - ไม่มีภาพ
                  - ไม่มีปัญหาเรื่องสีเกิดขึ้นแน่นอน
                  ถ้าเกิดขึ้นจริง มีทางเป็นไปได้เพียงเท่านี้

                  ตั้งแต่หน้า1 จะพบว่า
                  มีหลายคนบอกว่า " ใช้สายได้มาตราฐานแบบราคาทั่วไป แต่เจออาการสัญญาณไม่ดี เช่น ภาพกระพริบ ภาพมีเม็ดSNOW
                  เค้าเลยลองหาสายดีๆมาใช้ กลับกลายเป็นว่า ไม่มีปัญหานั้นเกิดขึ้นอีกเลย
                  "

                  " ข้างบนนี้ ไม่ใช่เรื่องความแตกต่างของ สายราคาถูก กับ ราคาแพง ในประสบการณ์ของคนที่มาโพส อย่างนั้นหรือ ??? "

                  คุณใช้บรรทัดฐานส่วนตัว ว่า คุณเคยลองแล้วมันไม่ต่าง และ ยืนยันว่าไม่มีทางต่างแน่นอน
                  ถ้าจะต่าง ก็มีทางเดียว คือ สายห่วย ต่ำกว่าสเปค

                  พอมีการแย้งไปว่า สายที่บอกว่าต่ำกว่าสเปคน่ะ มันสายของผู้ร่วมพัฒนาเชียวน่ะ

                  กลับกลายเป็นว่า ยังคงใช้บรรทัดฐานส่วนตัว ตัดสินว่า " เอาน่าถึงจะเป็นของมียี่ห้อ มันก็มีหลุดสเปคกันบ้าง "
                  แต่ไม่แปลกใจสักนิด ทำไมมันตกสเปคกันเยอะ มีคนพูดถึงกันหลายที่หลายเวป
                  ด้วยความเชื่อส่วนตัวของบางคนที่เคยบอกไว้ ทำไมบางอย่างไม่ตรง ทำไมบางอย่างไม่คิดว่ามันจะมี มันจะเกิดขึ้นได้บ้างละ

                  " เกิดปรากฏการณ์ HUMAN ERROR โดยไม่รู้ตัว อย่างนั้นหรือ ??? "
                  ขอฝากไว้พิจารณา

                  ----------------------------------------------------


                  ท่านว่าสาย HDMI เส้นละ 3900 จะให้คุณภาพสัญญาณดีกว่าสาย HDMi เส้นละ 350 ไหม > หน้า13 โพส246
                  Originally posted by keang
                  " ในเมื่อกระบวนการส่งข้อมูลตามมาตรฐานของมัน ที่ผมยกมาหลายครั้ง ไม่มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดแบบนี้ในโลกจริง "


                  ลองทำความเข้าใจกับ 4เรื่องนี้ ก็น่าจะรู้แล้วว่า อะไรคืออะไร
                  เผื่อข้อมูลบางอย่างที่คลาดเคลื่อนจะกลับมาตรงขึ้นมาบ้าง

                  1. CEA-861-D video standard ในส่วนของของ video timing requirements, discovery structures, and data transfer structure
                  2. Clock recovery ลองดูว่ามีการสร้างไรขึ้นมาทดแทนส่วนที่สูญเสียไปบ้าง
                  3. Low-voltage differential signaling (LVDS) (HDMIเลือกใช้)
                  4. High-voltage differential signaling (HVD)

                  อ่านโครงสร้างและที่มาที่ไปดีๆ แล้วจะรู้ว่า " จุดด้อยของLVDSคืออะไร "
                  หลังจากนั้นจะได้คำตอบว่า "ระบบHVD" ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และ เพราะอะไร

                  ระบบHVD ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงกว่า LVDS (ที่HDMIเลือกใช้)
                  Wikipedia > Differential signaling (PAPERอีกแล้ว)

                  Comparison with single-ended signaling
                  In single-ended signaling, the transmitter generates a single voltage that the receiver compares with a fixed reference voltage, both relative to a common ground connection shared by both ends.

