Announcement

Collapse
No announcement yet.

เสียงจาก SoundCard -> Amp สู้จากเครื่อง DVD ไม่ได้เลย เพราะอะไรหว่า?

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • เสียงจาก SoundCard -> Amp สู้จากเครื่อง DVD ไม่ได้เลย เพราะอะไรหว่า?

    ก็หลังจากที่หาข้อมูลที่นี่อยู่ ก็สามารถต่อเสียงจากคอม (F-Fi Fatal1ty) เข้าไป amp ได้แล้ว
    โดยผ่าน หัว RCA-> Minijack ราคา 10 บาทแล้ว ผ่านสาย Coax THX 400 เข้าสู่ amp onkyo โดยให้ Amp เป็นตัว Decode ทีนี้เกิดปัญหาที่ว่า เวลาดูคอนเสิรต์ เสียงคนร้องมันจมไปเยอะมากเลย เลยไปลองต่อจากเครื่อง DVD Pioneer ซึ่งใช้สาย Optical เข้า amp
    ทีนี้เสียงกลับมาดีเหมือนเดิมเลย แยกกันได้อย่างดี

    คิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ ผมว่าแค่ซาวน์มันก็แพงกว่า DVD แล้ว มันน่าจะได้เสียงที่เท่ากันหรือดีกว่า เพราะตัว amp เป็นตัว decode ทั้งคู่ ท่านไหนมีคำแนะนำยังไงมั่งครับ

  • #2
    minijack ครับ รวมไปถึง แจ๊คเสียบสัญญาณต่างๆของ Sound Card เองด้วย ไอ้พวกนี้ล่ะที่ทำให้ สัญญาณมัน Drop ลงครับ
    ผมถึงขายตัว Extream ให้ท่านไปไงล่ะ หันมาใช้ USB Digital music + BA635 แจ่มไปเลย

    Comment


    • #3
      ปรับที่softwareได้นี่ท่าน ลองเอา K-lite จูนดู ถอดรหัสไม่เป็นไปอย่างถูกต้องก็ปัญหานึงล่ะ
      Attached Files

      Comment


      • #4
        Originally posted by sanitkku View Post
        minijack ครับ รวมไปถึง แจ๊คเสียบสัญญาณต่างๆของ Sound Card เองด้วย ไอ้พวกนี้ล่ะที่ทำให้ สัญญาณมัน Drop ลงครับ
        ผมถึงขายตัว Extream ให้ท่านไปไงล่ะ หันมาใช้ USB Digital music + BA635 แจ่มไปเลย
        คิดว่าคงต่อด้วย S/PDIF หัวต่อ MiniJack 3.5" Mono to RCA จิงๆการส่งสัญญาณในลักษณะของ Digital สัญญาณจะไม่ผิดเพี้ยนเพราะจะมี Parity Bit เปงตัวเช็ค(แต่จะจางลงในระยะไกล)ไม่ว่าจะใช้หัวต่อแบบไหน
        เพราะฉะนั้นคาดว่าคงเป็นที่ ADC ของ Sound มากกว่ามั่งอาจจะเพราะมีสัญญาณรบกวนใน Case ไม่ก็ software ที่ใช้(คงไม่ใช้ที่ DAC ของ AVR เพราะไปเสียบเครื่องเล่นอื่นแล้วปกติ)

        Comment


        • #5
          เดี๋ยวผมลองต่อ coax ตรงกับ sound onboard ดูก่อนครับ
          แต่ว่าต้องไปส่งของที่พันทิพละ ><

          Comment


          • #6
            ลองแล้วจากออนบอร์ดกับ X-Fi เสียงเหมือนกันเลย เสียงใสสู้ไม่ได้ รายละเอียดหายไป
            ขนาดออนบอร์ดต่อ Coax ตรงแล้วนะเนี่ย สงสัยเป็นที่สายหรือเปล่าหว่า
            แล้วถ้าเป็นที่ software (Power DVD) จะ ใช้อะไรแทนดีหว่า

            Comment


            • #7
              1 เครื่อง เกิดมาเพื่อทำทุกอย่าง กับ 1 เครื่อง เกิดมามีหน้าที่เดียวต้อง ทำ ท่านคิดว่า แบบใหนมันจะดีกว่ากันละครับ



              ต่อให้เป็น สายเทวดามาเสียบที่คอม ก็ยัง***งกันมากครับ ถึงจะเป็น X fi ตัวละหมื่น ถ้าเจอเครื่องเล่น DVD DENON ตัวละ หมื่น เท่าๆกัน ละก็ ทิ้งกันเป็นทุ่งครับ

