Announcement

Collapse
No announcement yet.

สาย USB มีผลมากไหมครับ

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • Originally posted by mujaarm View Post
    ^ก็ใช้สายprinter รื้อเอาแต่หัวมาเชื่อมกับสายสัญญาณของเรา
    1.ขี้เกียจแงะ
    2.ผมรอสายตัวเก่งของผมมาอยู่ครับ หมดไปเดือนครึ่งแล้ว สั่งของไปแล้ว กำลังจะมา แต่จะถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ T^T
    อยากลองดูว่า USB ใช้สายดีๆเนี่ยเป็นยังไงบ้าง ถ้าเวิคก็คงเหนื่อยหาหัวดีๆมาอีก

    Comment


    • Originally posted by TroRuwA View Post
      1.ขี้เกียจแงะ
      2.ผมรอสายตัวเก่งของผมมาอยู่ครับ หมดไปเดือนครึ่งแล้ว สั่งของไปแล้ว กำลังจะมา แต่จะถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ T^T
      อยากลองดูว่า USB ใช้สายดีๆเนี่ยเป็นยังไงบ้าง ถ้าเวิคก็คงเหนื่อยหาหัวดีๆมาอีก

      ผมหาหัว USB อยู่พักนึง มีแต่นำเข้าหัว USB A แต่ไม่มีหัว USB B เลย

      พนง.ที่ขายยัง งง ทำไมเมีแต่ USB A.. ของไม่ครบทำให้ขายยาก

      ตอนที่กริชทำสาย USB ให้ต้องรื้อหัวจากสาย printer
      Last edited by Guest; 12 Jan 2011, 08:39:02.

      Comment


      • รบกวนอีกทีนะครับเผื่อใครอยากให้ความเห็น หรืออยากตอบ ขอบคุณครับ
        Originally posted by fenderfree View Post
        รบกวนสอบถามนิดนะครับ ถ้าเอาสายแพงมากๆมาสองยี่ห้อ ฟังเปรียบเทียบกัน เสียงจะต่างกันมั้ยครับ
        แล้วสายที่แพงมากๆ เทียบกับ อันละ สามสี่ร้อย จะต่างกันประมาณกี่เปอร์เซนต์
        เช่นสมมุตติว่าสายแพงมากๆ ใช้เครื่องมือวัดแล้ว เพี้ยน 0.1 % (หรือเอาความรู้สึก) แล้วสาย สามสี่ร้อย
        จะเพี้ยนประมาณกี่ % ถามความเห็น ประสบการณ์ ความรู้สึก เฉยๆนะครับ ไม่ต้องเอาแบบวิชาการก็ได้
        ผมมันสมองทึบ อ่านไปก็ไม่เข้าใจหรอก แค่อยากรู้ว่าจ่ายเท่าไหร่ถึงจะคุ้ม
        ปล. สายแพงมากๆของผมเอาสัก ห้าพันละกัน ขอบคุณครับ ^^

        Comment


        • เท่าที่อ่านดูมาหลายๆ rep. มีบางคนอยากทราบความเห็นของคนที่ฟังออกว่าสาย USB ดีๆ กับสายแถมมันต่างกันอย่างไร ผมเองก็ได้แต่บอกว่า...ต่าง!!! แต่ลืมบอกว่ามันต่างอย่างไร

          ดังนั้น...ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในคนที่ฟังออก เพราะเคยลองด้วยตัวเองจริงๆ ทั้งสายดี (แม้ไม่ถึงกับดีโคตรๆ) กับสายแถมและสายซื้อในราคาระดับปานกลางคือประมาณหลักพันต้นๆ

          ก็มีข้อสรุปเรื่องความแตกต่างของสาย USB ตาม Quote ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ด้านล่างนี้ครับ (บทความนี้ผมเขียนเอาไว้นานพอสมควรประมาณ ตั้งแต่เดือน 7 ปี 2009)

          ส่วนใครจะหาว่าผมอุปาทานหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็คง up to you เพราะมันเป็นบทความที่ผมเขียนขึ้นจากความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือมาวัดค่าหรือยืนยันอะไร แต่สำหรับตัวผม ผมรู้ตัวดีว่า...ผมเขียนอะไรลงไปและเขียนไปเพราะอะไร

          Originally posted by MAXXX77 View Post
          ..


          ...ก่อนที่ผมจะเขียนรีวิวตัวนี้ให้เพื่อนๆได้อ่าน ผมขอบอกตามตรงเลยครับว่า ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ผมแทบไม่มีเวลาและอารมณ์มานั่งเขียนอะไรทำนองนี้เลยจริงๆ ถามว่าอยากเขียนไหม???....อยากครับ

          เพราะภายในใจลึกๆ ผมมีเรื่องราวอีกหลายๆเรื่อง ที่อยากจะเล่าประสบการณ์จากอุปกรณ์ใหม่ๆที่ผมได้ลองให้เพื่อนๆได้รับฟัง แต่มันไม่มีเวลา อารมณ์ก็เลยไม่มีตามไปด้วย

          แต่โชคดีที่เมื่อเย็นวานนี้ ผมเริ่มมีเวลาว่างๆกับเขาบ้าง แถมบรรยากาศก็เป็นใจมากมาย เพราะทุกคนใน Office ของผมกลับกันหมด เหลือแต่ผมนั่งหัวโด่หัวเด่อยู่คนเดียว

          เมื่อทุกอย่างเป็นใจ ผมก็เลยขอทำตามใจตัวเอง ด้วยการนั่งดื่มกินความสุขจากการฟังเพลงอยู่คนเดียวเงียบๆ โดยที่ผมไม่ต้องมานั่งแคร์ความรู้สึกหรือสายตาของผู้คนรอบข้าง ขอบอกว่ามันช่างเป็นช่วงเวลาทองของผมจริงๆ

          เพราะบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมบ่อยๆ นานน๊าน...นานนานจริงๆถึงจะเกิดขึ้นสักครั้ง

          หลังจากที่ผมได้ฟังเพลงที่ผมฟังเป็นประจำๆผ่านไปสักพัก ผมเริ่มสังเกตุถึงความเปลี่ยนแปลงในเสียงที่เกิดขึ้นกับชุดฟังเพลงของผม

