วันนี้ขอมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ สินค้าของจีนอีกแล้วครับ
ซึ่งผู้นำเข้ามาตำหน่ายคือคุณน้ำชานั่นเอง
ทางคุณน้ำชาส่ง DAC มาให้ลองนั้นคือ MDAC2 และสายไฟ Moon 3 นั่นเองครับ

ผมขอแนะนำเจ้า MDAC2 ก่อนนะครับ MDAC2 นั้นเป็น DAC-Amp
คือสามารถใช้เป็น DAC-Pre ก็ได้ หรือจะใช้เป็น DAC-Headphone amp ก็ได้ครับ
มารู้จักหน้าตาของเจ้า MDAC2 กันก่อนดีกว่าครับ
หน้าตาอันเป็นมิตร นั่นหมายความว่าใช้งานง่าย
เห็นปุ๊บ หยิบจับใช้ได้ปั๊บแทบไม่ต้องเปิดคู่มือ


Input มีให้ครบครัน ตามแบบมาตรฐานนั่นคือ
Optical
Coaxial
USB
และสุดท้าย Wireless

ส่วนปุ่มตรงกลางและวงกลมด้านขวาคือ Volume นั่นเองครับ
ซึ่งถ้าจะใช้เป็น DAC-Pre ผมแนะนำว่าให้ปรับ Volume
ไว้ที่ประมาณเลข 5-6 นะครับ จะได้กำลังที่พอเหมาะ
ส่วนไฟตรงกลางไว้แสดงสภาณะ PAIR Wireless ได้ด้วย

ท้ายเต็มๆก็จะเห็นได้ว่ามี Input และ Output
มาให้เลือกช้กันได้ค่อนข้างครบครัน ในระดับผู้เริ่มเล่น
รวมทั้งยังสามารถใช้ขับหฟังได้อีกด้วย
โดยมีการแบ่งฝั่ง Input และ Output ได้ชัดเจน

รูปแรกจะเป็น Output คือ Headphone 6.3mm Jack และ RCA Output

ส่วนรูปที่สองเป็น Input แบบต่างๆ ซึ่งเลือกได้จากทางด้านหน้าครับ
หากสนใจ MDAC2 สามารถติดต่อคุณน้ำชาได้กระกระทู้นี้เลยครับ
ถ่ายรูปเสร็จไม่รอช้า เสียบเข้าเสียบออกตามความถนัดเลยดีกว่า
โดยชุดที่ใช้ประกอบด้วย
DDC : Musiland 01 USD
Coax : Veloce Black cat
DAC : MDAC2
Int amp : Moon i.5 (ปัจจุบัน 220i)
Speaker : Usher s520 signature
ขาตั้ง : KTT 4เสา รุ่น U24
สายสัญญาณ สายลำโพง DIY
สายไฟของแถม
เสียบแรกเริ่มเลยสิ่งที่เด่นชัดและเป็นเอกลักณษ์ของ MDAC2 คือความสะอาด แฟลต ราบเรียบของน้ำเสียง
ยังไปถึงไหนก็พบจุดเด่นแล้ว แบบนี้เล่าง่ายครับ สินค้าที่มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง
ใครชอบเสียงแฟลตๆต้องลองตัวนี้ครับ ราคาก็ไม่แพงด้วยจ้า แถมตอนนนี้รู้สึกจะมีโปรโมชั่นด้วย(มั้ง)ครับ
MDAC2 เป็น DAC ที่มีไซด์ค่อนข้างประหลากคือมันจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตรัส มีขนาดใกล้เคียงกับ MAC mini
เพียงแต่มีความสูงมากกว่า MAC mini เท่านั้นเองครับ เจ้า MDAC2 นั้นมีโทนัลบาลานซ์ที่ค่อนข้างดี
ไม่อล่างฉ่างไปทางใดทางหนึ่ง เป็น DAC ที่ให้ความเป็นกลาง เบสมีความกระชับ ลงได้ลึก มีขนาดกำลังดี
เรื่องเวทีเสียงถือว่าทำได้พอตัว ไม่ได้เด่นหรือไม่ได้ด้อยอะไร การลงน้ำหนักเสียงก็ถือว่ามาตรฐาน
เรียกว่าในเรื่องการสร้างบรรยากาศยังทำได้สมค่าตัวอยู่
ถึงตรงนี้ผมขอย้ำอีกทีว่าจุดเด่นของ DAC 9วนี้คือมีความเป็นกลาง มีเสียงที่สะอาดและแฟลต
แต่ข้อด้อยก็มีอยู่นิดหน่อยคือตอนสุดปลายแหลมจะติดแหบเล็กๆน้อย และยังขาดเรื่องการไล่ระดับเสียงอยู่
2จุดนี้เป็นข้อด้อยที่ยังทำให้ไม่ครบเครื่องเท่าไหร่ แต่ที่ผมเจอเป็นส่วนใหญ่คือ
ถ้ามี Bluetooth ปลายแหลมมัจกะติดแหบ ถ้าแฟลตมันจะขาดไดนามิคที่ดี ซึ่งมาอยู่ใน MDAC2 พอดีเป๊ะๆ
แต่บางคนชอบเสียงเรียบๆก็จะตัดเรื่องการขาดไดนามิคไปได้อย่างไม่มีปัญหา
ส่วนเรื่องเสียงแหลมอันนี้แล้วแต่คนจะฟังหรือแมชชิ่งด้วย
ถ้าแมชชิ่งได้ดีผมว่าปลายเสียงแหลมแหบๆคงไม่มีให้ได้ยิน
ผมขอเล่าเกี่ยวกับการใช้ USB กับ Musiland 01 USD + Coax Black cat ดูบ้างนะครับ
คือลองเล่นในส่วนนี้ด้วยเลยจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
จากตอนแรกใช้ Musiland 01 USD + Coax Black cat อยู่
ก็ลองถอดออกแล้วเสียบ USB เส้นที่คุณน้ำชาส่งมาให้ลอง ซึ่งเป็นสาย DIY แน่ๆล่ะ
ผลคือใช้ USB เพียวๆนั้นสิ่งที่ลดลงไปคือเนื้อเสียงจะขาดน้ำหนักและความเป็นธรรมชาติลงไปทันที
รวมทั้งความสงัดก็จะลดน้อยลงไปอีกเช่นกัน
ดังนั้นหากท่านจะเล่น Input Coax ก็ขอให้เลือก DDC ไว้ซักตัวก็ไม่เสียหาย
แต่ถ้าหากท่านอยากเล่น USB อยู่แล้ว ก็คงต้องช่างใจกับเม็ดเงินที่ต้องจ่ายลงไปว่าคุ้มหรือไม่
เพราะมันต้องซื้อทั้ง DDC และสาย Coax ดีดีอีกหนึ่งเส้น
----------------------------------
ทีนี้มาลองฟังเพลงผ่าน Bluetooth กันบ้าง โดยใช้ iPhone4 เช่นเดิม
วิธีการต่อก็ปกติครับ เปิด Bluetooth จะเจอ Device ชื่อ MDAC2
เสร็จแล้วกรอก PIN : 8888 ลงไป สุดท้ายก็เปิดเพลงฟังได้เลยครับ