              Comment


              • #8
                แค่สายก็คนละแบบแล้ว ไม่ใช่ coaxial แท้ๆด้วย ผ่านหัวแปลง ตัวละ 10บาท

                บนบอร์ด ไม่มีชิพ Tranciever ด้วย

                ลองต่อกับ Frontpanel แท้ๆดู จะรู่ว่าต่าง เพราะมันมี cs8415 กับ Digital tranformer

                Comment


                • #9
                  โอ สงสัยต้องไปหา Front มาซะแร้ว ><

                  Comment


                  • #10
                    เออ......
                    เครื่องเล่นมันเป็นระบบที่ซับซ้อนและผ่านจุดต่างๆน้อยกว่าครับ
                    ส่วนในคอมกว่าจะออกมาทางช่องจ่ายสัญญาณ มันผ่านอุปกรณ์มากมายรวมทั้ง
                    จุดเชื่อมต่อหลายจุด อันทำให้เสียงมันดรอบคุณภาพลงครับ

                    ------------------------------------------------------------
                    เชื่อไหม เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อ Pioneer เครื่องละ 3 พันกว่าบาท เดิมๆ
                    เสียงดีกว่าคอม+ซาว์นการ์ดรวมๆกันแล้วพื้นหมื่นไปมาก
                    55555+

                    Comment


                    • #11
                      Originally posted by พจน์ View Post
                      เออ......
                      เครื่องเล่นมันเป็นระบบที่ซับซ้อนและผ่านจุดต่างๆน้อยกว่าครับ
                      ส่วนในคอมกว่าจะออกมาทางช่องจ่ายสัญญาณ มันผ่านอุปกรณ์มากมายรวมทั้ง
                      จุดเชื่อมต่อหลายจุด อันทำให้เสียงมันดรอบคุณภาพลงครับ

                      ------------------------------------------------------------
                      เชื่อไหม เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อ Pioneer เครื่องละ 3 พันกว่าบาท เดิมๆ
                      เสียงดีกว่าคอม+ซาว์นการ์ดรวมๆกันแล้วพื้นหมื่นไปมาก
                      55555+
                      เชื่อแล้วค้าบ >< สงสัยไม่ต้องหาสาเหตุแล้ว ไว้ใช้ดูหนังอย่างเดียวพอละกัน จากคอม -> amp

                      Comment


                      • #12
                        --------------------------------------------------------------------------------

                        ก็หลังจากที่หาข้อมูลที่นี่อยู่ ก็สามารถต่อเสียงจากคอม (F-Fi Fatal1ty) เข้าไป amp ได้แล้ว
                        โดยผ่าน หัว RCA-> Minijack ราคา 10 บาทแล้ว ผ่านสาย Coax THX 400 เข้าสู่ amp onkyo โดยให้ Amp เป็นตัว Decode ทีนี้เกิดปัญหาที่ว่า เวลาดูคอนเสิรต์ เสียงคนร้องมันจมไปเยอะมากเลย เลยไปลองต่อจากเครื่อง DVD Pioneer ซึ่งใช้สาย Optical เข้า amp
                        ทีนี้เสียงกลับมาดีเหมือนเดิมเลย แยกกันได้อย่างดี

                        คิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ ผมว่าแค่ซาวน์มันก็แพงกว่า DVD แล้ว มันน่าจะได้เสียงที่เท่ากันหรือดีกว่า เพราะตัว amp เป็นตัว decode ทั้งคู่ ท่านไหนมีคำแนะนำยังไงมั่งครับ
                        ที่จับใจความได้นะครับ

                        1. คุณใช้สาย Coax ต่อจาก pc ไปที่ AVR > เสียงจม
                        2. คุณใช้สาย Optic ต่อจาก DVD Player ไปที่ AVE > เสียงดีกว่า

                        อย่างแรกเลย เสียงจากการเชื่อมต่อดีที่สุดสำหรับการฟังคอนเสริต คือ Optic ครับเพราะ เป็นการส่งสัญญาณ แบบ Pure Digital การส่ง ด้วยสาย Coax เป็นการส่งแบบ กึ่ง Analog สังเกตนะครับ สาย Coax เมื่อผ่าออกมา จะมีแค่ สายสัญญาณ 2 เส้น +- นั่นคือ Analog ครับ จึงเห็นสาเหตุให้ สายสัญญาณ Optic ที่นำสัญญาณ ด้วยระบบ แสงผ่าน เส้นใยสะท้อนแสง เข้าสู่ ช่อง S/Pdif จึงไม่มีการสูญเสียสัญญาณ