          ซึ่งก่อนหน้านี้...ผมแทบไม่มีเวลาและอารมณ์ มานั่งสังเกตุสังกาถึงความเปลี่ยนแปลงของเสียงที่เกิดขึ้น ว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน เพราะวันๆมีเวลาฟังเพลงเพียงนิดส์เดียว แถมบางวันยังไม่ได้ฟังอีกต่างหาก

          ครั้งสุดท้ายที่ผมพอมีเวลาฟังเพลงแบบจริงๆจังๆ ก็ตอนที่ได้ Stello DA220 MKII มาใหม่ๆ ในวันนั้น...ผมรู้สึกทึ่งในความเปลี่ยนแปลงของเสียงที่เกิดขึ้น ซึ่งมันมีความเปลี่ยนแปลงมากกว่าตอนที่ผมใช้ DAC 1 พอสมควร

          แต่ในครั้งนี้...ความรู้สึกนั้นมันกลับยิ่งทับทวีมากขึ้นกว่าตอนได้ Stello มาใหม่ๆ จนผมเริ่มสงสัยว่ามันเป็นเพราะอะไร ทำไมเสียงเพลงเดิมๆในวันนั้น มันให้เสียงต่างจากที่ผมฟังในวันนี้

          พอผมเริ่มค้นหาสาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงของเสียงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ผมก็ได้มาเจอสาย USB เส้นหนึ่ง ที่ผมเพิ่งสั่งและเพิ่งได้มาก่อนเขียนรีวิวตัวนี้ไม่กี่วัน

          ตอนแรกผมก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกว่าสาย USB จะมีผลต่อเสียงที่ออกมามากมายขนาดนี้ แต่เมื่อผมลองถอดมันออก...แล้วเอาสายแถมที่มากับ Stello เสียบแทน........โอววว......ใช่เลย!!! ต้องเป็นมันแน่ๆที่เป็นตัวการแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

          ตอนนั้นยอมรับครับว่า...ผมอึ้งกับสิ่งที่ได้เห็นด้วยตา ฟังด้วยหูตัวเองนิดส์ๆ เพราะมันขัดกับความเชื่อและความรู้สึกของตัวเองอยู่เหมือนกัน

          เมื่อก่อนผมก็เชื่อน่ะว่าสาย USB มันมีผลกับเสียง แต่คิดว่ามันคงไม่ได้มีผลมากมายอะไรนัก อย่างมากก็คงจะให้ผลต่างนิดหน่อยเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่า...มันจะทำให้ผมเห็นถึงความแตกต่างของเสียง แบบที่ผมไม่ต้องมานั่งจำผิดขนาดนี้

          เพราะก่อนหน้านี้ ผมเคยลองเทสสาย Kimber B Bus เมื่อคราวที่จับ DAC 3 กับ DAC 1 มาชนกัน มันก็เลยทำให้ผมเกิดความรู้สึกแบบนั้น

          ในตอนนั้น...ผมยอมรับครับว่า สาย USB ของ Kimber มันทำให้เสียงมันดีขึ้นกว่าตอนที่ใช้สาย USB ทั่วๆไป เพียงแต่ความแตกต่างของเสียง มันไม่ได้ชัดเจนจนเห็นความแตกต่างแบบสาย Polestar ของ Locus Design

          มาถึงตรงนี้ คงมีหลายๆคนเริ่มอยากรู้แล้วว่า...สาย USB ที่มันเป็นตัวการแห่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ หน้าตามันเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียเวลา...มาดูรูปกันก่อนเลยแล้วกันครับ









          คุณภาพงาน...โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว สำหรับราคา ถ้าซื้อที่ความยาวมาตราฐานที่เค้ากำหนดคือ 1-3ft ราคาอยู่ที่ 249$

          แต่ถ้าใครอยากเพิ่มความยาวของสาย ก็ต้องเพิ่มเงินอีกประมาณ 30$/1ft ซึ่งสายที่ผมสั่งในครั้งนี้ ผมสั่งที่ความยาว 4ft ราคารวมค่าสาย+ค่าส่งก็ราวๆ 300$ พอดีครับ

          ถ้าใครสนใจลองเข้าไปอ่านรายละเอียดในนี้ได้เลย http://www.locus-design.com/interconnect.html





          หลังจากที่ได้เห็นหน้าตาค่าตาของมันแล้ว ผมขอสรุปเรื่องเสียงให้มันเป็นเืรื่องเป็นราวสักหน่อยแล้วกัน


          เท่าที่ฟังแบบไม่ต้องจับผิดและฟังสลับกันระหว่างสายแถมกับสาย Polestar แบบเพลงต่อเพลง ท่อนต่อท่อน ผมสัมผัสได้เลยว่า...มันช่วยเติมเต็มความเป็นดนตรี ให้กับเพลงทุกเพลงที่ออกมาจากชุดฟังเพลงของผมจริงๆ

          ไม่ว่าจะเป็นชุดหูฟังหรือลำโพง มันทำให้ผมฟังเพลงได้ไพเราะมากขึ้นกว่าเดิม มิติและรายละเอียดของเครื่องดนตรีบางตัวที่มันเคยฟังดูจางๆบางๆ มันกลับฟังแล้วชัดเจนมากขึ้นกว่าเก่า

          ราวกับว่า...เจ้าสายตัวนี้ มันช่วยขุดให้รายละเอียดต่างๆที่มันแอบแฝงอยู่ในโน๊ตมันตื้นขึ้น จนเราสามารถสัมผัสกับอารมณ์ของเครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ ได้อย่างง่ายๆและรู้สึกได้

          อย่างเพลง The First of Autumn ของ Enya มันทำให้ผมได้ฟังการไต่ระดับโทนเสียงของ Cello อย่างที่ไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อน อืมมม...จริงๆจะบอกว่าไม่เคยได้ยินก็คงไม่ใช่

          เอาเป็นว่า...ถ้าเป็นเมื่อก่อน รายละเอียดมันจะไม่ชัดเท่านี้ กว่าจะฟังออก...ก็คงต้องใช้สมาธิและต้องตั้งใจฟังมากกว่าตอนนี้

