Announcement

Collapse
No announcement yet.

[> [> [> ความเป็นมาของ [<[Windows]>] ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน <] <] <]

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • [> [> [> ความเป็นมาของ [<[Windows]>] ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน <] <] <]

    ในปัจจุบันนั้นต้องยอมรับกันจริงๆ ครับว่า ไม่ว่าจะหันไปมองที่ไหน ผู้คนโดยส่วนใหญ่ก็ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ในการรันระบบบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นทำให้ Microsoft กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกบริษัทหนึ่ง วันนี้เรามาลองย้อนรำลึกความหลังกันดีกว่าครับ ว่าระบบปฏิบัติการ Windows นั้น ตั้งแต่เปิดตัวมาในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นมีเวอร์ชันอะไรบ้าง และแต่ละเวอร์ชันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบไหน ปฏิวัติวงการระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รึเปล่า

    ก่อนที่จะเริ่มระลึกความหลังนั้นขอกล่าวถึงข้อมูลทางด้านเทคนิคของ Windows กันเล็กน้อยครับ สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows นั้นถูกเขียนขึ้นมาด้วยพื้นฐานของภาษา Assembly, C และ C++ ระบบปฏิบัติการ Windows นั้นถูกแบ่งออกเป็นหลายแขนงครับ ได้แก่ Windows 9X, Windows NT และ Windows CE ในส่วนของ Windows CE นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับ embedded systems ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Windows Embedded Compact ซึ่งในบทความนี้เราจะไม่กล่าวถึงสายผลิตภัณฑ์ของ Windows CE ครับ เราจะเน้นไปที่ Windows สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วไป มาดูกันดีกว่าครับว่าจะมีอะไรบ้าง


    Windows 1.xx



    ระบบปฏิบัติการ Windows นั้นได้มีการเริ่มพัฒนามาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 1981 ครับโดยผู้พัฒนามีนามว่า Chase Bishop เขาคนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ต้องการสร้างโมเดลของระบบอิเลคทรอนิกที่มีการแสดงผลในรูปแบบของ Interface Manager โดยหลังจากพัฒนาได้ 2 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 1983 ก็ได้มีการเปิดตัวระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า Windows ออกมาครับ ทว่า ณ ปีนั้นเลยยังไม่มีใครได้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows นะครับ เพราะแค่ทำการประกาศเปิดตัวเท่านั้น จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายน ปี 1985 Windows 1.0 ก็ได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถที่จะซื้อไปใช้งานได้ครับ



    ระบบปฏิบัติการ Windows 1.0 ถือว่าออกมาแย่งตลาดระบบปฏิบัติการของฝั่ง Apple ได้ดีทีเดียวครับ แต่ว่าในสมัยนั้นก็ยังไม่ดังมากเท่าไรนัก(Windows เปิดตัวหลังจากระบบปฏิบัติการ Apple Lisa แต่ก่อน Macintosh) โดยพื้นฐานของ Windows 1.x นั้นยังคงเป็น MS-DOS อยู่ครับ ทำให้ผู้ใช้งานต้องมีความรู้ทางด้านคำสั่งของ MS-DOS บ้างในการใช้งานระบบ Windows 1.x ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใน Windows 1.x นั้นเราไม่สามารถที่จะวางหน้าต่าง(หรือ Windows โปรแกรม) ทับซ้อนกันได้ครับลักษณะของการใช้งานจึงเหมือนใช้งานอยู่ในรูปแบบ tiled เว้นแต่เพียงกล่องข้อความเท่านั้นที่สามารถจะโผล่ขึ้นมาทับ Windows ได้ครับ


    Windows 2.xx




    ต่อมาในเดือนธันวาคม ปี 1987 นั้นทาง Microsoft ก็ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 2.0 ออกมาครับ หากเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Windows 1.x นั้นพบว่า Windows 2.0 นั้นโด่งดังมากกว่ามากครับ Windows 2.0 ได้รับการพัฒนาในส่วนของฟีเจอร์ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่อง User Interface หรือการจัดการหน่วยความจำที่ดีขึ้นกว่าเดิม จนเมื่อทาง Microsoft ปล่อย Windows 2.03 ออกมานั้นก็ได้รับความนิยมมากกว่าเดิมครับ เพราะ Windows 2.03 เป็นต้นไปนั้นสามารถที่จะวางหน้าต่างโปรแกรม(Windows) ซ้อนทับกันหลายๆ หน้าต่างได้แล้ว ทำให้ผู้ใช้มีความสะดวกสบายในการใช้งานเพิ่มมากขึ้นครับ