                        แต่ทั้งนี้ ใช่ว่า Coax จะใช้การอะไรไม่ได้เลย มันเหมาะกับหนัง มากกว่าครับ โดยเฉพาะ หนัง Action ครับ

                        อย่างที่สอง การ์ดเสียงคุณ ปรับการส่ง ข้อมูล ที่กี่ Samp ที่ ?? กี่ hz ครับ อย่างน้อย ควรปรับที่ 48khz

                        Comment


                        • #13
                          Originally posted by Aeromancer View Post
                          ที่จับใจความได้นะครับ

                          1. คุณใช้สาย Coax ต่อจาก pc ไปที่ AVR > เสียงจม
                          2. คุณใช้สาย Optic ต่อจาก DVD Player ไปที่ AVE > เสียงดีกว่า

                          อย่างแรกเลย เสียงจากการเชื่อมต่อดีที่สุดสำหรับการฟังคอนเสริต คือ Optic ครับเพราะ เป็นการส่งสัญญาณ แบบ Pure Digital การส่ง ด้วยสาย Coax เป็นการส่งแบบ กึ่ง Analog สังเกตนะครับ สาย Coax เมื่อผ่าออกมา จะมีแค่ สายสัญญาณ 2 เส้น +- นั่นคือ Analog ครับ จึงเห็นสาเหตุให้ สายสัญญาณ Optic ที่นำสัญญาณ ด้วยระบบ แสงผ่าน เส้นใยสะท้อนแสง เข้าสู่ ช่อง S/Pdif จึงไม่มีการสูญเสียสัญญาณ

                          แต่ทั้งนี้ ใช่ว่า Coax จะใช้การอะไรไม่ได้เลย มันเหมาะกับหนัง มากกว่าครับ โดยเฉพาะ หนัง Action ครับ

                          อย่างที่สอง การ์ดเสียงคุณ ปรับการส่ง ข้อมูล ที่กี่ Samp ที่ ?? กี่ hz ครับ อย่างน้อย ควรปรับที่ 48khz
                          เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้มีการส่งสัญญาณแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วย

                          แบบนี้เมื่อก่อนใช้สาย Coax เป็นสาย Lan ก็ส่งข้อมูลกันแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซินะ

                          แล้วเดียวนี้ใช้สาย UTP CAT5, CAT5e ,CAT6 ก้ยังใช้ทองแดง ก้เป็นการส่งแบบ กึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซิ

                          แล้วการส่งสัญญารมาตราฐาน SFDIF คุ้นๆว่ามันจะใช้ Minijack Mono to RCA นั้นก็แปลว่าส่งสัญญาณเพียงแค่1เส้นหรือปล่าวหว่าเหอๆ
                          Last edited by JO; 31 Dec 2007, 18:24:09.

                          Comment


                          • #14
                            Originally posted by JO View Post
                            เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้มีการส่งสัญญาณแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วย

                            แบบนี้เมื่อก่อนใช้สาย Coax เป็นสาย Lan ก็ส่งข้อมูลกันแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซินะ

                            แล้วเดียวนี้ใช้สาย UTP CAT5, CAT5e ,CAT6 ก้ยังใช้ทองแดง ก้เป็นการส่งแบบ กึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซิ

                            แล้วการส่งสัญญารมาตราฐาน SFDIF คุ้นๆว่ามันจะใช้ Minijack Mono to RCA นั้นก็แปลว่าส่งสัญญาณเพียงแค่1เส้นหรือปล่าวหว่าเหอๆ
                            แบบเก่าครับ ส่วน Optic ถูกพัฒนาขึ้นทีหลัง และแทนที่ Coax เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตามอุปกรณ์ AV ช่องต่อ Optic จะเขียนกำกับว่า S/Pdif ครับ และถูกครับว่า Coax ถือเป็น S/Pdif แบบนึง แต่ในปัจจุบัน S/Pdif จะถือว่ามันเป็นช่องต่อ Optic ครับ ซึ่งถ้าคุณคุญกับชาวต่างชาติ พอเอ่ยถึง S/Pdif รับรองเค้าจะนึกถึง Optic ก่อนแน่นอนครับ ผมก็เข้าใจว่าหลายๆคนในบอร์ดนี้รู้กันหมดแล้ว