          นอกจากนี้...มันยังช่วยส่งและเสริมให้เสียงในทุกๆย่าน ฟังดูสด มีความลื่นไหล ฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่าเดิม และเหมือนมันจะช่วยทำให้เสียงทุกเสียง ถูกเปิดเผยให้เราได้ฟังเสียงที่แท้จริงของมัน

          แม้จะไม่ถึงกับมากมายแต่ก็ฟังออกได้ไม่ยากเลย (จริงๆแล้ว...เดิมที่ Stello DA220MKII มันก็ช่วยส่งให้เสียงโดยรวมมันดูโปร่ง สด และเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว พอได้สายตัวนี้มาเสริม ก็เลยทำให้เสียงที่ออกมายิ่งไปกันใหญ่)

          และที่ผมสังเกตุได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอีกอย่าง คือเรื่องน้ำหนักเบส มันทำให้เบสมันดูมีมวลเพิ่มขึ้น ยิ่งตอนเปิดเพลงจำพวก R&B ที่เดินเบสละเมียดๆ จะฟังออกได้ไม่ยาก

          และที่สำคัญอีกประการ เวลาฟังเพลง...เจ้าสายตัวนี้เหมือนมันจะเพิ่มเนื้อที่ของอากาศให้กับตัวโน๊ต มันทำให้จังหวะจะโคนในเสียงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเสียงนักร้องหรือเสียงเครื่องดนตรี มันดูน่าฟังกว่าที่ผมเคยฟัง

          สำหรับตอนนี้ เวลานี้และวินาทีนี้ ผมมีความเชื่อแบบไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกแล้วว่า...สาย USB ดีๆ มันมีผลกับคุณภาพเสียงจริงๆครับ


          ถ้าจะให้สรุปความแบบสั้นๆ คงสรุปได้ว่า...เจ้าสาย Polestar USB ของ Locus Design มันช่วยเสริมให้รายละเอียดและมิติของเสียงเครื่องดนตรีทุกตัว มันถูกแสดงออกมาให้เราสัมผัสได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น

          แล้วมันก็ช่วยทำให้เสียงในทุกๆย่าน เข้าที่เข้าทางอย่างที่มันควรจะเป็น (แต่จะเข้าที่มากหรือน้อย คงขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่แต่ละคนใช้แล้วหล่ะครับ)

          ดังนั้น...ใครก็ตามที่ใช้คอมเป็น Source หลักในการฟังเพลง และจำเป็นต้อง Tranfer ข้อมูลคือเพลงที่คุณชอบด้วยสาย USB ผมไม่อยากให้คุณมองข้ามเรื่องความสำคัญของสาย USB เลยครับ

          แม้มันจะทำให้ชุดฟังเพลงของคุณ ฟังเพลงได้ไพเราะขึ้นมาไม่มากเหมือนกับตอนที่คุณเปลี่ยนอุปกรณ์หลักๆ แต่มันเป็นสิ่งหนึ่ง...ที่จะช่วยเติมเต็มความสมบูณณ์ของเสียง ให้กับชุดฟังเพลงที่คุณใช้ครับ...

          ขอให้ชาว TAF ทุกท่านมีความสุขกับการฟังเพลง...

          สุดท้ายขอเสริมอีกนิดสำหรับคนที่คิดจะซื้อสาย USB มาใช้ว่า...ถ้าคิดจะซื้สาย USB มาใช้จริงๆ ไม่ว่าจะหลักพันหรือหลักหลายพันหรือหลักหมื่น ยังไงก็ขอให้ดูตามความเหมาะสมกับอุปกรณ์ที่เรามี

          เพราะสิ่งที่ได้จากสาย USB ดีๆ นั้น จริงๆ แล้วมันไม่ได้คุ้มค่าและเห็นผลต่างมากเหมือนกับการที่เราเปลี่ยนอุปกรณ์หลัก ( อย่าง DAC , Int Amp.) ของเราเท่าไหร่นัก

          แต่สำหรับคนที่คิดว่า...ชุดฟังเพลงของคุณค่อนข้างลงตัวและมีราคาที่สมน้ำสมเนื้อกับสายประเภทนี้ สาย USB ดีก็เป็นอะไรที่เราไม่ควรจะมองข้ามเช่นเดียวกัน
          Last edited by maxxx77; 12 Jan 2011, 12:22:19.

          Comment


          • ขอบคุณ #maxxx77 ที่ช่วยยกมาอธิบายอีกที

            ผมลองจับข้อความคร่าวๆ ขอตัดมาเฉพาะส่วนที่อธิบายถึงความแตกต่างนะครับ
            Originally posted by maxxx77 View Post
            "ราวกับว่า...เจ้าสายตัวนี้ มันช่วยขุดให้รายละเอียดต่างๆที่มันแอบแฝงอยู่ในโน๊ตมันตื้นขึ้น จนเราสามารถสัมผัสกับอารมณ์ของเครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ ได้อย่างง่ายๆและรู้สึกได้...

            ...นอกจากนี้...มันยังช่วยส่งและเสริมให้เสียงในทุกๆย่าน ฟังดูสด มีความลื่นไหล ฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่าเดิม และเหมือนมันจะช่วยทำให้เสียงทุกเสียง ถูกเปิดเผยให้เราได้ฟังเสียงที่แท้จริงของมัน...

            ...คือเรื่องน้ำหนักเบส มันทำให้เบสมันดูมีมวลเพิ่มขึ้น ยิ่งตอนเปิดเพลงจำพวก R&B ที่เดินเบสละเมียดๆ จะฟังออกได้ไม่ยาก..."
            ตรงนี้อ่านดูแล้ว หมายความว่าคุณ #maxxx77 บอกมาว่าสายห่วยเนี่ย ทำให้ข้อมูลสูญเสียไปเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ทั้งข้อมูลเสียงแยกตามรายละเอียดของแต่ละเครื่องดนตรี และน้ำหนักเบส แต่พอใช้สายแพง ทำให้ได้ข้อมูลครบถ้วนขึ้น อาจจะบอกว่าได้ใกล้เคียง 100% ที่ข้อมูลถูกส่งออกจากขั้วต่อ USB ต้นทาง? (คงไม่มีสายแพงได้ข้อมูล เพิ่มเป็น 120% หรอกนะครับ)