                  The widely used RS-232 system is an example of single-ended signaling, which uses ±12 V to represent a signal, and anything less than ±3 V to represent the lack of a signal. The high voltage levels give the signals some immunity from noise, since few naturally occurring signals can create that sort of voltage. They also have the advantage of requiring only one wire per signal. However, they also have a serious disadvantage: they cannot run at high speeds. The effects of capacitance and inductance, which filter out high-frequency signals, limit the speed. Large voltage swings driving long cables also require significant power from the transmitting end. This problem can be reduced by using smaller voltages, but then the chance of mistaking random environmental noise for a signal becomes much more of a problem. In many instances single-ended designs are not feasible. Another difficulty is the electromagnetic interference that can be generated by a single-ended signaling system which attempts to operate at high speed.

                  - Examples
                  Examples of differential signaling include LVDS, differential ECL, PECL, LVPECL, current loop interfaces such as Musical Instrument Digital Interface (MIDI) hardware, RS-422, RS-485, most Ethernet physical layers, USB, Serial ATA (SATA), TMDS, FireWire, and HDMI. LVDS is currently the only scheme that combines low power dissipation with high speed.

                  Examples of single-ended signaling include RS-232 and PATA.

                  The lowest-power-dissipation, highest-speed signals in any commercially available system are the on-chip signals in a microprocessor. Those signals are almost always single-ended.

                  In an electric guitar, the humbucker pickup type uses exactly the same principle to avoid power supply hum at the AC frequency.


                  High-voltage differential signaling
                  High-voltage differential (HVD) signaling uses high-voltage signals. In computer electronics, "high voltage" normally means 5 volts or more.

                  SCSI-1 variations included a high voltage differential (HVD) implementation whose maximum cable length was many times that of the single-ended version. SCSI equipment for example allows a maximum total cable length of 25 meters using HVD, while single-ended SCSI allows a maximum cable length of 1.5 to 6 meters, depending on bus speed. LVD versions of SCSI allow less than 25 m cable length not because of the lower voltage, but because these SCSI standards allow much higher speeds than the older HVD SCSI.

                  The term high-voltage differential signaling is a generic one that describes a variety of systems. Low-voltage differential signaling or LVDS, on the other hand, is a specific system defined by a TIA/EIA standard.


                  อยากรู้จังทำไมระบบSCSI ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตด้วยการเลือกใช้differential signalingในรูปแบบHVD
                  แต่ไม่ใช้LVDS ทั้งๆที่LVDSก็ทำงานได้สมบูรณ์เพอเฟคขนาดนั้น ประหยัดต้นทุนได้มากมาย
                  ผู้พัฒนารู้และยอมรับว่ามีปัญหาอะไรแฝงมาบ้าง แต่end userไม่รู้ ???

                  แต่อย่างว่าแหล่ะ ผู้คิดค้นผู้พัฒนาย่อมเห็นอะไรมากกว่าend userอยู่แล้ว
                  เพราะเค้าเป็นผู้คิดตั้งแต่เริ่มต้น บางสิ่งบางอย่างก็เป็นความลับทางการค้าที่เปิดเผยไม่ได้ (เพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า)

                  ต่างจากคนทั่วไปที่เป็นเพียงแค่คนเรียนรู้ผลงานของคนอื่น สถาบันการศึกษาต่างๆก็เอาเรื่องเหล่านี้ไปสอน
                  คนสอนก็สอนได้เท่าที่คนสอนรู้ คนเรียนก็ท่องจำกันไปทดลองกันไปตามที่คนสอนอยากสอน


                  ----------------------------------------------------





                  หน้า7 โพส126
                  Originally posted by ManiacMaew
                  จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าต่อทางdigital กลับขั้ว
                  เช่นหัวcoax
                  ต่อกราวน์กับสัญญาณ สลับกัน


                  เดี๊ยวไปลอง
                  หน้า7 โพส129
                  Originally posted by ManiacMaew
                  ลองแล้ว ตกใจ
                  เสียงออกอ่ะ เป็นเพลง แต่ฟังแล้วแปลกไปหน่อย - -.
                  คิดในใจว่าตอนแรก มันต้องผิดปกติสุดแน่ๆ เลย
                  เพราะกลับเฟส ค่า0 กับค่า 1 มันต้องสลับกันเลยน่ะ รึว่ายังไง- -?

                  ว่างๆ ค่อยเทสละเอียด

                  หมายเหตุ
                  ลองกับpcน่ะครับ กลับข้างที่หัวเสียบพินเมนบอร์ดเอา
                  ยังไม่มีใครตอบเค้าเลย
                  คนที่รู้เรื่องDIGITAL น่าจะช่วยคลายข้อสงสัยให้เค้าหน่อย
                  Last edited by keang; 11 Jan 2011, 13:35:19.

