usb chip set ที่อุปกรณ์เลือกใช้ก็มีผลนะครับ
Announcement
Collapse
No announcement yet.
สาย USB มีผลมากไหมครับ
Collapse
X
-
ขอบคุณทุกท่านครับ ผมอ่านแล้วก็งง
เผอิญ เจอสายของ cardas เค้าขาย เจ๊ดพันห้า ก็เลยเกิดคำถามในใจว่ายูเอสบีมันคือสายส่งข้อมูล แต่ไงแพงจัง เพราะปัจจุบัน เล่นพอประมาณยี่ห้อ ww ครับ เทียบกับสายที่ได้มาฟรีๆ มันไม่ต่างจนเห็นชัดก็เลยสงสัย
ขออนุญาติปิดกระทู้ดีกว่าครับ เดียวจะบานปลาย
Comment
-
ลองอ่านดู เผื่อจะมีข้อมูลเรื่องดิจิตอล+ตัวแปร(ที่ไม่ค่อยยอมพูดถึงกัน)
กระทู้เก่า > ท่านว่าสาย HDMI เส้นละ 3900 จะให้คุณภาพสัญญาณดีกว่าสาย HDMi เส้นละ 350 ไหม
ลองอ่านตั้งแต่หน้แรกจนหน้าสุดท้าย (มีพูดถึงUSBเป็นช่วงๆ)
ใครที่เข้าใจว่า ดิจิตอลใช้เฉพาะช่วงขาขึ้นหรือขาลงของไฟ เพื่อแยกว่า lowหรือhi ลองทำความเข้าใจใหม่อีกที
ใครที่ลองเทียบแล้วเสียงไม่ต่าง ก็ถือว่าโชคดี ไม่เสียเงินกับสิ่งที่เกินจำเป็นสำหรับเรา
บางคนลองแล้วบอกว่าต่าง ก็ไม่ได้หมายความว่า เค้าจะต้องไปใช้สายที่ดีที่สุด
ความสุขที่จะได้รับจริงๆ คือ ใช้ตามงบประมาณ+กิเลสของแต่ละคนLast edited by keang; 5 Jan 2011, 10:30:59.
Comment
-
แนะนำให้ลองฟังเสียงจากการเสียบพอร์ต usb ที่มีหลายรูในเครื่องเดียวกัน
หากฟังแล้วไม่ต่างกัน ก็ฟังเสียงจากสาย usb ถูกกับแพงไม่น่าจะออก ถือว่าเป็นบุญครับ ไม่ต้องเสียตังค์
เพราะหากมีทฤษฏีที่บอกว่าต่างกัน แต่หูท่านฟังไม่ออก ซื้อสายดีมาก็ไม่เกิดประโยชน์
Comment
-
ครับ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ได้ยินเสียงผี เห็นผี บางคนก็ไม่เห็น คนที่ได้เห็นผี ก็ต้องจ่ายแพงกว่าเป็นค่าหมอผีเพราะเชื่อว่าผีมีจริงโดยที่พิสูจน์อะไรทางวิทยาศาสตร์ให้คนอื่นไม่ได้เลยสักนิด
ก่อนอื่นต้องว่าตามข้างบนว่า เทียบสายดี ต้องเทียบกับสายดีด้วยกัน ถ้าเอาสายเสีย ไปเทียบกับสายดี มันคนละเรื่องกัน ส่วนการวัดคุณภาพก็คือต้องเป็นสายที่ดีทั้งคู่ แล้วมาดูว่า คุณภาพเสียงที่ออกมาหลังการแปลง DACเป็นอย่างไร ไม่ใช่เจอสายที่เสียตั้งแต่แรก เสียสะดุด เสียงหาย เสียงกระโดด แล้วบอกว่านี่ไง สายเส้นหลายพันไม่เจอ(สายเส้นละร้อยดีๆก็ไม่เจอ ถ้าไม่ซวยเจอสายเสียครับ)