            ตรงนี้แหละที่ลองมาคิดต่อ ไอ้ข้อมูลส่วนที่สูญหายไปจากการใช้สายห่วย(หรือที่เรียกว่าข้อมูลผิดพลาด) นั้นกระจายแบบคงตัว แยกแยะตามแต่ละชนิดของเครื่องดนตรีได้เลย(ถึงทำให้รายละเอียดเสียงแต่ละตัวด้อยลง) แถมทำให้ข้อมูลส่วนที่เป็นเสียงเบสหายไปบางส่วน ทำให้เบสน้อยลง (แล้วข้อมูลส่วนที่เสียงแหลม ไม่มีหายไปด้วยหรือ?) แต่นั่นแปลว่าสายห่วย ทุกยี่ห้อ ก็จะต้องมีความผิดพลาดที่เป็นไปในแนวเดียวกันแทบจะทุกครั้ง ผิดพลาดที่บิทกลุ่มเดิมซ้ำๆ? แถมผิดพลาดเฉพาะส่วนที่แสดงเสียงของเสียงดนตรีเท่านั้นด้วย เพราะคุณ maxx77 ไม่ได้พูดถึงอาการ jitter (เสียงคลิก เสียงสะดุด) ว่าเคยเกิดขึ้นกับสายเดิม(สายถูก)เลย

            ผมพอจะตีความจากคำอธิบายของคุณ #maxxx77 ถูกต้องไหมครับ?

            เดี๋ยวมาต่อเรื่องการส่งข้อมูลแบบ PCM 16bit 44.1KHz ทีหลัง

            ส่วนของภาพ HDMI/DVI ที่ไม่มีการตรวจสอบควาามถูกต้องปลายทางจริง แต่เข้ารหัสแบบ 8b/10b encoding ซึ่งตัวอย่างคคห.บนก็บอกได้ว่า ถ้าผิดพลาดที่ข้อมูลชุดเดียว ก็อาจจะเกิดจุดสีเพี้ยนได้(ข้อมูลแต่ละชุดแทน 1 pixel) แต่ความเพี้ยนนี้อาจจะแยกยาก ถ้ามันเกิดแค่จุดเดียว ไม่กี่ครั้ง(ก็จุดเดียวจาก 2ล้านจุดนี่นา ต้องเพ่งพอๆกับตอนซื้อจอใหม่แล้วหา dead/bright/stuck pixelนั่นแหละ) ถ้าเกิดกระจายกันหลายๆชุดข้อมูล ก็จะเจอจุดสีเพี้ยนกระจายไปทั้งจอแบบรูปในหน้าแรกๆนั่นแหละ

            แต่ปัญหาคือ ความเพี้ยนประเภทที่เขาว่ากันแบบ สีไม่สดใส สีไม่อิ่ม ไม่คมชัดนั้นจะเกิดได้อย่างไร? เราต้องจินตนาการว่า ต้องเกิดความผิดพลาดที่บิทตำแหน่งเดียวกัน(กรณีสีเดียวกันทั้งภาพด้วยนะ) ในข้อมูลทุกๆชุด ทั้งสองล้านชุด(ประมาณ) ถึงจะสร้างความแตกต่างที่เห็นเป็นการไล่ระดับโทนทั้งภาพได้นะครับ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดในชุดนึงเลื่อนไปบิทเดียวเท่านั้น มันก็จะไม่กลมกลืน กลายเป็นการเกิด snow ที่รับรู้ได้ง่ายแทน

            ขอถามว่าที่ท่านเจอความแตกต่างในการรับชม จากสายถูกและสายแพง นั้นเจอแบบไหนกันแน่? ขอชัดเจนตรงประเด็นกับคำถามนะครับ?

            ป.ล. ประเด็นสัญญาณรบกวนในวงจร ที่เป็น low level จริงๆยังไม่พูดถึงเลยก็ได้ เพราะเราว่ากันแค่"สาย" ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่าง output กับ input เท่านั้น เราก็ว่ากันที่การอ่านค่าจากตัวกลางนั้นกลับมาเป็นบิท จะมีสัญญาณรบกวนมาบ้าง แต่ถ้า 0พร่าๆ ยังอ่านได้ 0 และ 1อ่อนๆ ยังอ่านได้ 1 ไม่เกิดการสลับ logic (เกิดใน differential signalได้ไงหว่า?) ก็ถือว่าตัดได้เลยไม่ใช่หรือ? (ส่วนรบกวนจนอ่านค่าไม่ได้ก็คืออ่านค่าไม่ได้ มันไม่ได้เพี้ยนแบบสลับ logic) หรือว่าคุณยังสับสนว่าเรามี 0.5 กับ 1.2 ในระบบ binary กันอยู่อีก(ต้องจับเรียน discrete math ใหม่แล้วล่ะ) ที่ตัดไป เพราะเราน่าจะมาพูดถึงว่า ความแตกต่างระหว่างสายนั้น ความผิดพลาดแบบไหนบ้าง ที่ทำให้เกิดการรับรู้ความแตกต่างเป็นโทนได้จริง?

            Comment


            • ถ้าใครจะทำ Group Test สาย usb บอกด้วยนะครับ อยากลองๆ 55+

              Comment


              • 10110101010101011100011111010101010

                ข้อมูลเป็นดิจิตอล จะสายหลักหมื่น หรือ สายหลักร้อย มันก็ส่งข้อมูลชุดเดียวกัน (กรณีสายไม่เสียนะ)

                แล้วความอิ่มของเสียง หรือ ความชัดของเครื่องดนตรี มันจะเพิ่มมาจากไหน

                อีกข้อนึงที่คิดได้

                สายราคาแพง ตอบสนองสัญญาณได้ดีกว่า ตัวนำมีความต้านทานน้อย การเปลี่ยนสถานะจาก 0 เป็น 1 หรือ 1 เป็น 0 ทำได้ดีกว่า
                การส่งภาพและเสียง เป็นการส่งแบบสตรีมมิ่ง บางครั้งจะไม่มีการเช็คความผิดพลาดของข้อมูล ก็คือยอมให้มีความผิดพลาดได้บ้าง

                แต่สาย usb ส่วนใหญ่ก็ยาวประมาณไม่เกิน 2 เมตร ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้น้อยมาก
                เทียบกับสายแลนเมตรละ 8 บาท สายยาว 70-80 เมตรยังส่งข้อมูลได้ถูกต้อง

