ด้านหลัง Power Amp ของผมมันจะมีช่อง invert output เป็น RCA มันเป็นช่องสำหรับเสียบอะไร
Announcement
Collapse
No announcement yet.
invert output ที่ Power AMP คืออะไรครับ
Collapse
X
-
แอมป์ของอะไรครับ พอจะมีชื่อรุ่นไหม ...Invert ในเครื่องเสียงคือการกลับเฟสของสัญญาณครับ และเป็นการกลับ 180 องศา แต่สำหรับลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ (Active Sub-Woofer) ที่ใช้สำหรับเครื่องเสียงบ้านมักจะใช้วอลลุ่มหรือสวิทช์สำหรับหมุนปรับเฟสแทน และจะสกรีนว่า Phase 0-180' ...การปรับเฟสคือการปรับสัญญาณของคลื่นความถี่ที่ออกมาจากแหล่งกำเหนิดเสียง ในที่นี้ก็คือลำโพงละครับ
500px-Interference_of_two_waves.svg.png
ยกตัวอย่างเช่น ลำโพงซ้าย-ขวา วาง ระยะทางจากหูเราถึงลำโพง 3 เมตร แต่ลำโพงซับวูฟเฟอร์วางมีระยะทาง 5 เมตร คราวนี้เมื่อเปิดเสียงเพลง เพลงที่ดังมันจะมีคลื่น (Wave) เสียงออกมา ซึ่งเมื่อลำโพงซ้าย-ขวามีเสียงออกมา และคลื่นเสียงที่ดอกลำโพงดังออกมาเป็นซีกบวก แต่พอมาถึงหูเราที่นั่ง***งออกมา 3 เมตร สมมติให้เป็นคลื่นซีกบวกเหมือนกันกับที่ดอกลำโพง ซึ่งถือว่าเป็นเฟสที่ถูกต้อง ...แต่ที่ลำโพงซับฯ คลื่นออกจากดอกลำโพงเป็นคลื่นซีกบวกเหมือนกัน แต่เมื่อเดินทางมาถึงหูเรา และสมมติให้มันเป็นซีกลบ เพราะระยะทางไม่เท่ากัน และดอกลำโพงก็มีขนาดไม่เท่ากัน ....ตรงนี้เองที่นักเล่นนักฟังเทพฯหลายๆคนบอกว่าเสียงมันกลับเฟส คือลำโพงซ้าย-ขวามันกลับเฟสกับลำโพงซับฯ และเจ้า Invert ที่ว่าก็จะมาจัดการแก้ปัญหาตรงนี้แหละครับ คือมันจะกลับเฟสให้ตรงข้ามกันไปเลย อย่างที่ลำโพงซับฯเมื่อคลื่นเสียงเดินทางถึงหูเรามันเป็นซีกลบ เราก็กดสวิทช์หรือหมุนวอลลุ่มปรับเฟสคลื่นเสียงที่ดังออกมาจากดอกลำโพงซับฯจะเป็นคลื่นซีกลบ แต่เมื่อเดินทางมาถึงหูเรามันจะเป็นซีกบวก ซึ่งคลื่นมันตรงกับลำโพงซ้าย-ขวาพอดีในตำแหน่งที่เรานั่งฟังครับ
...จริงๆ การกลับสายลำโพงจากขั้วบวกเป็นขั้วลบ จากขั้วลบเป็นขั้วบวก ก็คือการกลับเฟสเหมือนกันครับ
-
ครับ ผมลองค้นข้อมูลดูไปเจอแนวคล้ายๆกันครับ เป็นของรุ่น MA-500 แต่ก็ไม่น่าจะต่างกันมาก
Thought this would be nice for people trying to bridge their Marantz monoblocks like the MA500 or MA700 to have, it was a PITA to track this down! I believe the * note was not to ground the units, the Marantz tech on the phone mentioned that to me. Hope this helps someone! (It sure woulda...
