Announcement

Collapse
No announcement yet.

ชิบ DAC สำคัญขนาดไหน ??????????????

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • ชิบ DAC สำคัญขนาดไหน ??????????????

    เนื่องจากได้มีโอกาสประกอบ DAC ใช้เองมา 2 ตัว ซื้อ DAC ใช้อีก 3 ตัว

    สรุปตอนนี้ที่บ้านมี DAC อยู่ 4 ตัว (ขายไป 1 ตัว ^^)

    ซึ่งผมมีหูแค่ 2 หู และกิเลสความ ยากรู้ ยากที่จะขอลอง อีกมากมาย แต่ทุนไม่เอื้อยอำนวย

    เลยขอถามหาความรู้จากเพื่อนๆ เกี่ยวกับเรื่อง รหัสชิบ DAC ต่างๆ หน่อยว่าสำคัญขาดไหน ?????????????


    เท่าที่ผมพบจะจับประเด็นจากคำถามของผมได้คือ
    สิ่งที่เป็นตัววัดที่ยากที่สุดของการ เล่น DAC คือ ภาพขยาย >> อนาล็อก << สุดท้ายมันไม่เหมือนกัน...


    ซึ่งเจ้าภาคอนาล็อกที่ว่านี้ หน้าที่หลักคือขยายเกน >>> แต่มันก็แฝงบุคลิกความเป็น PRE ในตัวมันเองด้วยเสมอ

    เพราะหลักการของ DAC ทุกตัวมันก็เหมือนๆ กัน

    รับสัญญาณดิจิตอลมาถอดรหัส >>> เป็นอนาล็อก <<< ซึ่งตอนที่เป็นสัญญาณ อนาล็อก เท่าที่ผมสังเกต ไม่ว่าจะมาจากสัญญาณ

    ชิบ CS4398, AD1865, TDA1541A, WM8741, PCM1704UK, ES9018 และอื่นๆ.........

    สุดท้ายก็จะมาลงเอยที่ภาคขยายสัญญาณ อนาล็อก ทั้งหมด ซึ่ง........

    เจ้าภาคขยายสัญญาณ อนาล็อกที่ว่านี้ มันมีตั้งมากมายหลายร้อยวงจร -_- (จริงๆ มากมายจนนับไม่ไหว)

    อย่าง TDA1541A ก็มักจะใช้ภาคหลอดเป็นตัวขยายเกน หรือจะใช้ Opam เป็นตัวขยายก็ได้ (ผมทำอยู่ ^^)


    ......... หากเราไม่เคยทดสอบเอา ภาคอนาล็อก ที่เหมือนกัน !!!!!!!!!
    มาเทสแบบ A-B กัน แล้วจะมั่นใจได้ยังไงว่า ชิบ DAC ถอดสัญญาณดิจิตอลตัวไหนมัน เจ๋งกว่ากัน



    ทำให้ผมเกิดคำถามหมุนวนในหัวจนมึนงง ว่าแล้วเจ้า รหัสชิบ DAC ต่างๆ หน่อยว่าสำคัญขาดไหน ?????????????


    หากเพื่อนๆ ท่านใดพอจะมีคำแนะนำเพิ่มเติมจะขอบขุณเป็นอย่างมากครับ

  • #2
    Originally posted by yoyoeiei View Post
    เจ้าภาคขยายสัญญาณ อนาล็อกที่ว่านี้ มันมีตั้งมากมายหลายร้อยวงจร -_- (จริงๆ มากมายจนนับไม่ไหว)
    ผมว่าอยู่ที่มองมากกว่า
    ว่าจะถือเป็นวงจรร่วมกับชิบDAC
    หรือจะมองว่าเป็นปรีที่ไม่มีโวลุ่ม
    นึกๆดูแยก วงจร (PCB) เป็น2 ส่วนก็น่าจะทำได้นี่ครับ
    Last edited by tiger X-fi; 3 Feb 2012, 12:21:46.