ส่วนการเปรียบเทียบถ้าอยากลองเองจริงๆ แนะนำว่าให้คนอื่นสลับสายโดยที่ไม่เจอกับคุณเลยครับ และทำการสลับแบบสุ่ม(เช่นโยนลูกเต๋าเลือกสาย) เพราะบอกได้เลยว่า แค่รู้ราคาของสายหรือเห็นตอนสลับสาย ก็เกิด bias ในใจได้แล้ว ยากมากที่จะหาคนที่มาตรฐานเที่ยงตรง โดยไม่เกิดbiasที่ไม่ทันรู้ตัว (ทั้งในแง่เชื่อว่าสายแพงดีกว่า หรือไม่เชื่อว่าสายแพงดีกว่า ก็เป็น bias เหมือนกัน) และถ้าเจอคนสลับสายมายืนยิ้มหลังสลับ ก็อาจเกิด อวัจนภาษา ทำให้คนทดสอบคาดเดาได้โดยไม่รู้ตัีวขึ้นมาอีก ผัสสะของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงที่สุดแล้วล่ะ แค่อารมณ์ไม่ดีกินไม่อิ่มนอนไม่พอ ก็การรับฟังก็เพี้ยนไปได้เยอะแล้ว แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าที่รู้สึกว่ามันแตกต่างหรือดีกว่า ไม่ได้เกิดจาก bias ที่เรานึกไม่ถึง แต่เกิดจากความแตกต่างของคุณภาพอุปกรณ์จริงๆ? คำว่า ต้องทดสอบด้วยตัวเอง ถ้าไม่ควบคุมอย่างรัดกุม หรือไม่ครอบคลุมนัยยะเชิงสถิติและวิทยาศาสตร์ มันก็ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้เลยครับ(เช่นเรื่อง GT200)
ป.ล. jitter ทางclock ที่ว่า ถ้าเกิดขึ้นจริง มันจะทำให้เสียงไม่แน่น ไม่ก้องกังวาล ไม่อิ่ม ได้อย่างไร ใครช่วยอธิบายที? เพราะlatency ของ phase มันไม่น่าทำให้เสียงเปลี่ยนไปอย่างมีรูปแบบที่แน่นอน แต่น่าจะเกิดแค่เสียงคลิก หรือกระโดดแค่จังหวะที่เกิด jitterมากกว่าสิครับ มันคงไม่เกิด jitter ที่เป็น pattern แน่นอนตลอดเวลาจนบอกได้ว่า สายเส้นนี้โทนเสียงเป็นอย่างไร อิ่ม ก้องกังวาล ตลอดเพลงหรอกครับ
Comment
-
คุณให้ความเห็นได้ดีมากเลยครับ นานๆจะมีสักที แบบนี้เรียกว่า ฟังและคิดอย่างมีเหตุผลโดยแท้จริง
ปล.ผมไม่ได้มองว่าฟังออกหรือไม่ออก ผมมองและชื่นชมกับแนวคิดมากกว่า ขอบคุณครับOriginally posted by Fourpoint View Postครับ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ได้ยินเสียงผี เห็นผี บางคนก็ไม่เห็น คนที่ได้เห็นผี ก็ต้องจ่ายแพงกว่าเป็นค่าหมอผีเพราะเชื่อว่าผีมีจริงโดยที่พิสูจน์อะไรทางวิทยาศาสตร์ให้คนอื่นไม่ได้เลยสักนิด
ก่อนอื่นต้องว่าตามข้างบนว่า เทียบสายดี ต้องเทียบกับสายดีด้วยกัน ถ้าเอาสายเสีย ไปเทียบกับสายดี มันคนละเรื่องกัน ส่วนการวัดคุณภาพก็คือต้องเป็นสายที่ดีทั้งคู่ แล้วมาดูว่า คุณภาพเสียงที่ออกมาหลังการแปลง DACเป็นอย่างไร ไม่ใช่เจอสายที่เสียตั้งแต่แรก เสียสะดุด เสียงหาย เสียงกระโดด แล้วบอกว่านี่ไง สายเส้นหลายพันไม่เจอ(สายเส้นละร้อยดีๆก็ไม่เจอ ถ้าไม่ซวยเจอสายเสียครับ)
