เจ๊งไม่เจ๊ง ICT ทุบAIS เรียกค่าเสียหาย 75000(เจ็ดหมื่นห้าพันล้านบาท)
"จุติ" ตั้งแท่นเชือดAIS พ่วงบริษัทไทยคม-ดีแทค ข้อหาแก้สัญญาไม่ถูกต้อง เสนอครม.ตัดสิน25มค.
"ไอซีที"ชงครม.25 มกราคมนี้ กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือ-ดาวเทียม ไม่ถูกต้อง เสนอให้มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญา ท่ามกลางกระแสข่าวหุ้นใหญ่ "เทมาเส็ก"ดิ้นขอพบนายกฯ
นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันที่ 25 มกราคมนี้ มีความเป็นไปได้ที่ กระทรวงไอซีที จะเสนอแนวทางแก้ไข กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสัมปทานดาวเทียม ไม่ถูกต้องให้ครม.ตัดสินใจว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ( พ.ร.บ.ร่วมทุน) ที่รับผิดชอบตรวจสอบสัญญาสัมปทานดาวเทียมระหว่าง กระทรวงไอซีที กับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) จะเร่งสรุปผลการตรวจสอบสัญญาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะนำเสนอต่อนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ก่อนนำครม.
ในกรณีสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ นายจุติ ต้องการจะนำผลสรุปจากคณะกรรมการมาตรา 22 ของทั้ง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค พิจารณาพร้อมกันในรอบเดียว
"เท่าที่ทราบตอนนี้ ผลสรุปของ คณะกรรมการ ม.22สรุปเสร็จแล้ว ทั้งของ เอไอเอส และดีแทค ซึ่งรมว.ไอซีที ต้องการนำเข้าครม.ให้ทันภายในเดือนนี้ พร้อมกันหมดรวมทั้งกรณีไทยคมด้วย ดังนั้นเป็นไปได้ว่า ประชุมครม.สัปดาห์หน้า จะมีการหารือเรื่องนี้" ปลัดกระทรวงไอซีทีกล่าว
ในส่วนของไทยคมนั้น ในเบื้องต้น คณะกรรมการมาตรา 22 ได้สรุปประเด็นแนวทางการแก้ไข 3 ข้อ คือ 1.ให้ไทยคมคืนเงินประกันค่าสินไหมจำนวน 6.7 ล้านเหรียญดอลลาร์ หรือประมาณ 200 ล้านบาท ที่ได้จากที่ดาวเทียมไทยคม 3 เสียหาย มาให้ไอซีที ทั้งนี้จะให้ สำนักงานกิจการอวกาศแห่งชาติ ปรึกษากับกระทรวงการคลัง เรียกเงินคืนจากไทยคม 2. ไทยคมจะต้องมีการยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ขึ้นสู่วงโคจร ไม่ว่าจะด้วยการสร้างดาวเทียมดวงใหม่หรือเช่าดาวเทียมมาให้บริการ เนื่องจากไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ที่ไทยคมยิงไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ตามสัญญาสัมปทาน และ 3.บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ไทยคม ลดสัดส่วนถือหุ้นจาก 51%เหลือ 40% โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.นั้น คณะกรรมการมาตรา 22 ได้สรุปว่า ชินคอร์ปจะต้องกลับไปถือครองหุ้นในสัดส่วนเท่าเดิม คือ 51% โดยเรื่องดังกล่าวที่ผ่านมาทำผิดเพราะไม่ได้เสนอเข้า ครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอครม.ของครม.ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าว บริษัท สิงเทล สเตรททิจิก อินเวสท์เม้นท์ ซึ่งถือหุ้น 19% ในบริษัทเอไอเอส และเป็นบริษัทกลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของสิงคโปร์ จะเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า ขณะที่นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีคนแจ้งให้ทราบว่าสิงเทลจะขอเข้าพบ แต่ยังไม่มีรายละเอียด และยังไม่ทราบว่าจะเข้าพบเพื่อหารือในประเด็นใด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการมาตรา 22 เสนอให้ ไอซีที ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเอไอเอส กรณีแก้ไขสัญญาไม่ถูกต้องทำให้ทีโอทีเสียหายประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท
อีกข่าว ดีแทค รอดแก้สัญญาไม่ผิด จุติจ่อชงฟ้องเอไอเอส
'ดีแทค'รอดแก้สัญญาไม่ผิด 'จุติ'จ่อชงฟ้องเอไอเอสเข้าครม. (ไทยโพสต์)