                จริง ๆ น่าจะขึ้นอยู่กับความสุขใจของผู้ใช้มากกว่า DAC Amp Hi end ตัวนึ่ง ไม่ใช่หมื่นสองหมื่น บางตัวสามารถซื้อรถ vios ได้ 1 คันด้่วยซ้ำ
                จะเอาสาย usb แถมมา เส้นละ 30 บาทไปเสียบก็ยังไงอยู่

                Comment


                • มันมีต่ออีกนิดครับ คือถ้าส่งผิด( ที่ว่าอาจจะเกิด จาก error, noise Jitter หรือ Whatever reason ) เนี้ยมันต้องผิดที่บิทท้ายๆเท่านั้นด้วย อย่างที่คุณ T4st -t1 -s บอกถึงจะเป็น สีซีดลง หรือใกล้เคียงกับของเดิม ถึงจะเป็นอย่างที่อ้างกันว่าสายถูก สีไม่เหมือน สายแพง หรือแม้แต่สายแพงแต่ละยี่ห้อให้ภาพไม่เหมือนกัน ไม่แค่นั้นการผิดนั้นต้องผิดทั้งหมด (ถ้า 1080p ต้องผิดเท่ากับหรือมากกว่า 2,073,600 จุดใน 1 frame) ถึงจะซีดทั้งจอได้

                  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ทีจะผิดทีเป็น Pattern อย่างงั้น และผิดทุกชุดที่ส่งออกมา และ ผิดที่เดิม อีก แค่วิ 2 วิ เดียว หนังปกติ วิหนึ่งประมาณ 24 frame ก็ปาไปกว่า 100 ล้านกว่าจุดแล้วที่ผิด ที่เดิม pattern เดิม มันเป็นไปได้หรือ ?

                  Comment


                  • Originally posted by Fourpoint View Post
                    ขอบคุณ #maxxx77 ที่ช่วยยกมาอธิบายอีกที

                    ผมลองจับข้อความคร่าวๆ ขอตัดมาเฉพาะส่วนที่อธิบายถึงความแตกต่างนะครับ


                    ตรงนี้อ่านดูแล้ว หมายความว่าคุณ #maxxx77 บอกมาว่าสายห่วยเนี่ย ทำให้ข้อมูลสูญเสียไปเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ทั้งข้อมูลเสียงแยกตามรายละเอียดของแต่ละเครื่องดนตรี และน้ำหนักเบส แต่พอใช้สายแพง ทำให้ได้ข้อมูลครบถ้วนขึ้น อาจจะบอกว่าได้ใกล้เคียง 100% ที่ข้อมูลถูกส่งออกจากขั้วต่อ USB ต้นทาง? (คงไม่มีสายแพงได้ข้อมูล เพิ่มเป็น 120% หรอกนะครับ)

                    ตรงนี้แหละที่ลองมาคิดต่อ ไอ้ข้อมูลส่วนที่สูญหายไปจากการใช้สายห่วย(หรือที่เรียกว่าข้อมูลผิดพลาด) นั้นกระจายแบบคงตัว แยกแยะตามแต่ละชนิดของเครื่องดนตรีได้เลย(ถึงทำให้รายละเอียดเสียงแต่ละตัวด้อยลง) แถมทำให้ข้อมูลส่วนที่เป็นเสียงเบสหายไปบางส่วน ทำให้เบสน้อยลง (แล้วข้อมูลส่วนที่เสียงแหลม ไม่มีหายไปด้วยหรือ?) แต่นั่นแปลว่าสายห่วย ทุกยี่ห้อ ก็จะต้องมีความผิดพลาดที่เป็นไปในแนวเดียวกันแทบจะทุกครั้ง ผิดพลาดที่บิทกลุ่มเดิมซ้ำๆ? แถมผิดพลาดเฉพาะส่วนที่แสดงเสียงของเสียงดนตรีเท่านั้นด้วย เพราะคุณ maxx77 ไม่ได้พูดถึงอาการ jitter (เสียงคลิก เสียงสะดุด) ว่าเคยเกิดขึ้นกับสายเดิม(สายถูก)เลย

                    ผมพอจะตีความจากคำอธิบายของคุณ #maxxx77 ถูกต้องไหมครับ?

                    เดี๋ยวมาต่อเรื่องการส่งข้อมูลแบบ PCM 16bit 44.1KHz ทีหลัง

                    ส่วนของภาพ HDMI/DVI ที่ไม่มีการตรวจสอบควาามถูกต้องปลายทางจริง แต่เข้ารหัสแบบ 8b/10b encoding ซึ่งตัวอย่างคคห.บนก็บอกได้ว่า ถ้าผิดพลาดที่ข้อมูลชุดเดียว ก็อาจจะเกิดจุดสีเพี้ยนได้(ข้อมูลแต่ละชุดแทน 1 pixel) แต่ความเพี้ยนนี้อาจจะแยกยาก ถ้ามันเกิดแค่จุดเดียว ไม่กี่ครั้ง(ก็จุดเดียวจาก 2ล้านจุดนี่นา ต้องเพ่งพอๆกับตอนซื้อจอใหม่แล้วหา dead/bright/stuck pixelนั่นแหละ) ถ้าเกิดกระจายกันหลายๆชุดข้อมูล ก็จะเจอจุดสีเพี้ยนกระจายไปทั้งจอแบบรูปในหน้าแรกๆนั่นแหละ

                    แต่ปัญหาคือ ความเพี้ยนประเภทที่เขาว่ากันแบบ สีไม่สดใส สีไม่อิ่ม ไม่คมชัดนั้นจะเกิดได้อย่างไร? เราต้องจินตนาการว่า ต้องเกิดความผิดพลาดที่บิทตำแหน่งเดียวกัน(กรณีสีเดียวกันทั้งภาพด้วยนะ) ในข้อมูลทุกๆชุด ทั้งสองล้านชุด(ประมาณ) ถึงจะสร้างความแตกต่างที่เห็นเป็นการไล่ระดับโทนทั้งภาพได้นะครับ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดในชุดนึงเลื่อนไปบิทเดียวเท่านั้น มันก็จะไม่กลมกลืน กลายเป็นการเกิด snow ที่รับรู้ได้ง่ายแทน

                    ขอถามว่าที่ท่านเจอความแตกต่างในการรับชม จากสายถูกและสายแพง นั้นเจอแบบไหนกันแน่? ขอชัดเจนตรงประเด็นกับคำถามนะครับ?