    ด้วยการเปลี่ยนแปลงในด้านการทำงานโดยสามารถวางหน้าต่างโปรแกรมทับกันได้นี่เองทำให้ Microsoft ต้องประสบปัญหาโดนฟ้องจากบริษัท Apple ว่า Microsoft ละเมิดสิทธิบัตรของทาง Apple ครับโดยจำนวนสิทธิบัตรที่ Apple ฟ้องนั้นมากถึง 189 สิทธิบัตรด้วยกัน ในปี 1989 ผู้พิพากษาได้ตัดสินว่า Microsoft ละเมิดสิทธิบัตรของ Apple ทั้งหมด 179 รายการด้วยกันครับ แต่ทาง Microsoft ไม่ยอม จึงได้ยื่นอุทธรณ์ ทว่าท้ายที่สุดในปี 1997 Microsoft ก็ตัดสินใจจ่ายค่าเสียหายให้กับ Apple จากการฟ้องร้องนี้ไป $100 million ซึ่งถือเป็นอันว่าจบคดีความการฟ้องร้องนี้ไปครับ นอกเหนือไปจากเรื่องที่ Windows 2.03 สามารถที่จะวางหน้าต่างโปรแกรมทับกันได้แล้วในเวอร์ชันนี้ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์ keyboard shortcuts เข้ามาด้วยอีกครับ


    หลังจากนั้นไม่นาน Microsoft ก็ปล่อย Windows 2.1 ออกมาครับ โดย Windows 2.1 นี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 เวอร์ชันด้วยกันได้แก่ Windows/286 ที่เอาไว้ใช้งานบนเครื่อง Intel 8086 และ Intel 80286 ส่วนอีกรุ่นหนึ่งคือ Windows/386 ที่เอาไว้ใช้งานบน Intel 80386 และมาพร้อมกับโหมด virtual 8086 ครับ โดย Windows/386 นี้จะรองรับการใช้งานคำสั่ง DOS หลายๆ คำสั่งแบบ multitask ได้ รวมไปถึงยังมาพร้อมกับ paged memory model เพื่อควบคุมการใช้งาน extended memory ครับ

    ระบบปฏิบัติการ Windows ทั้งเวอร์ชัน 1.x และ 2.x นั้นยังคงต้องพึ่งพา MS-DOS ในการรัน Windows ครับ คล้ายๆ กับว่า Windows ทั้ง 2 เวอร์ชันนี้นั้นได้เปลี่ยนหน้าจอ MS-DOS ให้ออกมามีลักษณะอยู่ในรูปกราฟิกมากกว่า ถึงกระนั้น Windows ทั้ง 2 เวอร์ชันนี้ก็มีความเป็นตัวของตัวเองครับ ไม่ว่าจะมี executable file format หรือ device drivers เป็นของตัวเอง และที่สำคัญก็คือ Windows ทั้ง 2 เวอร์ชันนี้ทำให้เราสามารถที่จะใช้งานคำสั่ง DOS ในรูปแบบของ Multitask ได้ครับ ซึ่งระบบ DOS จริงๆ นั้นไม่สามารถที่จะทำได้


    Windows 3.xx


    ต่อมาในปี 1990 ทาง Microsoft ก็ได้ทำการปล่อย Windows 3.0 ออกมาครับ โดย Windows 3.0 นี้ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นจากเวอร์ชันก่อนหน้าอย่างมากไม่ว่าด้าน Graphic User Interface(GUI) หรือ virtual memory และ loadable virtual device drivers (VxDs) ซึ่งช่วยให้ Windows สามารถที่จะแบ่งปัน arbitrary devices ระหว่างแอปพลิเคชันบน multi-tasked DOS และแอปพลิเคชันบน Windows 3.0 นอกเหนือไปจากนั้นแอปพลิเคชันบน Windows 3.0 ยังสามารถที่จะรันในโฆมด protected ได้อีกครับ ทำให้การใช้งานของ Windows 3.0 นั้นสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้นมากกว่าเวอร์ชันก่อนหน้าครับ