สรุปสอบแก้ไขสัญญามือถือของคณะกรรมการ 22 ดีแทคไม่ผิด "จุติ" หวังทีโอที กสทฯ ปรับตัวหาบริการใหม่เข้ามาเสริมให้องค์กรอยู่รอด ดันหาซีเอ็มโอใหม่จากคนภายนอกมานั่งแข่ง
แหล่งข่าวจาก บมจ.กสทโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ผลสรุปคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน ในส่วนของกสทฯ กับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ได้มีมติรับรองการแก้ไขสัญญาของดีแทคทั้ง 3 ครั้ง หรือเท่ากับว่าการแก้ไขสัญญาของดีแทคที่ผ่านมานั้นถูกต้อง
สำหรับประเด็นการแก้ไขที่เกิดขึ้น คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2536 ขอขยายระยะสัญญาจากเดิม 15 ปี เป็น 22 ปี และกำหนดส่วนแบ่งรายได้ในปีที่ขยาย คือปีที่ 16-22 เป็น 30% ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2539 อนุญาตให้ดีแทคเช่าสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์นามดีแทคได้จากเดิมที่ต้องเช่าใน นาม กสทฯ และให้นำส่งส่วนแบ่งรายได้จากยอดค่าใช้บริการที่หักโปรโมชั่นแล้ว ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2539 ขอขยายสัญญาจาก 22 ปี เป็น 27 ปี และลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ของปีที่ 6-15 หรือตั้งแต่ปี 2539-2549 จาก 25% เหลือ 20% และจากปีที่ 16-20 จาก 30% เหลือ 25% ซึ่งคณะกรรมการมาตรา 22 ส่วนใหญ่รับรองการแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นทั้งหมด
อย่าง ไรก็ตามความเห็นของเสียงส่วนน้อยที่ไม่รับรองสัญญานั้น เนื่องจากเห็นว่า กสทฯ ควรไปเจรจากับดีแทคเพื่อพิจารณาถึงการชดเชยรายได้ที่หายไปจากการปรับลดส่วน แบ่งรายได้ว่าจะมีแนวทางดำเนินการร่วมกันอย่างไรบ้าง ขณะที่ความเห็นข้างมากที่ให้รับรองสัญญาเพราะเห็นว่าการแก้สัญญาที่เกิดขึ้น เป็นการดำเนินการในอดีต และคณะกรรมการชุดนี้ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า หากไม่ได้มีการแก้สัญญา รายได้ที่ กสทฯ ได้รับนั้นจะมีมูลค่าเท่ากับที่ได้รับในปัจจุบันหรือไม่
ทั้งนี้ความเห็นทั้งหมดจะถูกนำส่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เพื่อเสนอให้ ครม.รับทราบ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะต้องส่งภายในเดือน ธ.ค. แต่เนื่องจากต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีนายศิวะ แสง มณี เป็นประธาน เพื่อให้ความเห็นประกอบก่อนเสนอเข้าสู่ ครม. ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ม.ค. ส่วนของทรูมูฟที่เป็นคู่สัญญาของ กสทฯ เช่นกันยังไม่ได้มีการตรวจสอบ
ขณะที่คณะกรรมการมาตรา 22 ที่ตรวจสอบสัญญาของ บมจ.ทีโอที และ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) มีมติให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 7.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะประเด็นการปรับลดส่วนแบ่งระบบบัตรเติมเงิน หรือพรีเพด จาก 25% เหลือ 20%
ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการหาข้อสรุปกรณีการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือนั้น ภายในมกราคม 2554 นี้ น่าจะส่งการแก้ไขสัญญาของเอไอเอสซึ่งทีโอทีผู้ให้สัมปทานให้ ครม.พิจารณาได้ก่อน ส่วนสัญญาของดีแทคซึ่ง กสทฯ เป็นผู้ให้สัมปทานนั้น ขณะนี้คณะกรรมการมาตรา 22 ยังไม่ได้ส่งเรื่องมาแต่อย่างใด
พร้อมกันนี้ในปี 2554 ต้องการให้ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมหาบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าและแข่งขันกับเอกชนได้ ขณะเดียวกันเพื่อความอยู่รอดจึงจำเป็นที่สององค์กรต้องหาผู้ที่จะมาดูแลสาย งานผลิตภัณฑ์ และการตลาด (ซีเอ็มโอ) ซึ่งน่าจะเป็นบุคคลจากภายนอกเพราะมีความเชี่ยวชาญมากกว่าคนภายในองค์กร โดยจะมีการนัดคณะกรรมการ (บอร์ด) จากทั้ง 2 บริษัท มาหารือถึงแนวทางดังกล่าว
ทรูตกขบวนแฮะ...