ส่วนการเปรียบเทียบถ้าอยากลองเองจริงๆ แนะนำว่าให้คนอื่นสลับสายโดยที่ไม่เจอกับคุณเลยครับ และทำการสลับแบบสุ่ม(เช่นโยนลูกเต๋าเลือกสาย) เพราะบอกได้เลยว่า แค่รู้ราคาของสายหรือเห็นตอนสลับสาย ก็เกิด bias ในใจได้แล้ว ยากมากที่จะหาคนที่มาตรฐานเที่ยงตรง โดยไม่เกิดbiasที่ไม่ทันรู้ตัว (ทั้งในแง่เชื่อว่าสายแพงดีกว่า หรือไม่เชื่อว่าสายแพงดีกว่า ก็เป็น bias เหมือนกัน) และถ้าเจอคนสลับสายมายืนยิ้มหลังสลับ ก็อาจเกิด อวัจนภาษา ทำให้คนทดสอบคาดเดาได้โดยไม่รู้ตัีวขึ้นมาอีก ผัสสะของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงที่สุดแล้วล่ะ แค่อารมณ์ไม่ดีกินไม่อิ่มนอนไม่พอ ก็การรับฟังก็เพี้ยนไปได้เยอะแล้ว แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าที่รู้สึกว่ามันแตกต่างหรือดีกว่า ไม่ได้เกิดจาก bias ที่เรานึกไม่ถึง แต่เกิดจากความแตกต่างของคุณภาพอุปกรณ์จริงๆ? คำว่า ต้องทดสอบด้วยตัวเอง ถ้าไม่ควบคุมอย่างรัดกุม หรือไม่ครอบคลุมนัยยะเชิงสถิติและวิทยาศาสตร์ มันก็ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้เลยครับ(เช่นเรื่อง GT200)
ป.ล. jitter ทางclock ที่ว่า ถ้าเกิดขึ้นจริง มันจะทำให้เสียงไม่แน่น ไม่ก้องกังวาล ไม่อิ่ม ได้อย่างไร ใครช่วยอธิบายที? เพราะlatency ของ phase มันไม่น่าทำให้เสียงเปลี่ยนไปอย่างมีรูปแบบที่แน่นอน แต่น่าจะเกิดแค่เสียงคลิก หรือกระโดดแค่จังหวะที่เกิด jitterมากกว่าสิครับ มันคงไม่เกิด jitter ที่เป็น pattern แน่นอนตลอดเวลาจนบอกได้ว่า สายเส้นนี้โทนเสียงเป็นอย่างไร อิ่ม ก้องกังวาล ตลอดเพลงหรอกครับ
Comment
-
ประเด็นผมว่า มันต้องทดลองอ่ะครับ อย่าไปอ่านแล้วเชื่อๆ ตามกันไปหมด
(แม้แต่ที่ผมเขียนไว้ก็ตาม)
เวลาทดลองก็ต้องดูวิธีทดลองด้วย ว่าดีพอรึเปล่า
มันมีโอกาสเกิดpositive false(placebo effect) กับ Negative false(วิธีสังเกตุไม่ดีทำให้แยกไม่ออก)
--------------
- -. เอาแค่ภาคอนาล็อค จับ blind test opamp เบอร์เดียวกัน คนละยี่ห้อ ผมว่าก็โหดแล้วครับ
Comment
-
ไม่เข้าใจแต่แรกละว่า จะมีสายดิจิตอลราคาสูงๆไปทำไม หรือจะผลิตมาขายขำๆ แต่ก็ขายได้ซะงั้นนี่สิ เราไม่ใช่ผู้ผลิตเราถึงไม่รู้กัน
จะมีไหมนั่นที่ผู้ผลิตออกมาอธิบายให้ฟัง ม่ายเคยเห็น