                  Comment


                  • Originally posted by keang View Post
                    Wikipedia > Differential signaling (PAPERอีกแล้ว)
                    คุณเข้าใจคำว่า PAPER ผิดลิบโลกเลยครับ

                    ส่วนเนื้อหาที่ยกมาอ้างใน wiki ถามตรงๆ ชี้ให้เห็น หน่อยว่ามันมีส่วนไหนเกี่ยวข้องในการทำให้ภาพสวยเสียงดีครับ ?

                    Comment


                    • ผมว่าคุณอ่านไม่เคลีย
                      สิ่งที่ผมยกมาพูดคุย คือ ประเด็นที่มีคนอ้างอิงว่า "ระบบมันสมบูรณ์เพอเฟค ไร้ซึ่งข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ในโลกจริง"

                      Comment


                      • ประเด็นที่ผมลองนี้ไม่ได้เอามาเป็นเหตุเป็นผล ในการเถียงเรื่องสายดีไม่ดีน่ะครับ
                        แต่ลองเล่นๆ เพราะอ่านเรื่องฝั่งดิจิตอลแล้วงง
                        เลยคิดอะไรแผลงๆขึ้นมา
                        อาจจะออกทะเลไปไกลหน่อยน่ะ


                        *ลองกับสายCOAX spdif น่ะครับ

                        Comment


                        • Originally posted by keang View Post
                          ผมว่าคุณอ่านไม่เคลีย
                          สิ่งที่ผมยกมาพูดคุย คือ ประเด็นที่มีคนอ้างอิงว่า "ระบบมันสมบูรณ์เพอเฟค ไร้ซึ่งข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ในโลกจริง"
                          OK ถือว่าเข้าในระบบเรื่องไม่เพอร์เฟค แต่ที่คุณยกมามันก็ไม่เกี่ยวกับประเด็นเรื่องผลของภาพ เข้าใจตรงกันใหมครับ ? จะได้ไม่ให้คนอ่านงง

                          Comment


                          • ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ "ไม่เพอเฟค" หรือ "เพอเฟค(จนไม่เกิดข้อผิดพลาดในโลกจริงได้)"


                            ถ้าเพอเฟคจริง คงไม่มีเรืองแบบนี้เกิดตามหลัง เช่น
                            - ผู้พัฒนาออกมาพูดเรื่องเอฟเฟคของCของLที่แฝงอยู่ในตัวนำสายสัญญาณที่ใช้เชื่อมต่อระบบ ซึ่งกระทบกับLVDSที่HDMIเลือกใช้ได้
                            - ข้อด้อยของระบบLVDSที่HDMIเลือกใช้ จนต้องมีการพัฒนาระบบHVDขึ้นมาเพื่อใช้ในระบบที่ต้องการความถูกต้องสูงกว่า
                            - ผู้พัฒนาHDMIเองก็แก้ปัญหาจากโครงสร้างเดิมไม่ได้ จนผู้ผลิตชิบต้องคิดค้นชิบReceiver chip(Cable equalization)ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสายเชื่อมต่อในระบบ และผู้พัฒนาHDMIก็ยอมรับเรื่องชิบตัวนี้

                            คร่าวๆย่อๆก็ได้ประมาณนี้
                            - ผู้พัฒนาHDMI (Receiver chip(Cable equalization) ชดเชยปัญหาในระบบสายเชื่อมต่อ)
                            - ผู้พัฒนาระบบการรับ-ส่งข้อมูล (LVDS , HVD)
                            - ผู้พัฒนาระบบเชื่อมต่อ (The effects of capacitance and inductance มีผลต่อความเร็วในการรับส่างข้อมูล)


                            ที่ผ่านมาเห็นมีแต่มุ่งเน้นไปที่ เฉพาะสัญญาณอินพุทของวงจรdifferential amp
                            ยังไม่เห็นมีการพูดให้ครอบคลุมสัญญาณตัวแปรอื่นๆที่รับ-ส่งในสายเชื่อมต่อในเวลาเดียวกันด้วย
                            ซึ่งในระบการทำงานจริงๆแล้วdiff. ampเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของระบบทั้งหมด