                            คุณกำลังมองอีกแง่นึง มองในแง่ด้านกายภาพมากกว่า ด้านขั้นตอนกรรมวิธี

                            Analog กับ Digital ไม่ได้มีแค่ ทองแดง หรือ สาย อะไร ต่อมิอะไรครับ SPDIF ผมอาจจะเรียกทางการไป จนคุณอาจเข้าใจผิด S/pdif มันคือการเชื่อมต่ออีกแบบนึง นอกจาก Coax ด้วยสาย Optic เนี่ยแหละครับ การเชื่อมต่อโดยการใช้ แสงนำสัญญาณครับ โดยการสะท้อนผ่านใยแก้ว (กรณีสายคุณภาพดีนะ ถ้าเป็นสายถูกๆ จะเป็น Nylon ครับ) ดังนั้น กรรมวิธีแบบนี้ลืม สัญญาณ + - ไปได้เลยครับไม่มีกราวน์ ไม่มี RCA ไม่มี Ster Jack มีแค่แสงสีแดงเท่านั้น

                            ส่วนที่ผมว่า Coax เป็นกึ่ง Analog กึ่ง Digtal สัญญาณเหล่านี้ มันไม่ผ่าน DAC ก็จริง แต่มันก็ต้องการโลหะนำสัญญาณเช่นสาย 75 โอหม์ มีขั้วต่อ RCA ดังนั้น เมื่อมีแรงต้านทาน ก็ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ซึ่งไม่มี ตัวนำโลหะชนิดไหน ไม่สูญเสียสัญญาณ หรอกครับ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติที่ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ผมจึงถือว่า เป็นลูกครึ่ง Analog และ Digital ซึ่งในนิยามคำว่า Digital จะต้องไม่มีการสูญเสียสัญญาณใดๆ

                            UTP CAT5, CAT5e ,CAT6
                            ถูกต้องครับ ถ้ามันยังต้องสูญเสียสัญญาณ ไปกับโลหะนำสัญญาณ

                            เดี๋ยวคุณต้องบอกว่า อ้าว แล้ว HDMI ล่ะ มันก็ใจ โลหะนำสัญญาณ ครับ มันใช้ โลหะนำสัญญาณจริง แต่ลองดูที่การสูญเสียสัญญาณสิครับ มันรับส่งข้อมูลได้เยอะมากด้วย

                            คุณเคยใช้สาย Vga (D-Sub 15 Pin) ทุกคนถือว่าเป็น Analog ใช่ไหมครับและเกิดอะไรขึ้นกับการเขื่อมต่อกับสายที่ยาวมากๆ และกับสาย Lan ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับสายที่ยาวมากๆ นั่นคือการสูญเสียสัญญาณครับ
                            Last edited by Aeromancer; 31 Dec 2007, 22:29:54.

                            Comment


                            • #15
                              Originally posted by Aeromancer View Post
                              แบบเก่าครับ ส่วน Optic ถูกพัฒนาขึ้นทีหลัง และแทนที่ Coax เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตามอุปกรณ์ AV ช่องต่อ Optic จะเขียนกำกับว่า S/Pdif ครับ และถูกครับว่า Coax ถือเป็น S/Pdif แบบนึง แต่ในปัจจุบัน S/Pdif จะถือว่ามันเป็นช่องต่อ Optic ครับ ซึ่งถ้าคุณคุญกับชาวต่างชาติ พอเอ่ยถึง S/Pdif รับรองเค้าจะนึกถึง Optic ก่อนแน่นอนครับ ผมก็เข้าใจว่าหลายๆคนในบอร์ดนี้รู้กันหมดแล้ว

                              คุณกำลังมองอีกแง่นึง มองในแง่ด้านกายภาพมากกว่า ด้านขั้นตอนกรรมวิธี

                              Analog กับ Digital ไม่ได้มีแค่ ทองแดง หรือ สาย อะไร ต่อมิอะไรครับ SPDIF ผมอาจจะเรียกทางการไป จนคุณอาจเข้าใจผิด S/pdif มันคือการเชื่อมต่ออีกแบบนึง นอกจาก Coax ด้วยสาย Optic เนี่ยแหละครับ การเชื่อมต่อโดยการใช้ แสงนำสัญญาณครับ โดยการสะท้อนผ่านใยแก้ว (กรณีสายคุณภาพดีนะ ถ้าเป็นสายถูกๆ จะเป็น Nylon ครับ) ดังนั้น กรรมวิธีแบบนี้ลืม สัญญาณ + - ไปได้เลยครับไม่มีกราวน์ ไม่มี RCA ไม่มี Ster Jack มีแค่แสงสีแดงเท่านั้น