    Comment


    • #3
      ชิพ dac ผมก็ไม่ได้อยากให้เทียบหรอกครับว่าตัวไหนมันดีกว่ากัน
      เพราะแต่ละตัวก็มีความเด่นในแต่ละด้านของมันเอง
      คงอยู่ที่ผู้ผลิตเค้าออกแบบมาว่าต้องการแบบไหนมากกว่า

      Comment


      • #4
        กระทู้วิชาการสุดขรึม ขอติดตามความคืบหน้าต่อนะครับ เห่อๆ

        Comment


        • #5
          Originally posted by FolkTrance View Post
          กระทู้วิชาการสุดขรึม ขอติดตามความคืบหน้าต่อนะครับ เห่อๆ
          ด้วยๆ ^^

          Comment


          • #6
            ผมก็คิดเหมือนๆท่าน yoyoeiei สุดท้่ายแล้วบุคลิกเสียงจะถูกกำหนดโดยภาคปรีสุดท้ายหรือภาคขยายสุดท้่าย จะเห็นผลง่ายมาก

            ผมคิดว่าการทำงานของ dac หลายๆยี่ห้ออาจจะเหมือนๆกันหรือคล้ายๆกัน แต่ผมคิดว่าการจัดโครงสร้างของ dac แต่ละเบอร์และยี่ห้อก็น่าจะมีผลกับเสียงอยู่(Diagram น่าจะมีผลมาก) เพราะอย่าง opamp การจัดวงจรภายในตัวมันก็มีผลต่อเสียงแล้ว

            นี่เป็นคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

            Comment


            • #7
              Originally posted by FolkTrance View Post
              กระทู้วิชาการสุดขรึม ขอติดตามความคืบหน้าต่อนะครับ เห่อๆ
              Originally posted by e20zei View Post
              ด้วยๆ ^^
              ด้วยคนครับ ความรู้ จดๆๆ

              Comment


              • #8
                ผมมือใหม่ไม่มีความรู้แต่เท่าที่สังเกตุและลองฟัง ชิป dac หลายเบอร์ มันทำงานเหมือนกัน เสียงที่ออกมาสุดท้ายถูกกำหนดด้วย opamp สำหรับที่ผมเคยฟัง อย่างของผม pcm1973 ของคุณ monolab AD1865 ฟังก็นุ่มๆนวลๆ แต่พอผมเอา 637sm ลงไปใส่เท่านั้น เปลี่ยนไปเลยกล้ายเป็นเสียงของ 637sm ไปเลย แบบนี้ก็แสดงว่า ชิป dac ทำหน้าที่แปลงเท่านั้น ส่วนเสียงมาจากตัวอื่นๆ เท่ากับว่าไม่ว่าจะทำdac เบอร์ไหนออกมา แทบไม่มีความหมายด้านเสียงเลย
                ผมมีปรีopamp 2 ตัว แต่ละตัวใส่opamp เบอร์ต่างกัน พอเอาdac มาต่อกับปรีทั้งหมด เสียงก็ไปตามปรีหมดตามopamp ที่ใส่อยู่ครับ

                Comment


                • #9
                  ไม่ลองเล่นภาคดิจิตอลกันล่ะครับ จะได้รู้ว่าภาคดิจิตอลมีผลมั้ย?

                  ลองเล่นพวก R-C แถวทางเดินสัญญาณ ดูก็ได้

                  Comment


                  • #10
                    ถึงภาคสุดท้ายที่เป็นAnalog จะทำให้เสียงเปลี่ยนไป แนวเสียงของIC DACเล็กๆน้อยๆก็ยังคงอยู่ สุดท้ายกลับมาปรับปรุงภาคDigital แบบที่คุณ ManiacMaewบอกเสียงมันก็เปลี่ยนได้ จนทำให้รู้ว่า ทุกภาคที่สัญญาณเดินผ่านมีผลต่อเสียงหมด

                    Comment


                    • #11
                      ถ้าอยากรู้ว่า ชิบDACของแต่ละยี่ห้อ แต่ละเบอร์ มีผลอะไร มีผลด้านไหน ต่างกันแค่ไหน คุณต้องใช้ตัวแปรอื่นในระบบให้เป็นตัวเดียวกัน
                      เช่น
                      - จะเปลี่ยนชิบDACตัวไหน ก็ต้องใช้ ภาคจ่ายไฟเลี้ยงชิบDACตัวเดิม
                      - จะเปลี่ยนชิบDACตัวไหน ก็ต้องใช้ ภาคเอ้าท์พุทตัวเดิม

                      คุณไปใช้เอ้าท์พุทที่ต่างกัน ก็เหมือนคุณทดสอบส่วนของวงจรเอ้าท์พุท ส่วนของอะหลั่ยที่ใช้วงจรเอ้าท์พุท ไม่ใช่การทดสอบชิบDACแล้วละ
                      Last edited by keang; 3 Feb 2012, 11:32:30.