                            จริงๆแล้วยังมีสัญญาณชุดอื่นที่สำคัญและบางสัญญาณก็สำคัญกว่า ที่ใช้ควบคุมและเป็นตัวอ้างอิงสัญญาณอื่นๆทั้งหมดในระบบ ซึ่งถ้าหากสัญญาณชุดนี้มีปัญหาแค่เพียงเสี้ยว1ไมโครเซคจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง


                            หากบางคนยังมองข้ามในสิ่งที่ผู้พัฒนายอมรับและหาวิธีแก้ไข และยังคงคิดว่าระบบยังเพอเฟคสมบูรณ์แบบ(ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในโลกจริง) แบบเดิมต่อไป ก็คงไม่มีมุมมองปัญหาในประเด็นอื่นๆของระบบ

                            Comment


                            • คุณ #keang หลงประเด็นอีกแล้ว

                              เราไม่ได้บอกว่า การส่ง digital ไม่มีการสูญเสีย 100% นะครับ noise มีได้ สัญญาณตกได้ แต่โดนกวนจนสูญเสียข้อมูลแล้ว detect ได้ว่าเกิดข้อผิดพลาดตะหาก นั่นคือเป้าหมายหลักของการออกแบบระบบดิจิตอลนะครับ ดังที่มีคนบอก All or nothing นั่นจริงๆค่อนข้างครอบคลุมความหมายได้ชัดเจน จริงอยู่ว่า บางระบบจะไม่มีการตรวจสอบข้อมูลปลายทาง (เช่น HDMI ส่วนภาพ หรือ USB DAC ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณคุณอีกที ที่ช่วยยกข้อมูลเรื่อง USB DAC มาให้อ่าน) แต่จากรูปแบบการส่งข้อมูล และระบบการส่ง(โดยเฉพาะ differential signal และรูปแบบข้อมูลแบบ pixel per pixel) ทำให้ง่ายที่จะรับรู้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว (เช่น jitter เสียงคลิก เสียงกระตุก หรือถ้าภาพก็เป็นจุด หรือดับไปเลย)

                              แต่ที่เราถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะ มีบางฝ่ายอ้างว่า การสูญเสียข้อมูล หรือข้อผิดพลาดนั้น มันทำให้เกิด ภาพสีจืด เสียงไม่อิ่ม ไม่มีมิติ ฯลฯ ซึ่งเป็นความเพี้ยนที่แยกแยะจากการรับรู้ได้ยาก(แบบความเพี้ยนของระบบ analog ที่ทำให้หลายคนชอบยกวลีอมตะ ฟังออก-ฟังไม่ออก หูถึง-หูไม่ถึง) ตรงนี้ตะหากที่เป็นประเด็นที่ ชาวหูเทพ กับคนธรรมดาทั่วไปเขาเห็นไม่ตรงกัน เพราะจากที่ศึกษามากันแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่า การส่งแบบ differential signal นั้นเป็นไปไม่ได้ที่เกิดการสลับ logic ได้อย่างสมบูรณ์แบบในโลกจริง(ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่า มันไม่เกิดการผิดพลาดที่รับรู้ไม่ได้) และหรือแม้แต่ที่ส่งแบบธรรมดานั้น การเกิด error ใดๆ ในระบบ digitalย่อมไม่เกิดแบบเป็น pattern หรือรูปแบบเฉพาะ แต่จะเกิดแบบสุ่ม จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการเพี้ยนออกมาเป็นโทน หรือลักษณะโดยรวมได้ครับ

                              ประเด็นความเพี้ยนนี้ที่มีรูปแบบคล้าย analogนี้ บางท่านยืนยันว่า เกิดแน่นอน พอถามว่าเกิดได้อย่า่งไร ก็อ้างความรู้ที่ไม่มีใครรู้ วิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีใครค้นพบ ทั้งๆที่ผมถามแค่รูปแบบสัญญาณดิจิตอลปลายทางง่ายๆว่าผิดพลาดยังไง ถึงออกผลเพี้ยนตามที่ท่านว่าเท่านั้นเองแท้ๆ แต่ตรงนี้ท่านอื่นๆที่ไม่ได้ศึกษา มาโดยตรงอาจจะงงว่าพูดคุยเรื่องอะไรกันอยู่

                              ผมเลยยอมถอยหน่อย ไม่พูดถึงตัวระบบแล้ว ถามแค่ความรู้สึกรับรู้ไงครับ ว่า คนที่บอกว่าแยกแยะสายถูกและสายดีได้ นั้นพบ ความแตกต่างอะไรบ้าง? ช่วยแจกแจงลักษณะสิ่งที่ได้ิยินแล้วแตกต่างกันมา จะได้มา scope หาต้นตอได้ว่า มันเกิดจากการเพี้ยนจริงๆ หรือเกิดจากข้อผิดพลาดกันแน่?