                    ป.ล. ประเด็นสัญญาณรบกวนในวงจร ที่เป็น low level จริงๆยังไม่พูดถึงเลยก็ได้ เพราะเราว่ากันแค่"สาย" ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่าง output กับ input เท่านั้น เราก็ว่ากันที่การอ่านค่าจากตัวกลางนั้นกลับมาเป็นบิท จะมีสัญญาณรบกวนมาบ้าง แต่ถ้า 0พร่าๆ ยังอ่านได้ 0 และ 1อ่อนๆ ยังอ่านได้ 1 ไม่เกิดการสลับ logic (เกิดใน differential signalได้ไงหว่า?) ก็ถือว่าตัดได้เลยไม่ใช่หรือ? (ส่วนรบกวนจนอ่านค่าไม่ได้ก็คืออ่านค่าไม่ได้ มันไม่ได้เพี้ยนแบบสลับ logic) หรือว่าคุณยังสับสนว่าเรามี 0.5 กับ 1.2 ในระบบ binary กันอยู่อีก(ต้องจับเรียน discrete math ใหม่แล้วล่ะ) ที่ตัดไป เพราะเราน่าจะมาพูดถึงว่า ความแตกต่างระหว่างสายนั้น ความผิดพลาดแบบไหนบ้าง ที่ทำให้เกิดการรับรู้ความแตกต่างเป็นโทนได้จริง?
                    เอาตามความเข้าใจแบบบ้านๆ ของผมน่ะ ผมคิดว่าสาย USB ดีๆ ที่ผมใช้แล้วเห็นผลต่างของเสียง มันแตกต่างจากสายแถมตรงที่...

                    1.กรรมวิธีในการผลิตที่สายทุกเส้นผ่านกระบวนการ DCP (Deep Cryogenic Processing) ซึ่งเป็นกระบวนการจัดโครงสร้างของโลหะ (ซึ่งในที่นี้ก็คือวัสดุที่ใช้เป็นตัวนำสัญญาณ) ลองเข้าไปอ่านในนี้ดู http://www.cryo-freeze.com/

                    เพื่อเพิ่มและดึงคุณสมบัติของโลหะเหล่านั้น ให้แสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจุดนี้ผมถือว่าเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดผลต่างในเรื่องการส่งผ่านข้อมูล (ที่น่าจะทำได้ดีกว่าสายแถม) และให้ผลต่างในเรื่องของเสียง ซึ่งคงไม่มีสายแถมเส้นไหนที่ผ่านกระบวนการนี้อย่างแน่นอน

                    2.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำ มีคุณภาพกว่าสายแถม (สาย polestar ใช้ ultra pure DCT-UP-OCC conductors ที่หุ้มด้วย Teflon) อีกทั้ง...ตัวนำยังผ่านกรรมวิธี DCP ทุกตัว

                    3.สายดีๆ จะมีระบบ sheild ป้องกันห่อหุ้มอยู่หลายชั้น (ชีลด์ของสาย polestar มีเป็นชั้นๆ ดังนี้... a tinned copper > ERS fabric > Multifilament nylon) ส่วนสายแถมไม่มีเลย ถ้ามีก็เป็นเพียงแค่ท่อพลาสติกหรือท่อยางที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มตัวนำเท่านั้น


                    จากองค์ประกอบในเรื่องของกระบวนการผลิตที่มีกรรมวิธีพิเศษและเป็นการผลิตแบบ made by order ไม่ได้เป็น mass production อีกทั้ง...material ที่นำมาประกอบสายยังพิถีพิถันและใช้วัสดุที่ดีกว่าสายแถมหรือสายที่ขายทั่วๆ ไป

                    มันจึงไม่ทำให้ผมแปลกใจว่าทำไมมันถึงแพง และให้ผลต่างเรื่องเสียงมากกว่าสายแถมหรือสายที่ขายทั่วๆ ไป


                    ส่วนที่คุณ fourpoint สรุปข้อความของผม ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางเทคนิกมันเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้ผมสรุปแบบชัดๆ สั้นๆ อีกทีก็คือ...

                    " สาย USB ดีๆ ไม่ได้ทำให้โทนเสียงเปลี่ยนไปแต่อย่างใด แต่มันช่วยทำให้รายละเอียดของเสียงต่างๆ มันฟังดูชัดขึ้น สัมผัสรายละเอียดได้ง่ายขึ้น เมื่อเป็นอย่างนี้...มันจึงทำให้เพลงที่เคยฟังจากสายแถมซึ่งไพเราะอยู่แล้ว มันไพเราะมากขึ้น (แบบไม่ต้องจับสังเกตุหรือจับผิดใดๆ เลยจริงๆ) "

                    ส่วนเรื่อง jitter (เสียงคลิก เสียงสะดุด) นั้น ถ้าใช้งานปกติทั่วไป...ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้สายตัวนี้ ผมยังไม่เคยเจอปัญหานี้จริงๆ จะมีก็ตอน render งาน 3 มิติหนักๆ เท่านั้น ที่จะมีอาการสะดุดบ้าง ซึ่งจุดนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับสาย แต่มันเี่กี่ยวกับ cpu ทำงานหนักมากกว่า

                    ส่วนตอนใช้สายแถม จะมีปัญหาสะดุดบ้างตอนเวลาที่ผม copy ข้อมูลในขณะฟังเพลง


                    Originally posted by kengJA View Post
                    10110101010101011100011111010101010

                    ข้อมูลเป็นดิจิตอล จะสายหลักหมื่น หรือ สายหลักร้อย มันก็ส่งข้อมูลชุดเดียวกัน (กรณีสายไม่เสียนะ)

                    แล้วความอิ่มของเสียง หรือ ความชัดของเครื่องดนตรี มันจะเพิ่มมาจากไหน

                    อีกข้อนึงที่คิดได้

                    สายราคาแพง ตอบสนองสัญญาณได้ดีกว่า ตัวนำมีความต้านทานน้อย การเปลี่ยนสถานะจาก 0 เป็น 1 หรือ 1 เป็น 0 ทำได้ดีกว่า
                    การส่งภาพและเสียง เป็นการส่งแบบสตรีมมิ่ง บางครั้งจะไม่มีการเช็คความผิดพลาดของข้อมูล ก็คือยอมให้มีความผิดพลาดได้บ้าง