                      Comment


                      • #12
                        Originally posted by cleaning View Post
                        ผมมือใหม่ไม่มีความรู้แต่เท่าที่สังเกตุและลองฟัง ชิป dac หลายเบอร์ มันทำงานเหมือนกัน เสียงที่ออกมาสุดท้ายถูกกำหนดด้วย opamp สำหรับที่ผมเคยฟัง อย่างของผม pcm1973 ของคุณ monolab AD1865 ฟังก็นุ่มๆนวลๆ แต่พอผมเอา 637sm ลงไปใส่เท่านั้น เปลี่ยนไปเลยกล้ายเป็นเสียงของ 637sm ไปเลย แบบนี้ก็แสดงว่า ชิป dac ทำหน้าที่แปลงเท่านั้น ส่วนเสียงมาจากตัวอื่นๆ เท่ากับว่าไม่ว่าจะทำdac เบอร์ไหนออกมา แทบไม่มีความหมายด้านเสียงเลย
                        ผมมีปรีopamp 2 ตัว แต่ละตัวใส่opamp เบอร์ต่างกัน พอเอาdac มาต่อกับปรีทั้งหมด เสียงก็ไปตามปรีหมดตามopamp ที่ใส่อยู่ครับ
                        ผมว่าเสียงที่ได้มันเป็นเสียงที่ ผสมกันละหว่าง ชิพ DAC กะอะไหล่ c-r+ Opamp นะครับ

                        ผมลองทั้ง 637SM , AD797 , 2111AM , Moon , Earth , opamp HI END ฯลฯ ใช้เบอร์ดเดิมไปใส่ทั้ง SC ทั้ง DAC ที่มีอยู่เสียงไม่เห็นเหมือนกันสักตัว

                        ถ้าชิพ DAC มันไม่มีผล มันคงไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มั่งครับ เช่น 637SM ผมใส่ Elite Pro เสียงจัดกัดหูมากมาก พอเอามาใส่ DS นุ่มลงมาหน่อยฟังสบายขึ้น พอเอามาใส่ DAC FUN ได้รายละเอียดของชิ้นดนตรีเพิ่มขึ้นมาอีก

                        เสียงกำลังดีชัดคมไม่บาดหูและไม่นุ่มอย่าง DS (แต่แนวเสียงทุกตัวก็ยังคงเป็น 637SM อยู่) ตอนนี้ที่ผมใช้ Opamp ผมมองแค่ว่าเสียงมันแมตซ์ กับอุปกรณ์ ที่เราใช้อยู่ขนาดไหน ซะมากกว่า

                        637SM ผมตอนนี้นอนกองแน่นิ่งอยู่ในกล่อง ตอนนี้ใช้ DAC FUN ฟังเพลงเป็นหลัก กับ OPA602BP หรือ AD797 ฟังแล้วเคลิ้มกว่า 637SM ด้วยซ้ำครับ สำหรับผมอ่ะครับ

                        ผิดถูกยังไงขออภัยด้วยครับ

                        Comment


                        • #13
                          Originally posted by e20zei View Post
                          ผมว่าเสียงที่ได้มันเป็นเสียงที่ ผสมกันละหว่าง ชิพ DAC กะอะไหล่ c-r+ Opamp นะครับ

                          ผมลองทั้ง 637SM , AD797 , 2111AM , Moon , Earth , opamp HI END ฯลฯ ใช้เบอร์ดเดิมไปใส่ทั้ง SC ทั้ง DAC ที่มีอยู่เสียงไม่เห็นเหมือนกันสักตัว