                              คุณ kaeng ช่วยตอบชัดๆได้ไหมครับ ว่าสายราคาแพงนั้นให้ ภาพ(กรณี HDMI) และเสียง (ทั้ง HDMI และ USB DAC)แตกต่างกันอย่างไรกันแน่ ถ้ากลัวนอกเรื่องกระทู้ช่วยตอบผมเรื่อง USB DAC อย่างเดียวตรงๆก็ได้ครับ

                              ป.ล. เอกสารหรือมาตรฐานที่คุณยกมา พูดถึงแต่เรื่องสัญญาณรบกวน และข้อผิดพลาด ที่ทำให้อ่านค่าไม่ได้นะครับ ไม่้ได้เกี่ยวกับเรื่อง การเพี้ยนของข้อมูลที่เป็นรูปแบบเหมือนการเพี้ยนใน analog

                              Comment


                              • Originally posted by keang View Post
                                ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ "ไม่เพอเฟค" หรือ "เพอเฟค(จนไม่เกิดข้อผิดพลาดในโลกจริงได้)"


                                ถ้าเพอเฟคจริง คงไม่มีเรืองแบบนี้เกิดตามหลัง เช่น
                                - ผู้พัฒนาออกมาพูดเรื่องเอฟเฟคของCของLที่แฝงอยู่ในตัวนำสายสัญญาณที่ใช้เชื่อมต่อระบบ ซึ่งกระทบกับLVDSที่HDMIเลือกใช้ได้
                                - ข้อด้อยของระบบLVDSที่HDMIเลือกใช้ จนต้องมีการพัฒนาระบบHVDขึ้นมาเพื่อใช้ในระบบที่ต้องการความถูกต้องสูงกว่า
                                - ผู้พัฒนาHDMIเองก็แก้ปัญหาจากโครงสร้างเดิมไม่ได้ จนผู้ผลิตชิบต้องคิดค้นชิบReceiver chip(Cable equalization)ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสายเชื่อมต่อในระบบ และผู้พัฒนาHDMIก็ยอมรับเรื่องชิบตัวนี้

                                คร่าวๆย่อๆก็ได้ประมาณนี้
                                - ผู้พัฒนาHDMI (Receiver chip(Cable equalization) ชดเชยปัญหาในระบบสายเชื่อมต่อ)
                                - ผู้พัฒนาระบบการรับ-ส่งข้อมูล (LVDS , HVD)
                                - ผู้พัฒนาระบบเชื่อมต่อ (The effects of capacitance and inductance มีผลต่อความเร็วในการรับส่างข้อมูล)


                                ที่ผ่านมาเห็นมีแต่มุ่งเน้นไปที่ เฉพาะสัญญาณอินพุทของวงจรdifferential amp
                                ยังไม่เห็นมีการพูดให้ครอบคลุมสัญญาณตัวแปรอื่นๆที่รับ-ส่งในสายเชื่อมต่อในเวลาเดียวกันด้วย
                                ซึ่งในระบการทำงานจริงๆแล้วdiff. ampเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของระบบทั้งหมด

                                จริงๆแล้วยังมีสัญญาณชุดอื่นที่สำคัญและบางสัญญาณก็สำคัญกว่า ที่ใช้ควบคุมและเป็นตัวอ้างอิงสัญญาณอื่นๆทั้งหมดในระบบ ซึ่งถ้าหากสัญญาณชุดนี้มีปัญหาแค่เพียงเสี้ยว1ไมโครเซคจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง


                                หากบางคนยังมองข้ามในสิ่งที่ผู้พัฒนายอมรับและหาวิธีแก้ไข และยังคงคิดว่าระบบยังเพอเฟคสมบูรณ์แบบ(ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในโลกจริง) แบบเดิมต่อไป ก็คงไม่มีมุมมองปัญหาในประเด็นอื่นๆของระบบ
                                สรุปได้ว่าไม่เกี่ยวนะครับ

                                Comment

                                Working...
                                X