    บน Windows 3.0 นี้ Microsoft ได้ทำการเขียนโค้ดในส่วนของ critical operations ใหม่โดยเปลี่ยนจากภาษา C เป็นภาษา assembly ซึ่งทำให้การทำงานของ Windows 3.0 นั้นเร็วมากกว่าเดิมครับ Windows 3.0 ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในตลาดเป็นอย่างมากเพราะสามารถที่จะทำยอดขายไปได้มากกว่า 2 ล้านชุดด้วยกันในเวลาเพียง 6 เดือนหลังจากที่มีการเปิดตัวออกไปครับ



    หลังจากนั้นในวันที่ 1 เดือนมีนาคม ปี 1992 ทาง Microsoft ก็ได้ทำการเปิดตัว Windows 3.1 ออกมาครับ โดยในเวอร์ชันนี้ได้พัฒนาในเรื่องของการใช้งานทาง Network เพิ่มมากขึ้นจากเดิม และในเดือนกรกฏาคม ปี 1993 Microsoft ก็ได้ปล่อย Windows 3.11 ออกมาโดยเน้นพัฒนาระบบ Network เช่นเดียวกัน โดยใน Windows 3.11 นั้นจะรองรับการใช้งานแบบ peer-to-peer networking โดยวางขายควบคู่ไปด้วยกันกับ Windows 3.1 และในวันที่ 31 เดือนธันวาคม ปี 2001 Microsoft ก็ได้หยุดให้การสนับสนุน Windows 3.1 อย่างเป็นทางการครับ


    Windows 9X


    หลังจากนั้นอีก 2 ปีได้ Microsoft ก็ทำการยกเครื่องระบบปฏิบัติการ Windows ขนานใหญ่ครับ โดนเมื่อวันที่ 24 เดือนกรกฎาคม ปี 1995 ทาง Microsoft ได้ทำการเปิดตัว Windows 95 ออกมา ซึ่งถึงแม้ว่า Windows 95 จะยังคงทำงานภายใต้ MS-DOS อยู่แต่ทว่า Windows 95 นั้นก็รองรับกับการทำงานแอปพลิเคชันแบบ 32-bit เป็นครั้งแรกครับ นอกเหนือไปจากนั้น Windows 95 ยังคงมาพร้อมกับฟีเจอร์ plug and play ที่ให้คุณสามารถที่จะทำการเสียบฮาร์ดแวร์ลงไปแล้วลง driver จากนั้นก็สามารถที่จะใช้งานได้ทันทีครับ(ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ Windows มาพร้อมกับระบบ plug and play ครับ) และยังมีฟีเจอร์ preemptive multitasking, รองรับการตั้งชื่อไฟล์ที่ยาวได้สูงสุดถึง 255 ตัวอักษร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือเสถียรภาพของระบบนั้นมากกว่าระบบปฏบัติการ Windows ที่ออกมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดครับ


    Windows 95 ถูกออกแบบโดยใช้ดีไซน์ในรูปแบบ object oriented user interface และยังเป็นครั้งแรกที่ระบบปฏิบัติการ Windows มาพร้อมกับ taskbar, Start Menu ที่อยู่ทางด้านขวาของ taskbar และ Windows Explorer shell ครับ ระบบปฏิบัติการ Windows 95 ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากครับ ทำให้ชื่อของ Microsoft นั้นกลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกเลยทีเดียว โดยหากอ้างอิงจากรายงานของ Cnet พบว่า Windows 95 นั้นถูกนำออกไปจากตลาดในช่วงปี 2001 ครับ ซึ่งถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่มีอายุยืนยาวมากที่สุกระบบหนึ่งของ Microsoft(ในตอนนั้น) Windows 95 ยังเป็นระบบปฏิบัติการระบบแรกของ Microsoft ที่มีการออก service pack ออกมาเพื่อปรับปรุงตัวระบบปฏิบัติการครับ Microsoft เลิกสนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows 95 ในวันที่ 31 เดือนธันวาคม ปี 2001 ครับ