ช่องที่คุณว่ามาตอนแรกผมก็นึกไปโน่นเลยครับ จนออกอ่าว ออกนอกประเทศไปไกลลิบ ...ซึ่งจริงๆแล้วช่อง Invert Output ใน MA-700 และ MA-500 มันคือช่องสัญญาณเอาท์พุตที่มีเฟสตรงกันข้ามกับช่องอินพุตเลยครับ แอมป์ตัวที่รับสัญญาณมาจากปรีแอมป์ หรือจากคอมพิวเตอร์จะหน้าที่ขยายสัญญาณในซีกบวก ส่วนแอมป์ตัวที่รับสัญญาญ Invert มาจากแอมป์ MA-700 อีกตัวนั้นจะทำหน้าที่ขยายสัญญาณซีกลบ ...การต่อแบบนี้ฝรั่งเรียกว่า Bridge wire two Mono ก็คือการต่อแอมป์ MA-700 2 ตัว ให้มีกำลังขับมากขึ้นครับ หรือที่เราเรียกกันว่าบริดจ์โมโนครับ แต่ไม่ต้องมีสวิทช์กดแบบแอมป์ทั่วไป ใช้แค่สาย RCA to RCA กับวิธีการต่อสายลำโพงแบบที่ว่าก็จะได้กำลังมากขึ้นแล้วครับ
เอ...ถ้าจำไม่ผิด แอมป์ตัวนี้มันนานแล้วนิครับ มันน่าจะออกมาเมื่อปี 2535 หรือ 2536 หรือปล่าวครับ ถ้ายังอยู่ครบทั้งชุดก็น่าอิจฉาเลยครับ เพราะมันเป็นโมโนล้วนๆ แยกแชนแนลของใครของมันเด็ดขาดนักเชียว
Comment
-
ขอบคุณมากเลยครับ ละเอียดมาก ๆ อุดส่าไปค้นให้
ครับแอมป์เป็น Mono Block มีอยู่ 2 ตัวครับ ใช้งานได้ตามปกติครับ ขับลำโพงซ้าย ขวา เอาไว้ฟังเพลงครับ เปิดจากคอมเข้า Rcam rDAC แล้วเข้า Power ตรง ๆ เลย เสียงแห้งไปนิด ไม่ฉ่ำหวาน แต่รายละเอียดดี มิติพอใช้ได้ เวทีชัดเจน เสียงสะอาดดี ตอนนี้กำลังมอง ๆ ปรีอยู่ แต่ยังไม่ถูกใจ ปรีตัวเก่า ใช้ Magnet PV-02 เสียงมันหวานนุ่นขึ้น แต่เสียงกลับบางลง
ถ่าอย่างนี้ ในกรณีที่เป็นลำโพง ที่มีขั่วต่อแบบ ไบด์ไวร์ จะเอาไปต่อแบบ ไบด์ไวร์ ได้ป่าวครับ แต่ตามที่ผมเข้าใจไม่น่าจะได้ เพราะมันเป็นการเพิ่มกำลังอย่างเดียวไม่ได้แยกเสียง สูง กับ ต่ำ ขั่วที่ต่อลำโพงได้ก็มี 2 ขั่วเหมือนเดิมLast edited by analys; 30 Sep 2012, 01:03:42.