"จุติ" ตั้งแท่นเชือดAIS พ่วงบริษัทไทยคม-ดีแทค ข้อหาแก้สัญญาไม่ถูกต้อง เสนอครม.ตัดสิน25มค.
"ไอซีที"ชงครม.25 มกราคมนี้ กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือ-ดาวเทียม ไม่ถูกต้อง เสนอให้มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญา ท่ามกลางกระแสข่าวหุ้นใหญ่ "เทมาเส็ก"ดิ้นขอพบนายกฯ
นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันที่ 25 มกราคมนี้ มีความเป็นไปได้ที่ กระทรวงไอซีที จะเสนอแนวทางแก้ไข กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสัมปทานดาวเทียม ไม่ถูกต้องให้ครม.ตัดสินใจว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ( พ.ร.บ.ร่วมทุน) ที่รับผิดชอบตรวจสอบสัญญาสัมปทานดาวเทียมระหว่าง กระทรวงไอซีที กับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) จะเร่งสรุปผลการตรวจสอบสัญญาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะนำเสนอต่อนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ก่อนนำครม.
ในกรณีสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ นายจุติ ต้องการจะนำผลสรุปจากคณะกรรมการมาตรา 22 ของทั้ง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค พิจารณาพร้อมกันในรอบเดียว
"เท่าที่ทราบตอนนี้ ผลสรุปของ คณะกรรมการ ม.22สรุปเสร็จแล้ว ทั้งของ เอไอเอส และดีแทค ซึ่งรมว.ไอซีที ต้องการนำเข้าครม.ให้ทันภายในเดือนนี้ พร้อมกันหมดรวมทั้งกรณีไทยคมด้วย ดังนั้นเป็นไปได้ว่า ประชุมครม.สัปดาห์หน้า จะมีการหารือเรื่องนี้" ปลัดกระทรวงไอซีทีกล่าว
ในส่วนของไทยคมนั้น ในเบื้องต้น คณะกรรมการมาตรา 22 ได้สรุปประเด็นแนวทางการแก้ไข 3 ข้อ คือ 1.ให้ไทยคมคืนเงินประกันค่าสินไหมจำนวน 6.7 ล้านเหรียญดอลลาร์ หรือประมาณ 200 ล้านบาท ที่ได้จากที่ดาวเทียมไทยคม 3 เสียหาย มาให้ไอซีที ทั้งนี้จะให้ สำนักงานกิจการอวกาศแห่งชาติ ปรึกษากับกระทรวงการคลัง เรียกเงินคืนจากไทยคม 2. ไทยคมจะต้องมีการยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ขึ้นสู่วงโคจร ไม่ว่าจะด้วยการสร้างดาวเทียมดวงใหม่หรือเช่าดาวเทียมมาให้บริการ เนื่องจากไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ที่ไทยคมยิงไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ตามสัญญาสัมปทาน และ 3.บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ไทยคม ลดสัดส่วนถือหุ้นจาก 51%เหลือ 40% โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.นั้น คณะกรรมการมาตรา 22 ได้สรุปว่า ชินคอร์ปจะต้องกลับไปถือครองหุ้นในสัดส่วนเท่าเดิม คือ 51% โดยเรื่องดังกล่าวที่ผ่านมาทำผิดเพราะไม่ได้เสนอเข้า ครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอครม.ของครม.ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าว บริษัท สิงเทล สเตรททิจิก อินเวสท์เม้นท์ ซึ่งถือหุ้น 19% ในบริษัทเอไอเอส และเป็นบริษัทกลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของสิงคโปร์ จะเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า ขณะที่นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีคนแจ้งให้ทราบว่าสิงเทลจะขอเข้าพบ แต่ยังไม่มีรายละเอียด และยังไม่ทราบว่าจะเข้าพบเพื่อหารือในประเด็นใด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการมาตรา 22 เสนอให้ ไอซีที ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเอไอเอส กรณีแก้ไขสัญญาไม่ถูกต้องทำให้ทีโอทีเสียหายประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท
อีกข่าว ดีแทค รอดแก้สัญญาไม่ผิด จุติจ่อชงฟ้องเอไอเอส
'ดีแทค'รอดแก้สัญญาไม่ผิด 'จุติ'จ่อชงฟ้องเอไอเอสเข้าครม. (ไทยโพสต์)