    ถึงแม้ Windows 95 จะมีจำนวนผู้ใช้จำนวนมากก็ตามแต่ทาง Microsoft ก็ไม่หยุดพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองครับ โดยในวันที่ 25 เดือนมิถุนายน ปี 1998 ทาง Microsoft ก็ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการที่สานต่อจาก Windows 95 อย่าง Windows 98 ออกมาครับ สำหรับ Windows 98 นั้นยังคงมี GUI เช่นเดียวกันกับ Windows 95 อยู่ แต่ว่าได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ Windows Driver Model, สนับสนุน USB composite devices, สนับสนุน ACPI, hibernation และสนับสนุนการเชื่อมต่อหน้าจอมอนิเตอร์แบบหลายหน้าจอด้วยครับ


    Windows 98 เป็นระบบปฏิบัติการแรกที่รวมเอา browser อย่าง Internet Explorer 4 ผ่านทาง Active Desktop แทมยังเป็นระบบปฏิบัติการแรกที่มีระบบ Windows Desktop Update ที่เป็นตัวอัพเกรดของ Explorer shell จาก Windows 95 ขึ้นมาให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานแบบต่อเนื่องผ่านบนหน้าต่าง Windows ได้ดีกว่า Windows 95 ครับ


    หลังจากเปิดตัว Windows 98 ไปได้ไม่ถึงปี ในเดือนพฤษภาคม ปี 1999 ทาง Microsoft ก็ได้ทำการเปิดตัว Windows 98 Second Edition ออกมาครับ โดย Windows 98 SE นั้นถือได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการรุ่นอัพเดทจากระบบปฏิบัติการ Windows 98 ที่ทาง Microsoft ได้เปลี่ยนมาใช้ Internet Explorer 5 แทน และรวมโปรแกรมอย่าง Windows Media Player 6.2 มาด้วย แต่ส่วนอื่นๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมครับ Micrososoft ปลดประจำการ Windows 98 เมื่อวันที่ 11 เดือนกรกฎาคม ปี 2006 ครับ

    ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นตำนานของ Windows ตั้งแต่กำเนิดครับว่าตั้งแต่เริ่มเปิดตัว Windows ออกมานั้น Microsoft ได้มีการพัฒนา Windows ไปอย่างไรบ้าง ทว่าตำนานของ Windows ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ครับ เพราะหลังจากนั้น Microsoft ก็ได้ล้มลุกคลุกคลานไปกับระบบปฏิบัติการ Windows ในหลายๆ เวอร์ชันด้วยกัน จะมีเวอร์ชันอะไรบ้างนั้นติดตามกันต่อได้ในตอนต่อไปของบทความครับ


    ที่มา : microsoft, wikipedia, wpcenter

  • #2
    มาช้าไปหน่อยขออภัยด้วยครับ ช่วงนี้งานยุ่งไปหน่อยครับ

    เรามาต่อกันเลยครับ






    ความเป็นมาของ Windows ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกท่านน่าจะได้เห็นกันแล้วว่า ตั้งแต่ Windows 1 จนถึง Windows 98 SE นั้นเป็นอย่างไร มีการพัฒนาไปในทิศทางไหนบ้างนะครับ ในวันนี้เราจะมาสานต่อตำนานของ Windows ที่ยังมีอะไรหลายๆ อย่างน่าสนใจอยู่อีกจำนวนมากครับ เรียกได้ว่าระยะเวลาตั้งแต่ 1985 ที่ Windows 1 ได้เปิดตัวมาจนถึงปัจจุบันผ่านไปแล้ว 29 ปี Windows นั้นทั้งเคยอยู่ในยุครุ่งเรืองและยุคตกต่ำ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปชมตำนานบทต่อไปกันเลยครับ


    Windows ME



    สำหรับ Windows ME หรือ Windows Millennium Edition ได้เปิดตัวสู่ผู้ใช้ทั่วไปเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2000 ครับ Windows Me นั้นได้รับการพัฒนาขึ้นมาหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการบูทเข้าระบบที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา มาพร้อมกับโปรแกรมที่ตอบรับความบันเทิงแบบครบวงจรคือ Windows Media Player 7, Windows Movie Maker และ Windows Image Acquisition framework สำหรับการรับรูปภาพจากเครื่อง scanners digital cameras ดีไซน์ต่างๆ ยังคงคล้ายกันกับ Windows 98SE แต่ทว่าการทำงานของระบบปฏิบัติการ Windows ME นั้นแตกต่างออกไปครับ