สายไม่ผ่านมาตรฐานกับสายหลักพันนี ค่อนข้างต่าง แต่สายดีดีด้วยกันคนละยี่ห้อเทียบกันยากจริงๆ อย่างเก่งก็แค่คนละแนวเสียงอาจจะต้องพึ่งอุปกรณ์ทั้งหมด ตามหลักการมันก็ไม่เปลี่ยน แต่เราก็ไม่เคยเห็นเสียงใดๆที่ออกมาจากสายเพียวๆ มันต้องผ่านการ process ตามอุปกรณ์ทุกอย่างมาก่อนเสียงถึงจะออก แต่บอกไม่ได้ว่าดีไม่ดี อยู่ที่ความชอบมากกว่าเราชอบก็บอกดี ไม่ชอบก็บอกไม่ดี ก็ไม่มีอะไรมาก
ซึ่งแน่นอนราคาแพงกว่าวัสดุย่อมดีกว่าพิถีพินถันกว่า แต่คุณภาพดีกว่าไหมนั่นบอกไม่ได้ อยู่ที่จิตใจ บางคนซื้อแพงๆมาฟังไม่ออกแต่ก็มีความสุขเพราะได้จ่าย
ซึ่งการเล่นเครื่องเสียงคือการหาความสุขไม่ใช่เหรอ หรือจะหาความแม่นยำให้ตรงกับเสียงจริง ไปถูกทางก็มีความสุข หลงทางแต่ก็มีความสุข ความสุขมันไม่ตายตัวจริงๆ
ความจริงน่าถามว่า สายแต่ละเส้นแนวเสียงเป็นยังไงมากกว่า แทนที่จะถามว่าเส้นไหนดีกว่ากัน หรือดีขึ้นห่วยลง เพราะเสียงดีแต่ละคนไม่เหมือนกัน
Last edited by lplline; 5 Jan 2011, 17:09:38.
Comment
-
^Originally posted by Fourpoint View Postครับ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ได้ยินเสียงผี เห็นผี บางคนก็ไม่เห็น คนที่ได้เห็นผี ก็ต้องจ่ายแพงกว่าเป็นค่าหมอผีเพราะเชื่อว่าผีมีจริงโดยที่พิสูจน์อะไรทางวิทยาศาสตร์ให้คนอื่นไม่ได้เลยสักนิด
ก่อนอื่นต้องว่าตามข้างบนว่า เทียบสายดี ต้องเทียบกับสายดีด้วยกัน ถ้าเอาสายเสีย ไปเทียบกับสายดี มันคนละเรื่องกัน ส่วนการวัดคุณภาพก็คือต้องเป็นสายที่ดีทั้งคู่ แล้วมาดูว่า คุณภาพเสียงที่ออกมาหลังการแปลง DACเป็นอย่างไร ไม่ใช่เจอสายที่เสียตั้งแต่แรก เสียสะดุด เสียงหาย เสียงกระโดด แล้วบอกว่านี่ไง สายเส้นหลายพันไม่เจอ(สายเส้นละร้อยดีๆก็ไม่เจอ ถ้าไม่ซวยเจอสายเสียครับ)
ส่วนการเปรียบเทียบถ้าอยากลองเองจริงๆ แนะนำว่าให้คนอื่นสลับสายโดยที่ไม่เจอกับคุณเลยครับ และทำการสลับแบบสุ่ม(เช่นโยนลูกเต๋าเลือกสาย) เพราะบอกได้เลยว่า แค่รู้ราคาของสายหรือเห็นตอนสลับสาย ก็เกิด bias ในใจได้แล้ว ยากมากที่จะหาคนที่มาตรฐานเที่ยงตรง โดยไม่เกิดbiasที่ไม่ทันรู้ตัว (ทั้งในแง่เชื่อว่าสายแพงดีกว่า หรือไม่เชื่อว่าสายแพงดีกว่า ก็เป็น bias เหมือนกัน) และถ้าเจอคนสลับสายมายืนยิ้มหลังสลับ ก็อาจเกิด อวัจนภาษา ทำให้คนทดสอบคาดเดาได้โดยไม่รู้ตัีวขึ้นมาอีก ผัสสะของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงที่สุดแล้วล่ะ แค่อารมณ์ไม่ดีกินไม่อิ่มนอนไม่พอ ก็การรับฟังก็เพี้ยนไปได้เยอะแล้ว แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าที่รู้สึกว่ามันแตกต่างหรือดีกว่า ไม่ได้เกิดจาก bias ที่เรานึกไม่ถึง แต่เกิดจากความแตกต่างของคุณภาพอุปกรณ์จริงๆ? คำว่า ต้องทดสอบด้วยตัวเอง ถ้าไม่ควบคุมอย่างรัดกุม หรือไม่ครอบคลุมนัยยะเชิงสถิติและวิทยาศาสตร์ มันก็ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้เลยครับ(เช่นเรื่อง GT200)
ป.ล. jitter ทางclock ที่ว่า ถ้าเกิดขึ้นจริง มันจะทำให้เสียงไม่แน่น ไม่ก้องกังวาล ไม่อิ่ม ได้อย่างไร ใครช่วยอธิบายที? เพราะlatency ของ phase มันไม่น่าทำให้เสียงเปลี่ยนไปอย่างมีรูปแบบที่แน่นอน แต่น่าจะเกิดแค่เสียงคลิก หรือกระโดดแค่จังหวะที่เกิด jitterมากกว่าสิครับ มันคงไม่เกิด jitter ที่เป็น pattern แน่นอนตลอดเวลาจนบอกได้ว่า สายเส้นนี้โทนเสียงเป็นอย่างไร อิ่ม ก้องกังวาล ตลอดเพลงหรอกครับ
ll
ll
โอ้ มาเเจมกันเยอะเลย วันนี้นั่งอ่านเรื่องนี้ยาวเลย จริงๆเรื่องนี้มีหลายหลากจริงๆครัับ จริงๆผมก็คิดแบบพี่เลยครับ แต่มีคนฟังออกครับพี่
เรามันหูกะทะอ่ะพี่ พวกพี่ๆน้องๆที่ฟังออกก็ยืนยันจริงๆครับว่ามันมีผล ซึ่งทำให้ผมสนใจมากก็เลยมาศึกษาว่าเหตุผลจริงๆมันอยู่ที่ไหน
จริงๆเรื่องลี้ลับในวง audiophile มีเยอะครับ ก็ค่อยว่ากันไป
เออไม่ใช่อย่างนั้นครับ คือว่าการส่งข้อมูลมันอาจมีเพี้ยนOriginally posted by mooh View Postตราบใดที่การส่ง เป็น D2D จะเพี้ยนยังไงเหรอครับ จาก 0011 เป็น 0.2 0.2 1.1 1.1 ได้หรือครับ
ถ้า อนาลอคก็ว่าไปครับผม
แล้วก็อีกอย่าง คุณสมบัติของ ติจิตอล เบื้องต้น เลยนะครับ คืออะไร ถ้าไม่ทราบลองเสิทดูครับ มีเยอะแยะครับ
1111111000000000[original] ===> 11111110000000_0 [ตำแหน่งที่หายไปจะถูกสุมแทนที่ด้วยตัวเลขอื่นโดยprotocal redbook นะครับ]
ก็จะกลายเป็น===> 1111111000000010 [แบบนี้นะครับซึ่งก็ทำให้การแปลงกลับได้ผลลัพท์ที่เปลี่ยนไป]
จริงๆeffectที่เกิดจากกรณีนี้จะเกิดในช่วงเวลาnano sec ซึ่งผลของเสียงเป็นไงผมไม่รู้เหมื่อนกัน
ซึ่งจริงๆสายusbดีคืออะไร สายusbไม่ดีคืออะไร ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อน