                    แต่สาย usb ส่วนใหญ่ก็ยาวประมาณไม่เกิน 2 เมตร ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้น้อยมาก
                    เทียบกับสายแลนเมตรละ 8 บาท สายยาว 70-80 เมตรยังส่งข้อมูลได้ถูกต้อง

                    จริง ๆ น่าจะขึ้นอยู่กับความสุขใจของผู้ใช้มากกว่า DAC Amp Hi end ตัวนึ่ง ไม่ใช่หมื่นสองหมื่น บางตัวสามารถซื้อรถ vios ได้ 1 คันด้่วยซ้ำ
                    จะเอาสาย usb แถมมา เส้นละ 30 บาทไปเสียบก็ยังไงอยู่

                    เรื่องข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ผมคงไม่พูดดีกว่า (เพราะพูดไม่ถูก...อีกอย่างคือผมจบสายศิลป์ไม่ใช่สายวิทย์ เพราะฉะนั้น...ตอบว่าไม่รู้ดีฝ่า อิอิอิ)

                    เมื่อก่อนผมก็คิดแบบนี้แหละ ว่าข้อมูล digital มันก็มีแค่ 0 กับ 1 ถ้ามันมี 2 3 4 หรือ... ก็ค่อยว่าไปอย่าง เพราะฉะนั้น...ไม่ว่าจะใช้สายอะไร มันก็น่าจะเหมือนกัน

                    แต่พอมาเจอด้วยตัวเอง ก็ยอมรัยโดยสดุดีแบบไม่รู้จะบอกเหตุผลอย่างไร เพราะผมพูดแบบคนที่เรียนมาทางสายนี้ไม่เป็น

                    แต่เอาเป็นว่า...สำหรับสาย USB เส้นนี้ (Polestar) หูของผมฟังออกก็แล้วกัน 555

                    ...
                    Last edited by maxxx77; 12 Jan 2011, 18:56:27.

                    Comment


                    • เข้ามาจด

                      Comment


                      • มีใครเคยลองเอาหลอดLED มาต่อกับถ่านหรือแหล่งจ่ายไฟ หรือยัง
                        จะผ่านสวิทช์หรือใช้สายแตะๆกับขั้วถ่านก็ได้ ต่อยังงัยก็ได้ แค่ให้มันปิดเปิดได้ก็พอ

                        เปิดไฟเลี้ยงให้หลอดLEDทิ้งไว้สัก3วินาที แล้วลองปิดสวิทช์เพื่อให้ไฟดับ
                        LEDมันมืดไปเลย หรือว่า มีช่วงหน่วงนิดนึงแล้วค่อยดับสนิท
                        ตาคนเราสามารถแยกแยะได้รวดเร็วแค่ไหน เพราะช่วงเปลี่ยนสถานะจากเปิดเป็นปิดมันช่วงเวลาเป็นไมโครเซค

                        เอ.... เกิดความสงสัยขึ้นมาอีกถ้าหลอดLEDสลับเปิดๆปิดๆทุกๆ10ไมโครเซค ตาเราแยกออกมั๊ยน่ะ
                        - ถ้าแยกออก ก็คงเห็นLEDติดๆดับๆ
                        - ถ้าแยกไม่ออก จะเห็นเป้นแบบไหนน๊า


                        สัญญาณที่ไปออกหน้าจอLCD LED Panel มันต่อจากอินพุทโดยตรง หรือ มันดึงผ่านจากVideo Buffer ???

                        เสียงที่เราได้ยินจากพวกUSB Audio Player, USB DAC มันมีBuffer ในจุดไหนบ้างหรือเปล่า ???
                        Last edited by keang; 12 Jan 2011, 20:40:13.

                        Comment


                        • #maxxx77

                          คือในทางดิจิตอล มันไม่มี 0 อ่อน 1 เข้มไงครับ ถ้าข้อมูลได้รับผ่านค่า threshold จนอ่านค่าได้ มันก็ได้ผลลัพธ์เท่าๆกัน ไม่ว่าเบื้่องหลัง logic 1 นั้่นจะสัญญาณดีมาก หรือมีสัญญาณรบกวนมากหน่อยแต่ยังพออ่านค่าได้ แต่ความหมายที่ส่งเข้า DAC ก็คือ 1 เหมือนกันเป๊ะๆ input เท่ากัน output ออกมาต้องเท่ากันครับ ถ้า input เท่ากัน แต่ output ไม่เท่ากันขึ้นกับอารมณ์ สงสัย DAC จะเสียมากกว่า แต่ถ้าคุณบอกว่ามีความแตกต่างในสายถูกจริงๆ นั่นคือสายถูกต้องเกิดความผิดพลาดของชุดข้อมูลขึ้นแล้วล่ะ คืออาจมีข้อมูลบางส่วนสูญหายไป(อ่านค่าไม่ได้เลย) จากสัญญาณรบกวนต่างๆ ซึ่งสายแพงอาจป้องกันได้ดีกว่า เลยได้ข้อมูล 100% ครบถ้วน?

                          แต่ปัญหาคือ ข้อมูลที่สูญหายไปในสายถูก มันจะทำให้เกิดการด้อยของรายละเอียดเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเลยได้หรือ? เพราะเวลาส่งค่า PCM มันไม่ได้ ส่งแบบว่า บอกว่าเครื่องนี้ ความถี่นี้ ส่งเสียงระดับ10 แต่พอข้อมูลสูญหาย เลยส่งแค่ 5-6 พอน่ะสิครับ แต่มันเป็นในรูปของการแทนค่าความถี่ในหนึ่งช่วงเวลา ซึ่งถ้าจะทำให้เกิดการเพิ่ม หรือลด amplitude ของเสียงในแต่ละชุดในแต่ละย่านความถี่ จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชุดบิทเป็นการเฉพาะเจาะจง ซึ่งตรงนี้แหละครับ ที่ยังจินตนาการไม่ออก ว่าสัญญาณรบกวนในสายแถมมันจะทำเป็นรูปแบบเฉพาะได้ขนาดนั้นเลยหรือ?