                          ถ้าชิพ DAC มันไม่มีผล มันคงไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มั่งครับ เช่น 637SM ผมใส่ Elite Pro เสียงจัดกัดหูมากมาก พอเอามาใส่ DS นุ่มลงมาหน่อยฟังสบายขึ้น พอเอามาใส่ DAC FUN ได้รายละเอียดของชิ้นดนตรีเพิ่มขึ้นมาอีก

                          เสียงกำลังดีชัดคมไม่บาดหูและไม่นุ่มอย่าง DS (แต่แนวเสียงทุกตัวก็ยังคงเป็น 637SM อยู่) ตอนนี้ที่ผมใช้ Opamp ผมมองแค่ว่าเสียงมันแมตซ์ กับอุปกรณ์ ที่เราใช้อยู่ขนาดไหน ซะมากกว่า

                          637SM ผมตอนนี้นอนกองแน่นิ่งอยู่ในกล่อง ตอนนี้ใช้ DAC FUN ฟังเพลงเป็นหลัก กับ OPA602BP หรือ AD797 ฟังแล้วเคลิ้มกว่า 637SM ด้วยซ้ำครับ สำหรับผมอ่ะครับ

                          ผิดถูกยังไงขออภัยด้วยครับ
                          แบบนี้ก็คิดว่าถูกต้องครับ แต่ทั้งหมดถ้าเปลี่ยนผมก็ยังว่า opamp เป็นตัวกำหนดลักษณ์เสียงเลยครับ
                          พวก C ผมเปลี่ยนแทบฟังไม่ออกครับนอกจากเปลี่ยนให้ค่าสูงๆขึ้นอันนี้ฟังออกเพราะมันจะทีบขึ้นคงเนื่องจากเสียงแหลมผ่านไม่ได้ ตอนผม diy ผมก็ได้ลองหลายๆตัวเหมือนกันครับ ผมเอาสายคีบๆC ตัวดีๆเปลี่ยนดูนั่งฟังตะแคงฟัง นอนฟัง ก็ฟังไม่ออกครับ ถ้าค่าเดิมๆและใกล้เคียงกันครับ

                          Comment


                          • #14
                            Originally posted by cleaning View Post
                            ผมมือใหม่ไม่มีความรู้แต่เท่าที่สังเกตุและลองฟัง ชิป dac หลายเบอร์ มันทำงานเหมือนกัน เสียงที่ออกมาสุดท้ายถูกกำหนดด้วย opamp สำหรับที่ผมเคยฟัง อย่างของผม pcm1973 ของคุณ monolab AD1865 ฟังก็นุ่มๆนวลๆ แต่พอผมเอา 637sm ลงไปใส่เท่านั้น เปลี่ยนไปเลยกล้ายเป็นเสียงของ 637sm ไปเลย แบบนี้ก็แสดงว่า ชิป dac ทำหน้าที่แปลงเท่านั้น ส่วนเสียงมาจากตัวอื่นๆ เท่ากับว่าไม่ว่าจะทำdac เบอร์ไหนออกมา แทบไม่มีความหมายด้านเสียงเลย
                            ผมมีปรีopamp 2 ตัว แต่ละตัวใส่opamp เบอร์ต่างกัน พอเอาdac มาต่อกับปรีทั้งหมด เสียงก็ไปตามปรีหมดตามopamp ที่ใส่อยู่ครับ

                            ชิบ DAC มีผลโดยตรงเลยครับ ผมคิดว่ามันเป็นความเคยชินกับเสียงที่คุ้นเคยและเพลงที่ฟังบ่อยๆมากกว่าครับ
                            เลยนึกว่าเสียงมันคล้ายๆกันจริงๆ เสียงมันไม่เหมือนกันเลยครับ ผมฟังชิบ DAC มาหลายตัวยังไม่เจอที่ฟังแล้วเสียงจะเหมือนกันเดะ
                            ซักตัวครับ ยิ่งถ้าเป็นพวก NOS DAC เอาไปเทียบกับพวก OS DAC ก็ฟังไม่เหมือนกันแล้วครับ
                            จริงๆมันขึ้นกับระบบโดยรวมหลายอย่างที่จะสามารถ รีดบุคลิกเสียงของตัว DAC จริงๆ แต่ล่ะตัวออกมาได้สูงสุด
                            เช่นระบบจ่ายไฟ แอมป์ลำโพงและอื่นๆก็มีผลต่อ แนวเสียงที่ได้ยินอยู่พอสมควรครับ ขึ้นกับพวกนี้ด้วยครับที่จะ
                            สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงๆของชิบ DAC ออกมาได้ทั้งหมด