ในมุมมองของผมเองคิดว่าสายusbดี คือสามารถนำสัญญานไปถึงปลายทางได้ครบถ้วนตามมาตรฐาน usb bus protocal 240Mbit/sec ไม่ว่าจะ2.0หรือ1.0
ในความเข้าใจเมื่อก่อนของผม ผมเข้าใจว่าถ้ามี lost ของสัญญานมากๆตัวusbก็จะลดความเร็วลงเอง
แต่เท่าที่อ่านมาผมไม่แน่ใจว่ามีข้อมูลตรงไหนที่บอกว่ามีการทำ error check เพื่อให้ส่งข้อมูลมาใหม่ ในpacket ของข้อมูลเสียงในแบบdigitalที่ผ่านทางusb
คือจริงๆตอนนี้การส่งแบบที่เป็นusbนี่แยกเป็น3แบบใหญ่ๆ
1.0 Adaptive Mode USB
เป็นแบบที่พื้นฐานที่สุด ใช้ในDACทั่วๆไป โดยทั่วๆไปจะถูกควบคุมโดย chip ของ Ti[Taxas instrument] PCM270x PCM290x
หรือไม่ก็ CMedia ใช้ง่ายบริษัทก็ไม่ต้องทำไรมากซื้อมาติดได้เลย แต่จะsupport sample rateแค่ 32k, 44.1k & 48k
โดยส่วนตัวผมว่าแค่44.1kนี้ผมก็ฟังไม่ออกแล้ว [แต่ผมฟัง mp3 แบบ 48k กับmp3 แบบ 192k ออกนะว่าต่างกัน เห็นมั้ยผมก็หูดีเหมือนกันนะ ...เอ๊ย!!ใครก็ฟังออกเฟ้ยอย่ามาคุย....]
2.0 Adaptive Mode USB แบบพิเศษ
เป็นแบบปรับปรุงใหม่ให้มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติมากขึ้น โดยใช้ TAS1020 chip มาใส่ code ของ CEntrance DAC ชื่อดังที่ใช้ chipรูปแบบนี้ที่เรารู้จักก็มีDACตระกูล Benchmark DAC1
Bel Canto USB Link , PS Audio Perfect Wave DAC ซึ่งการใช้วิธีนี้ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับ sample rate ได้กว้างขึ้นเป็น native 24/96 playback
และก็บางทีก็เพิ่งวิธีการพิเศษบางอย่างเข้าไปอีกเช่น การลดjitterโดยใชั asynchronous sample rate converter ซึ่งผลก็ออกมาดีบ้างไม่ดีบ้างเช่นพอฟังครั้งแรกก็ว่าดี
แต่พอฟังนานแล้วมันล้า[......แค่นั่งฟังเพลงมันเหนื่อยตรงไหนนี่ ผมว่าฟังพวกนักการเมืองพูดดิเหนื่อยของจริง เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจจริงๆ สิ้นหวังสุดๆ...อิอิ]
เอ๊ยเข้าเรื่องดีกว่า เเละก็อีกวิธี ก็ต่อจาก usb Adaptive Mode ผ่านตัว converter เช่น m2tech hiface ไปเป็น S/PDIF signal ซะก็หมดเรื่องไปแล้วก็ต่อเข้าช่อง coax ปาย
เเต่ท้ายที่สุดการใช้ Adaptive Mode USB ก็ยังต้องพึ่งพา master clock จาก computer อยู่ดี อธิบายง่าย computer เป็นเจ้านาย Dac เป็นทาส
Dacไม่มีสิทธิใดในการไปยุ่งกับ timingในตัวสัญญาน audio ซึ่ง protocal ในระบบนี้ มันทำให้เกิดการผิดผลาดของสัญญาน เพราะ.......เพราะ.......