Comment
-
...ใช่ครับ มันต่อเป็น Bi-wire ไม่ได้ครับ เพราะเสียงความถี่ต่ำ(ลำโพงเสียงทุ้ม)กับเสียงความถี่สูง(ลำโพงทวีตเตอร์)มันจะให้คลื่นคนละด้านกันครับ เพราะว่าแอมป์ตัวแรกกับตัวที่สองทำงานคนละซีกคลื่น แต่ถ้าไม่ได้บริดจ์โมโนเราก็พอจะใช้ Bi-wire ได้ครับ
Fig1.gif
Bi-Wired.gif
วิธีก็คือ หลังแอมป์ MA-700 แต่ละตัวมันมีขั้วต่อลำโพงชุดเดียว คราวนี้เราก็หาสายลำโพงมาอีกชุด แล้วต่อจากขั้วต่อลำโพงด้านหลังแอมป์ MA-700 เหมือนกัน ซึ่งเราจะได้สายลำโพง 2 เส้นต่อหนึ่งข้าง ...จากนั้นก็ลากสายไปต่อที่ขั้วลำโพงของเสียงสูง 1 เส้น เสียงต่ำ 1 เส้น อีกข้างก้ต่อเหมือนกันครับ และต้องถอดตัวจั้มเปอร์ที่ขั้วต่อหลังลำโพงออกด้วยนะครับ อีกอย่างตอนที่จะต่อสาย ต้องดูขั้วสายดีๆนะครับ อย่างให้สลับบวก-ลบ เดี๋ยวแอมป์พัง เพราะผมไม่แน่ใจว่าครอสส์โอเวอร์ เน็ตเวิร์ค (Cross-Over Network)ในลำโพงมันแยกกราวนด์ของเสียงสูง-เสียงต่ำหรือเปล่า สังเกตดูครับ ถ้ามันมีจั้มเปอร์ หรือลิ้งค์ที่ขั้วลำโพงก็แสดงว่ามันแยกกราวนด์มาแล้ว แต่ถ้าไม่มีก็แน่นอน มันรวมกราวด์ไว้ที่เดียวกันซึ่งถ้าเราต่อ Bi-Wire ก็ไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง
ออ ลืมบอกไป การต่อแบบ Bi-wire มันมักจะทำให้ดุลย์เสียงนั้นบางลงนะครับ ฟังตอนแรกเราจะได้ยินรายละเอียดมากขึ้น แต่เนื้อเสียงทั้งหมดมันจะติดไปทางบาง ไม่ค่อยอิ่มไม่ค่อยแน่น ได้อย่างเสียอย่างละครับ
แฮะๆ ไม่รู้ว่าจะเป็นการสอนจรเข้ว่ายน้ำหรือเปล่านะครับ
ถือว่าแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะครับ
Comment
-
Originally posted by Nukie View Postแฮะๆ ไม่รู้ว่าจะเป็นการสอนจรเข้ว่ายน้ำหรือเปล่านะครับ
ถือว่าแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะครับ 
ไม่หรอกครับ ผมก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง งู ๆ ปลา ๆ อยู่เลยครับ ดีครับได้แบ่งปันความรู้กัน
ผมสงสัยครับ ถ่าเราต่อแบบนี้มันคล้าย ๆ กับการใช้จั้มเปอร์หรือปล่าวLast edited by analys; 1 Oct 2012, 09:14:13.