สรุปสอบแก้ไขสัญญามือถือของคณะกรรมการ 22 ดีแทคไม่ผิด "จุติ" หวังทีโอที กสทฯ ปรับตัวหาบริการใหม่เข้ามาเสริมให้องค์กรอยู่รอด ดันหาซีเอ็มโอใหม่จากคนภายนอกมานั่งแข่ง
แหล่งข่าวจาก บมจ.กสทโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ผลสรุปคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน ในส่วนของกสทฯ กับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ได้มีมติรับรองการแก้ไขสัญญาของดีแทคทั้ง 3 ครั้ง หรือเท่ากับว่าการแก้ไขสัญญาของดีแทคที่ผ่านมานั้นถูกต้อง
สำหรับประเด็นการแก้ไขที่เกิดขึ้น คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2536 ขอขยายระยะสัญญาจากเดิม 15 ปี เป็น 22 ปี และกำหนดส่วนแบ่งรายได้ในปีที่ขยาย คือปีที่ 16-22 เป็น 30% ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2539 อนุญาตให้ดีแทคเช่าสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์นามดีแทคได้จากเดิมที่ต้องเช่าใน นาม กสทฯ และให้นำส่งส่วนแบ่งรายได้จากยอดค่าใช้บริการที่หักโปรโมชั่นแล้ว ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2539 ขอขยายสัญญาจาก 22 ปี เป็น 27 ปี และลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ของปีที่ 6-15 หรือตั้งแต่ปี 2539-2549 จาก 25% เหลือ 20% และจากปีที่ 16-20 จาก 30% เหลือ 25% ซึ่งคณะกรรมการมาตรา 22 ส่วนใหญ่รับรองการแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นทั้งหมด
อย่าง ไรก็ตามความเห็นของเสียงส่วนน้อยที่ไม่รับรองสัญญานั้น เนื่องจากเห็นว่า กสทฯ ควรไปเจรจากับดีแทคเพื่อพิจารณาถึงการชดเชยรายได้ที่หายไปจากการปรับลดส่วน แบ่งรายได้ว่าจะมีแนวทางดำเนินการร่วมกันอย่างไรบ้าง ขณะที่ความเห็นข้างมากที่ให้รับรองสัญญาเพราะเห็นว่าการแก้สัญญาที่เกิดขึ้น เป็นการดำเนินการในอดีต และคณะกรรมการชุดนี้ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า หากไม่ได้มีการแก้สัญญา รายได้ที่ กสทฯ ได้รับนั้นจะมีมูลค่าเท่ากับที่ได้รับในปัจจุบันหรือไม่
ทั้งนี้ความเห็นทั้งหมดจะถูกนำส่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เพื่อเสนอให้ ครม.รับทราบ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะต้องส่งภายในเดือน ธ.ค. แต่เนื่องจากต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีนายศิวะ แสง มณี เป็นประธาน เพื่อให้ความเห็นประกอบก่อนเสนอเข้าสู่ ครม. ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ม.ค. ส่วนของทรูมูฟที่เป็นคู่สัญญาของ กสทฯ เช่นกันยังไม่ได้มีการตรวจสอบ
ขณะที่คณะกรรมการมาตรา 22 ที่ตรวจสอบสัญญาของ บมจ.ทีโอที และ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) มีมติให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 7.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะประเด็นการปรับลดส่วนแบ่งระบบบัตรเติมเงิน หรือพรีเพด จาก 25% เหลือ 20%
ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการหาข้อสรุปกรณีการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือนั้น ภายในมกราคม 2554 นี้ น่าจะส่งการแก้ไขสัญญาของเอไอเอสซึ่งทีโอทีผู้ให้สัมปทานให้ ครม.พิจารณาได้ก่อน ส่วนสัญญาของดีแทคซึ่ง กสทฯ เป็นผู้ให้สัมปทานนั้น ขณะนี้คณะกรรมการมาตรา 22 ยังไม่ได้ส่งเรื่องมาแต่อย่างใด
พร้อมกันนี้ในปี 2554 ต้องการให้ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมหาบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าและแข่งขันกับเอกชนได้ ขณะเดียวกันเพื่อความอยู่รอดจึงจำเป็นที่สององค์กรต้องหาผู้ที่จะมาดูแลสาย งานผลิตภัณฑ์ และการตลาด (ซีเอ็มโอ) ซึ่งน่าจะเป็นบุคคลจากภายนอกเพราะมีความเชี่ยวชาญมากกว่าคนภายในองค์กร โดยจะมีการนัดคณะกรรมการ (บอร์ด) จากทั้ง 2 บริษัท มาหารือถึงแนวทางดังกล่าว
ทรูตกขบวนแฮะ...
Comment