เพราะ.......ในทุกๆมิลิวินาที ต้องพึ่งMaster Clock (MCLK) ของcomputerซึ่ง USB bus จะทำงานที่ 12MHz
ซึ่งไม่สอดคล้องกับ ทุกๆdigital audio format เช่นที่ sample rate 44.1K ที่ต้องการ MCLK = 11.2896MHz
เพราะฉะนั้น Adaptive Mode USB DACs ต้องใช้ master audio clock ซึ่งเป็นช่วงที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
ถ้าcomputerต้องรับภาระmulti task หลายๆตัว การส่งสัญญาน Master Clock ก็จะมีการผันผวนได้
ซึ่งนี่เป็นการทำให้เกิดjitterในMaster Clock (MCLK)ที่มาพร้อมกับสัญญานaudioได้


3.0 Asynchronous Mode USB
Asynchronous Mode USB เป็นรูปแบบการส่งข้อมูลที่มีความสามารถมากกว่าระบบเดิมไปไกลแต่ใช้กันในวงจำกัดเเละมีอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ
ตอนนี้ตัวDACที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ Ayre , Wavelength, dCS ,และ ACAM rDAC โดยใช้ chip TAS1020
และก็เป็นเพราะการนำไปใช้ต้องเขียนcode soft ware ขึ้นมาเองซึ่งต้องเซียนมากพอสมควร ลำบากกว่าใช้chip ที่สำเร็จรูปมาก
เห็นเค้าคุยว่าหมดไปเป็นพันชั่วโมงเพิ่อทำงานส่วนนี้ส่วนเดียว
หลักการก็คือการทำให้DAC เป็นเจ้านายแล้วคอมเป็นทาสไป งานนี้DACจะเป็นตัวcontrol ตัวMaster Clock ของสัญญานaudioทั้งหมด
และคุณสมบัติสำคัญก็คือการโต้ตอบกันได้ทั้งสองทาง[bidirectional communication]ตัวcomputerส่งสัญญานaudio โดยDACเป็นผู้สั่งให้computerทำ
ถ้าclockทำท่าจะเพี้ยน และส่งข้อมูลมามากเกินbuffer ตัวDACก็จะสั่งคอมว่าเอ็ยclockเอ็งเพี้ยนแล้วส่งข้อมูลมาช้าๆหน่อยbufferจะล้นแล้ว
ในทางกลับกันถ้าส่งมาไม่ทันก็เร่งได้และมีbufferรองรับ ตรงนี้ทำให้สามารถควบคุมได้แม้กระทั่งการส่งpacket ที่เล็กที่สุด
ในท้ายที่สุดก็สรุปว่า usb นี่สามารถเป็น Hi-end audio interface ไ้ด้โดยเฉพาะ Asynchronous Mode USB
นี่เป็นการก้าวสำคัญที่ทำให้การเชื่อมต่อที่ดีในระดับ audiophile เลยทีเดียวนะฮาฟฟฟ
[credit ผมพยายามทำความเข้าใจแล้วอธิบายโดยอ้างอิงจาก Asynchronicity: A USB Audio Primer โดย Chris Connaker ผู้ก่อตั้ง Computer Audiophile]
แล้วที่เขียนที่แปลมายืดยาวนี่เกี่ยวกับสายUSBตรงไหนเนี่ย สรุปคือมันเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นเอง ที่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะมีผลต่อเสียงแบบใด
จากเดิมที่ผมเคยคิดว่าการส่งข้อมูลแบบ usb จะไม่มีข้อผิดพลาด แต่คนก็หาข้อผิดพลาดมาจนได้ซึ่งผมฟังออกมั้ย ฟังม่ายออกแน่นอน
ผมมี DACทั้ง Adaptive Mode และ Asynchronous Mode แต่ผมชอบตัว Asynchronous มากกว่า
ถ้าใช้สายที่ได้มาตรฐานที่สามารถส่งข้อมูลได้ตามมาตรฐาน กับตัว Asynchronous ผมว่าผลไม่ควรแตกต่างกันเพราะ lost มากก็ส่งช้าหน่อย lost น้อยก็จัดมาเต็มๆเลย
เพราะข้อมูลก็จะอยู่ใน buffer พร้อมกับ clock ที่เที่ยงตรง รอการ process จากchip D/A convertor อีกที ตรงนี้ก็มีผลต่อเสียง ไปขยายผ่าน opamp ก็เปลี่ยนตาม opamp อีก
ดังนั้นเชื่อ หูเรา ตาเรา และตังเรา อิอิLast edited by puitam; 6 Jan 2011, 00:24:04.
Comment
Comment