    Windows ME ถือเป็นระบบปฏิบัติการสุดท้ายที่ใช้พื้นฐานทั้งหมดมาจาด DOS ครับ นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับโปรแกรมสำหรับรักษาระบบที่มีมาจนถึงปัจจุบันอย่าง System File Protection และ System Restore นอกไปจากนั้นยังไม่ได้การอัพเดท home networking tools เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในการใช้งานจริงแล้วกลับพบว่า Windows ME นั้นไม่ได้เร็วอย่างที่ Microsoft คาดไว้ครับ แถมระบบก็ไม่มีความเสถียร (ถ้าใครเคยใช้รุ่นนี้ น่าจะจำคืนวันที่เจอ Blue Screen of Dead กันบ่อยๆ ได้ใช่ไหมครับ) เหนือสิ่งอื่นใดก็คือเรื่องของการรองรับกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่มีปัญหา และได้นำเอาการเข้าถึง real mode DOS ออก ทำให้ตัวระบบนั้นได้รับเสียงก่นด่าอย่างมากมาย และในที่สุด Windows ME ก็ถือว่าเป็น Windows ของ Microsoft รุ่นที่ 4 ที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยครับ สำหรับวันที่สิ้นสุดการสนับสนุน Windows ME นั้นคือวันที่ 11 เดือนกรกฎาคม 2006 ครับ






    Windows NT x.x



    ในช่วงที่ Microsoft พัฒนา Windows 3.1 อยู่ (ช่วงเดือน พฤศจิกายน 1988) ทาง Microsoft ได้แยกทีมพัฒนาขึ้นมาอีกหนุ่งทีมซึ่งคุมโดย Digital Equipment Corporation (มีนักพัฒนานาม Dave Cutler และ Mark Lucovsky เป็นผู้ควบคุมทีม) เพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบปฏิบัติการสำหรับ Workstation อย่าง IBM และ Microsoft OS/2 หรือ ?NT OS/2? มุ่งเน้นไปยังด้านของการรักษาความปลอดภัย, Multi-user หรือ สนับสนุนผู้ใช้รายราย, เข้ากันได้กับ POSIX และ ผู้ใช้สามารถทำงานแบบแยกส่วนได้, preemptive multitasking และรองกับกับหน่วยประมวลผลแบบ multiple processor architectures

    อย่างไรก็ตามด้วยความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการปล่อย Windows 3.0 ทางทีมงานพัฒนา NT ตัดสินใจที่จะทำโครงการซ้ำใหม่ด้วยการพอร์ทระบบ 32-bit อย่าง Windows API หรือที่รู้จักกันในชื่อ Win32 แทน OS/2 ทั้งนี้ Win32 ยังคงมีโครงสร้างที่เหมือนกับกับ Windows APIs ซึ่งทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถที่จะทำการพอร์ทโปรแกรมจากระบบปฏิบัติการ Windows 3.0 มาลง Windows NT ได้อย่างง่ายดาย


    หลังจากการใช้เวลาสักพักหนึ่ง Windows NT ก็ถูกปล่อยออกมาสู่ตลาดในเดือน กรกฎาคม 1993 ภายใต้ชื่อ Windows NT 3.1 (ใช้ชื่อเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับ Windows 3.1 ที่ดังมากในขณะนั้น) ซึ่งเป้าหมายมุ่งเน้นไปยังผู้ใช้ระดับ Workstation และ servers หลังจากนั้นในเดือนกันยายน 1994 ก็ได้มีการปล่อย Windows NT 3.5 ซึ่งเน้นทางด้านการปรับปรุงทางด้านประสิทธิภาพและสนับสนุน NetWare ตามมาด้วยในเดือนพฤษภาคม 1995 กับ Windows NT 3.51 ที่ปรับปรุงทางด้านประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานกับสถาปัตยกรรม PowerPC ในเดือนมิถุนายน 1996 Microsoft ได้ปล่อย Windows NT 4.0 ออกมาโดยในเวอร์ชันนี้นั้นได้มีการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ให้คล้ายคลึงกับ Windows 95 และในวันที่ 31 เดือนธันวาคม 2004 Microsoft ก็หยุดการให้การสนับสนุน Windows NT 4.0
    (เวอร์ชัน server)