Comment
-
คล้ายกันในทางทฤษฎีครับ แต่ในทางปฏิบัติมันต่างกัน เพราะว่าคุณภาพของตัวจั้มเปอร์มันจะสู้สายลำโพงไม่ค่อยจะได้ ถึงแม้จะเป็นจั้มเปอร์ที่ออกแบบมาอย่างเหนือชั้น เช่น ใช้ทองแดงล้วน ใช้เงินล้วน ฯลฯ มันก็สู้สายลำโพงไม่ค่อยได้ครับ ถึงแม้ว่าสายลำโพงมันมีค่า R C L ก็ตามนะครับ
preview_html_17c318af.jpg
ซึ่ง R คือค่าความต้านทานของสายลำโพง ที่เกิดจากเส้นผ่านศูนย์กลางของสายและความยาวของสาย ส่วน C คือค่าความจุที่เรียกว่าคาปาซิเตนท์ (capacitance) และค่า L คือค่าการเหนี่ยนำ (Inductance) ของสายในเวลามีกระแสหรือแรงดันไฟฟ้าผ่านตัวมันไปเข้าที่ลำโพงครับ
คงเพราะสัญญาณเสียงมันมีเรื่องกระแสของไฟฟ้ากับแรงดันไฟฟ้า และเรื่องความถี่เสียง รวมถึงค่าความต้านทานที่ลำโพงมันจะเปลี่ยนไปตามความถี่เสียงที่ดังออกมาด้วยมั้งครับ พอมาถึงตรงนี้มันก็จะพาไปถึงเรื่องของความถี่(อีกแล้ว) ที่ว่า ...ความถี่สูงหรือเสียงแหลมมันมีกำลังน้อยกว่าความถี่เสียงกลางหรือเสียงต่ำ และในเมื่อมันมันมีกำลังน้อย เมื่อมันต้องเดินทางผ่านสายลำโพงมันก็มักจะอยู่ที่ผิวนอกเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีแรงที่จะเข้าไปถึงชั้นในๆได้เท่าความถี่กลาง-ต่ำ ซึ่งมันมีกำลังหรือกระแสที่มากกว่า
ในเมื่อมันมีกำลังน้อยมันก็อาจเกิดการสูญเสีย เขาเลยทำสายลำโพงแบบใช้เส้นทองแดงฝอยๆเพื่อให้ความถี่สูงมันผ่านได้สะดวกโยธิน แฮะๆ ส่วนพวกความถี่อื่นๆที่มีแรงเยอะ เขาก็เอาสายทองแดงหรือสายอะไรก็แล้วแต่ ทำให้มันมีหน้าตัดที่ใหญ่เพื่อให้สัญญาณไม่โดนรีดกำลัง และไม่เกิดการอัดอั้น ...สายลำโพงบางยี่ห้อนิยมใช้เส้นทองแดงหลายแบบ เช่น เล็ก กลาง ใหญ่ เพื่อกำหนดให้ความถี่นั้นๆผ่านตัวมันได้ไม่ตกหล่น แต่ก็มีบางยี่ห้อที่ออกแบบโดยใช้สายแบบฝอย แต่เอาหลายๆฝอยมารวมให้เป็นเส้นใหญ่ๆ ซึ่งก็ว่ากันไปตามการตลาดของใครของมันครับ
จุดที่แตกต่างจากจั้มเปอร์ก็น่าจะมาจากตรงนี้ละครับ คือในทางปฏิบัติความถี่ทั้งหมดมันอาจจะตกหล่นและมาไม่ครบ เพราะส่วนใหญาจั้มเปอร์จะเป็นแผ่นเหล็กหรือแผ่นทองแดง หรือไม่ก็เป็นแกนลวดกลมๆ มันเลยมีผลต่อเสียงสูงที่ไม่ค่อยจะใส หรือใสก็จะติดไปทางสว่างจ้าเหมือนส่องไฟเข้าหน้า มันไม่เหมือนแสงอาทิตย์ที่สว่างทั่วอณูทิศ
เอางี่ครับ ตาเริ่มปิดแล้ว ขอรวบรัดตัดบทก่อนนะครับ หาสายลำโพงมาแทนจั้มเปอร์ดีกว่า ...ให้เอาสายลำโพงที่มีหรือสานที่คิดว่าน่าจะเหมาะ ตัดให้ได้ความยาวซักเกือบๆคืบหนึ่ง ตัดทั้งหมดเป็น 4 เส้นนะครับ แล้วปอกฉนวนหัว-ท้ายให้โผล่เฉพาะทองแดง คราวนี้ก็เอาไปใช้แทนจั้มเปอร์ดูครับ โดยไม่ต้องใช้ Bi-Wire
เพิ่มเติมอีกหน่อยครับ ลองเอาสายลำโพงเข้าขั้วชุดเสียงสูง หรือเสียงต่ำก็ได้แนวต่างกันซักหน่อยเหมือนกันครับ โดยยังคงใช้สายแทนจั้มเปอร์เหมือนเดิมได้
Comment
Comment