                            เมื่อก่อนผมก็เป็นพวกชอบเอาปรีเอา บัฟต่างๆเอาโทนต่างๆมาแต่งเสียงเหมือนกันครับ
                            แต่หลังๆมาเลิก ผมจะเน้นที่ทางเดินสัญญาณน้อยที่สุดการปรับแต่งน้อยที่สุด
                            เพื่อให้เกิดการสูญเสียที่น้อยที่สุด และคงบุคลิกเสียงของ DAC ไว้ครับ

                            ที่ผมเอา AD1865 ไปฟังที่บ้านคุณนั้นผมก็คิดว่าเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน Op-AMP เสียง
                            ก็ไม่ต่างจาก PCM1793 เลยครับเพราะระบบโดยรวมมันยังดึงบุคลิกเสียงของตัว DAC จริงๆ
                            ออกมาไม่ได้ครับ ผมมี DAC 4 - 5 ตัวที่บ้านฟังก็เสียงไม่เหมือนกันซักตัวครับ
                            AD1865,AD1955,PCM1794,PCM1798,AK4395 จะมีแค่ลักษณะของเสียงบางเสียงที่คล้ายๆ
                            กันเท่านั้นเองบางเพลงทำได้คล้ายกัน บางเพลงทำได้ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดครับ

                            ที่ฟังที่บ้านคุณเสียงมันยังสากๆอยู่เลยครับผมฟัง 1794 เสียงด้านสูงยังละเอียดกว่านี้เลยครับ
                            ถ้า AD1865 ไม่ต้องพูดถึงครับเสียงแหลมด้านสูงนี้ละเอียดแบบว่า พริ้วไหวไปตามอากาศเลยครับ
                            สากๆไม่มีและเสียงกลางจะอบอุ่น อ่อนหวานมากครับ ฟังยังไงก็ไม่เบื่อฟังได้นาน
                            ผมต่อ AD1865 เข้า แอมป์ LM4780 เลยครับไม่มีปรี มีบัพเอาไร มีแต่ I/V ขาออกมันเท่านั้น

                            Comment


                            • #15
                              Originally posted by cleaning
                              ตอนผม diy ผมก็ได้ลองหลายๆตัวเหมือนกันครับ ผมเอาสายคีบๆC ตัวดีๆเปลี่ยนดู
                              นั่งฟังตะแคงฟัง นอนฟัง ก็ฟังไม่ออกครับ ถ้าค่าเดิมๆและใกล้เคียงกันครับ
                              สายคีบ = สายไฟ + ตัวคีบ / เวลาคุณใช้งาน=เอาไปต่อคั่นระหว่าง C กับ วงจร
                              เพราะ ฉะนั้นเสียงที่ได้ = เสียงของสายคีบ + เสียงของตัวC


                              ใช้สายคีบ เสียงมันได้เต็มที่ก็เท่าที่สายคีบ(+ตัวคีบ)มันให้ได้
                              ตัวมันอั้นตรงไหน มันให้ไรได้แค่ไหน มันก็ทำได้เท่านั้นได้แหล่ะครับ



                              หากมีเวลา ลองเปลี่ยนจาก สายคีบ เป็น บัดกรีตรงที่ตัววงจร แล้วลองฟังเทียบดูใหม่สิครับ
                              เผื่อวิธีต่อตรง จะช่วยให้ให้ฟังความแตกต่างของCแต่ละตัว(ที่เอามาลองเสียง)ได้ง่ายขึ้นไม๊
                              Last edited by keang; 3 Feb 2012, 13:19:04.

                              Comment

                              Working...
                              X