    Windows 2000 (NT 5.0)



    เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2000 ทาง Microsoft ได้เปิดตัว Windows 2000 ออกมาในฐานะผู้สานต่อ Windows NT และถือเป็นการสิ้นสุดการใช้ชื่อระบบปฏิบัติการ Windows NT มาตั้งแต่ตอนนั้น โดย Windows 2000 นั้นสามารถใช้งานได้ทั้งเครื่อง client และ server แต่การใช้งานนั้นจะเน้นไปที่ server มากกว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 นั้นเป็น Windows เวอร์ชันแรกที่มีการแยกระดับของระบบปฏิบัติการ โดย Microsoft ได้แบ่ง Windows 2000 ออกเป็น 4 ระดับได้แก่ Professional, Server, Advanced Server และ Datacenter Server ซึ่งแต่ละระดับนั้นก็มุ่งเน้นเป้าหมายไปยังผู้ใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

    ถึงจะแยกระดับการใช้งานอย่างชัดเจนแต่ Windows 2000 ทุกเวอร์ชันนั้นก็มาพร้อมกับโปรแกรมอรรถะประโยชน์ของทาง Microsoft เหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็น Microsoft Management Console หรือ standard system administration อีกทั้ง Windows 2000 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่อำนายความสะดวกสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านต่างๆ เช่นปัญหาด้านสายตาหรือปัญหาเรื่องของการได้ยิน


    Windows 2000 ยังมาพร้อมกับระบบไฟล์ NTSF 3.0 ที่รองรับขนาดความจุของแหล่งเก็บข้อมูลที่มากขึ้น มีระบบการเข้ารหัสไฟล์ และมีความสามารถในการเตรียมการ Active Directory services และ fault-redundant storage volumes นอกไปจากนั้น Windows 2000 ยังสามารถที่จะทำการ install ได้ด้วยการ install ตามปกติและสามารถที่จะทำเป็น Bootable CD เพื่อใช้งานการ Install ได้ ทั้งนี้ Windows 2000 ได้รับความไว้วางใจและยกย่องว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากที่สุดในขณะนั้น Windows 2000 ถูกปลดประจำการไปเมื่อวันที่ 13 เดือนกรกฎาคม 2010






    Windows XP (NT 5.1)



    ด้วยเสียงด่าทอ Windows ME ที่มีมาอย่างไม่ขาดสาย ทาง Microsoft จึงได้ตัดสินใจทิ้งฐานการพัฒนาระบบปฏิบัติการภายใต้ DOS แล้วหันมาพัฒนาระบบปฏบัติการใหม่บน Windows NT ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม รวมทั้งเสถียรภาพที่มีมากกว่า ทำให้เกิดเป็น Windows XP ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่รองรับการใช้งานผู้ใช้ทุกระดับตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปยัน Workstation ครับ

    Windows XP นั้นนำเอาเรื่องของความเข้ากันได้ของการใช้โปรแกรมสืบมาจาก Windows 9X แต่สถาปัตยกรรมภายใน(kernel) นั้นเป็นของ Windows NT ซึ่งทำให้ระบบปฏบิัติการ Windows XP นั้นสามารถใช้งานง่าย และมีความเสถียรเป็นอย่างมาก Windows XP นั้นเปิดตัวสู่สายตาชาวเมื่อวันที่ 25 เดือนตุลาคม ปี 2001 นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมภายในเป็นของ Windows NT แล้ว ระบบ)กบิัติการ Windows XP ยังได้รับการอัพเกรด User Interface (UI หรือ ส่วนต่อประสาน) ใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีความสวยงามและใช้งานง่ายกว่า Windows เวอร์ชันก่อนหน้าเป็นอย่างมาก