                          ส่วนสัญญาณรบกวนประเภท jitter เสียงคลิก เสียงสะดุด อันนี้ืทำซ้ำได้ไม่ยาก และมีโอกาสเกิดขึ้นจริง (แต่ปกติสายถูกๆก็แทบไม่เจอกันอยู่แล้วว่าไหม?) ซึ่งถ้ามันไม่เกิด เราก็พอจะอนุมานได้ว่า เสียงช่วงนี้ควรจะเท่าเทียมกับสายราคาแพงแล้วล่ะ

                          ส่วนกรณีภาพ การแสดงผลแบบ DVI/HDMI เป็นการแสดงภาพทีละเฟรม ซึ่งแต่ละเฟรมมี 1920*1080จุด หรือประมาณ 2Megapixel ก็มีข้อมูลถูกส่งไปราวๆ 2ล้านกว่าชุดเท่านั้นเอง ยิ่งใน 1 วินาทีมี 24 เฟรม เราก็ต้องมีข้อมูลเกือบห้าสิบล้านชุด การที่จะเกิด error แค่ไม่กี่บิท แล้วเกิดการสังเกตเป็นโทนได้ คือผิดพลาดที่ลำดับบิทซ้ำๆกันในข้อมูลทุกชุด ทั้งๆที่ข้อมูลถูกส่งแบบ serialize นับว่ายากยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีกครับ และจะยิ่งกว่าถูกหวย super lotto ถ้าการเกิดข้อผิดพลาดนั้นเกิดซ้ำๆกันมหาศาล ตลอดเวลาจนสังเกตได้จากการดูหนังทั้งเรื่อง ไม่ใช่แค่เสี้ยววินาที -_-"

                          ก็เข้าใจครับ ความสุขของคนใช้นะ ผมก็เป็น ยอมเสียเงินแพงๆซื้อของบางอย่างที่หน้าตาดูดี วัสดุดูมีคุณภาพ แม้จะทำงานออกมาแล้วได้เท่าๆกับของถูกนั่นแหละ แต่ประเด็นก็คือ เราควรจะรู้ว่าเราคาดหวังอะไรได้จริงๆบ้าง ผมไม่แย้งคนที่พึงพอใจซื้อของราคาแพงในด้านของความรู้สึก แต่จะแย้งถ้าจะพูดกันในทางวิทยาศาสตร์ครับ

                          ป.ล. เพิ่งนึกถึงตัวอย่างขำๆได้ว่า เคยไปดูเพื่อนทำงานด้านออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ จอ LCD ทุกจอต้องได้รับการคาลิเบรทสีของจอด้วย เครื่องมือแบบเดียวกับพวกเครื่อง spyder ทุกๆ 3-6เดือน(เพราะการแสดงผลของเม็ด pixel บนตัวจอมันเสื่อมไปได้ ต้องปรับใหม่) แต่น่าแปลกที่จอพวกนี้ก็ยังใช้สายแถมปกติทั่วๆไป ทั้งๆที่บางจอราคาเหยีบบแสนก็มี อืม ขนาดงานที่เขาต้องการความถูกต้องของสีสุดๆ เขายังใช้สายแถมหน้าตาปกติธรรมดาเลย ไม่เห็นต้องขวนขวายไปใช้สายราคาหลักหมื่นกันเลยน้อ สงสัยเขาจะไม่มืออาชีพพอเท่านักดูหนังฟังเพลงกระมัง

                          ป.ล.2 ยังรอท่านอื่นๆมาแบ่งปันประสบการณ์ ลักษณะของความแตกต่าง ในการรับฟังสายถูกสายแพง จากสายชนิดต่างๆ (USB, HDMI) กันอยู่นะครับ

                          Comment


                          • แต่ก่อนนะครับผมเถียงตายเลยถ้าใครบอกว่าสายusbมีผล แต่ตอนนี้ผมเชื่อแล้วว่าีมีผลแน่นอน

                            มันมีผลให้กระทู้นี้เข้าไปสิบหน้าแว๊ว .......

                            ตึ่กโป๊ะๆ เอ๊ยมุกนี้มีคนใช้แล้วเฟ้ย!!!

                            Comment


                            • ดูหนังเสร็จ เข้ามาอ่านนิยายในเวปต่อ


                              -----------------------------------------------------------------------


                              หน้า7 โพส126
                              Originally posted by ManiacMaew
                              จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าต่อทางdigital กลับขั้ว
                              เช่นหัวcoax
                              ต่อกราวน์กับสัญญาณ สลับกัน


                              เดี๊ยวไปลอง
                              หน้า7 โพส129
                              Originally posted by ManiacMaew
                              ลองแล้ว ตกใจ
                              เสียงออกอ่ะ เป็นเพลง แต่ฟังแล้วแปลกไปหน่อย - -.
                              คิดในใจว่าตอนแรก มันต้องผิดปกติสุดแน่ๆ เลย
                              เพราะกลับเฟส ค่า0 กับค่า 1 มันต้องสลับกันเลยน่ะ รึว่ายังไง- -?

                              ว่างๆ ค่อยเทสละเอียด

                              หมายเหตุ
                              ลองกับpcน่ะครับ กลับข้างที่หัวเสียบพินเมนบอร์ดเอา
                              ยังไม่มีใครตอบเค้าเลย
                              คนที่รู้เรื่องDIGITAL น่าจะช่วยคลายข้อสงสัยให้เค้าหน่อย

                              สัญญาณก็เป็น "โลจิค0 โลจิค1" ดิจิตอลล้วนๆ
                              Last edited by keang; 12 Jan 2011, 23:03:02.

                              Comment


                              • ดิจิตอล ก็ยังเป็นดิจิตอลนั่นหละครับ
                                แต่ใครจะรู้ วงการเสียง ทำไมพูดถึงแต่ jitter กับ latency กันส่วนใหญ่
                                เพราะว่า มันคือปัญหาสำคัญในการบั่นทอนคุณภาพเสียงกระมัง ลองอ่านนี่ดู ถ้าอ่านออก และรู้เรื่อง ก็คงกระจ่าง แต่ผมยังไม่เข้าใจเลยเหอๆ

                                Comment

                                Working...
                                X