                              ส่วนที่ผมว่า Coax เป็นกึ่ง Analog กึ่ง Digtal สัญญาณเหล่านี้ มันไม่ผ่าน DAC ก็จริง แต่มันก็ต้องการโลหะนำสัญญาณเช่นสาย 75 โอหม์ มีขั้วต่อ RCA ดังนั้น เมื่อมีแรงต้านทาน ก็ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ซึ่งไม่มี ตัวนำโลหะชนิดไหน ไม่สูญเสียสัญญาณ หรอกครับ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติที่ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ผมจึงถือว่า เป็นลูกครึ่ง Analog และ Digital ซึ่งในนิยามคำว่า Digital จะต้องไม่มีการสูญเสียสัญญาณใดๆ ตัวส่ง 100 ตัวรับก็ต้อง 100 ครับ



                              ถูกต้องครับ ถ้ามันยังต้องสูญเสียสัญญาณ ไปกับโลหะนำสัญญาณ
                              ผิดครับ(ไอ้ด้านบนอะผมพิมพ์ประชดมันมีที่ไหนการส่งข้อมูลแบบกึ่ง Digital กึ่ง Analog)

                              --------------------------------------------

                              Analog Signal

                              สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์(sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถี่และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน เมื่อนำสัญญาณข้อมูลเหล่านี้ผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบอะนาล็อก คือ การส่งผ่านระบบโทรศัพท์

                              สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณที่มักเกิดขึ้นในธรรมชาติเป็นสัญญาณที่มีความต่อเนื่อง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สัญญาณแบบนี้ เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี เป็นต้น

                              --------------------------------------------

                              Digital Signal

                              สัญญาณดิจิทัล มักเป็นสัญญาณที่ไม่มีในธรรมชาติ และถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่องสัญญาณจะถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ บางครั้งเรียกว่าดิสครีต(Discrete) ในระบบดิจิทัลเราจะพบลักษณะสัญญาณเป็นระบบเลขฐานสอง(Binary)ซึ่งจะแทนค่าแรงดันไฟฟ้าสองระดับเท่านั้น เลขฐานสองแต่ละหลักที่ใช้ในระบบดิจิทัล เรียกว่า หลักหรือดิจิต(Digit)สัญญาณดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงระดับอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนที่สำคัญของสัญญาณดิจิทัล คือ เดินทางได้ไม่ไกลมากนัก เนื่องจากมีการลดทอนสูง ดิจิทัลมีระบบที่สามารถตัดสัญญาณความถี่ต่างๆได้ที่เรียกว่า “วงจรกรองความถี่ดิจิทัล(digital filter)” ซึ่งสามารถทำงานำได้ดี ในปัจจุบันวงจรต่างที่ซับซ้อนจะเป็นวงจรประเภทดิจิทัลทั้งสิ้น มีผู้พัฒนาอุปกรณ์สำหรับผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณอะนาล็อก เพื่อใช้ส่งข้อมูลดิจิทัลไปในระยะที่ไกลขึ้น

                              Modulation คือการแปลงสัญญาณจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณอะนาล็อก ส่วนคำว่าDemodulation คือ การแปลงสัญญาณจากอะนาล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิทัล

                              อุปกรณ์ที่เราใช้ผสมสัญญาณเสียงพูดเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ คือ โมเด็ม(MODEM)ย่อมาจากคำว่าModulate และ Demodulate อุปกรณ์นี้ช่วยผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เราสามารถใช้ระบบโทรศัพท์ส่งข้อมูลไปได้ใกล้มากขึ้น
                              --------------------------------------------

                              สรุปสั้นง่ายๆ

                              Digital Signal จะไม่มีความผิดเพี้ยนไม่ว่าจะใช้ Media Type ชนิดไหนในการส่ง
                              แต่ Media Type จะมีผลต่อ BW และ Rang เท่านั้นเอง เช่น
                              สาย CAT5 มีระยะส่งไม่เกิน 100เมตร BWสูงสุดที่ 100Mbps
                              สาย Fiber Optic Single Mode ระยะส่งได้ที่ 10กม BWสูงสุดที่ 1Gbps
                              โดยใช้ Parity Bit เป็นตัวเช็คและสามารถเอามาทำ ECC ได้

                              ในการกรณีที่สัญญาณ Digital มีการผิดเพี้ยนแม้แต่ 1Bit ข้อมูลที่ส่งเป็น Digital ใน Packet นั้นจะอ่านไม่ได้ทั้งหมด
                              Last edited by JO; 31 Dec 2007, 23:14:25.

                              Comment

                              Working...
                              X