    นอกไปจากนั้นยังได้รับการอัพเกรด streamlined multimedia และ networking features, มาพร้อมกับโปรแกรมทางด้าน Network มากมายไม่ว่าจะเป็น Internet Explorer 6, Outlook Express 6, Windows Messengerและ MSN Explorer ระบปฏิบัติการ Windows XP ยังสนับสนุนการใช้งานร่วมกับ.NET Passport services ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาสำหรับระบบ Windows ปฏิบัติการก่อนหน้านี้ได้ และยังมี Remote Assistance functionality การเล่นเกมนั้นก็ถูกพัฒนาให้ง่ายขึ้นโดย Windows XP มาพร้อมกับ DirectX 8.1 และสามารถที่จะอัพเกรดเป็น DirectX 9.0c ได้

    ระบบปฏิบัติการ Windows XP นั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ Home Editionและ Professional โดยตอนวางขายนั้นจะมีทั้งเวอร์ชันเต็มและเวอร์ชันอัพเกรด โดยหากผู้ใดจะใช้เวอร์ชันอัพเกรดจะต้องมีระบบปฏิบัติการ Windows มาก่อนหน้านั้นแล้วถึงจะสามารถ install Windows XP ได้ Windows XP นั้นถือได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จของ Microsoft เป็นอย่างมากเนื่องจากว่าสามารถที่จะทำยอดขายได้ทั่วโลก โดย Windows XP นั้นได้มี Service Pack ออกมา ถึง 3 รุ่นด้วยกันเพื่อทำการอัพเกรดให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม Windows XP ถูกจารึกว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่มีระยะเวลาการสนับสนุนจาก Microsoft นานที่สุด คือ 13 ปีด้วยกัน โดยทาง Microsoft พึ่งจะมาหยุดให้การสนับสนุน Windows XP เมื่อวันที่ 8 เดือนเมษายน ปี 2014 ที่ผ่านมา

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับตอนต่อประวัติความเป็นมาของระบบปฏิบัติการ Windows ทั้งนี้ตำนานของ Windows ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ครับยังมีวันเวลาที่ทั้งดีและแย่ของระบบปฏิบัติการ Windows อีกมาก ขอให้ทุกท่านคอยติดตามตอนต่อไปกันด้วยนะครับ


    ที่มา : microsoft, wikipedia, wpcenter
    Last edited by S.M.TRUE; 21 Sep 2014, 15:42:34.

    Comment


    • #3
      อยากอ่านต่อ

      Comment


      • #4

        ผมมีเก็บไว้สะสมไว้

        Comment


        • #5
          มารออ่านต่อ ^ ^

          Comment


          • #6
            จำได้ตอนเล่นคอมใหม่ๆ จับวินโด้ 98 ก่อนเลยแล้วมา2000,xp,vista,7,8,8.1 มั้ง

            Comment


            • #7
              รำลึกความหลัง

              codename

              Last edited by low2tech; 10 Oct 2014, 14:27:56. Reason: ms codename

              Comment


              • #8
                ผมมีความหลังกับ Windows Xp มากเลยครับ นึกแล้วใจหาย

                Comment


                • #9
                  เอาภาพมาประกอบให้ครับ

                  Microsoft Windows 1.0







                  Comment


                  • #10
                    เอาภาพมาประกอบให้ครับ

                    Microsoft Windows 2.0





                    Microsoft Windows 2.1



                    Comment


                    • #11
                      เอาภาพมาประกอบให้ครับ

                      Microsoft Windows 3.0






                      Microsoft Windows 3.1



                      Microsoft Windows 3.1 for workgroup
                      Last edited by chuanb; 21 Sep 2014, 14:07:15.

                      Comment


                      • #12
                        เอาภาพมาประกอบให้ครับ

                        Microsoft Windows 95, 98, ME





                        Comment


                        • #13
                          เอาภาพมาประกอบให้ครับ

                          Microsoft Windows 2000

                          Comment


                          • #14
                            เอาภาพมาประกอบให้ครับ

                            Microsoft Windows XP


                            Comment


                            • #15
                              เอาภาพมาประกอบให้ครับ

                              Microsoft Windows Vista, 7, 8

                              Comment

                              Working...
                              X