ผลที่ได้คือเสียงค่อนข้างแหบแห้งมากไปนิดนึง
ซึ่งถ้าเทียบกับการฟังเพลงผ่าน Bluetooth กับแอมป์ไฮบริด MP-6 ที่ผมรีวิวคราวที่แล้ว
ถือว่า MP-6 ชนะไปอย่างเห็นได้ง่ายๆครับ ก็น่าเสียดายที่ MDAC2 ทำในจุดนี้ได้ไม่ดี
แต่ในส่วนของภาคหูฟังทำได้ดีนะจ๊ะ ตามไปอ่านกันต่อได้เลยครับ ^^
MDAC2 นั้นได้เรื่องความสะอาดของเสียงมากกว่า มีอิมแพคและหัวตัวโน๊ตที่ดีกว่า
แต่สิ่งที่ยังสู้ NFB11 ไม่ได้นั่นก็คือ MDAC2 นั้นขาดการไล่น้ำหนักของเสียงที่ดี คือฟังแล้วมันจะราบๆเรียบๆ
และสิ่งที่ MDC2 ให้ไม่ได้คือความฉ่ำของเนื้อเสียง NFB11 นั้นมีความฉ่ำของเนื้อเสียงปนเข้ามา
ส่วนเจ้า MDAC2 จะไม่มีเลย ส่วนเครื่องเคาะนั้นต้องบอกว่า MDAC2 ทำได้ดีกว่ามากๆ
การวางตำแหน่งของชิ้นดนตรีทำได้ดีพอๆกัน เรื่องเวทีเสียงนั้นทำได้พอๆกันไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ครับ
ในเรื่องเนื้อเสียงต้องบอกว่า MDAC2 มีให้มากกว่า และมีน้ำเสียงที่เนียนกว่าจริงๆนะ
คือ NFB11 จะพบความสากนิดๆหน่อยๆในช่วงเสียงแหลม แต่กับเจ้า MDAC2 ไม่พบเลย
เรื่องเบสนั้นต้องบอกว่า MDAC2 ให้ได้มากกว่าจริงๆ และเป็นเบสแบบอบอุ่น มีเนื้อมีความหนากำลังดี
จากการลองเล่นไปๆมาๆสลับไปสลับมา
โดยเทสแบบ A-B Test โดยอุปกรณ์ที่ใช้ก็คือ
DDC : Musiland 01 USD
Coaxial Cable : Veloce Black cat
Headphone : ATH AD-700 (ยังไม่พ้นเบิน)
ส่วน DAC-AMP ที่ใช้ A-B Test คือ Audio-GD VS MDAC2
ทำให้ได้รู้ว่าของจีนก็มีดีหลายยี่ห้อเช่นกัน MDAC2 หลายๆคนยังไม่เคยรู้จัก
หรืออาจจะเคยเห็นแต่ไม่ได้ให้ความสนใจ ผมอยากจะบอกว่ามันมีดีเหมือนกัน
และยิ่งมีโปรโมชั่นแถมสายไฟ Cooper Colour ด้วยยิ่งน่าสนใจมากๆครับ
-----------------------
ส่วนสายไฟเส้นที่คุณน้ำชาส่งมาให้ได้ทดสอบนั้นเป็นรุ่น Moon3 ครับ
ซึ่งทางคุณน้ำชาบอกว่าสายไฟเส้นนี้ขายดีครับ


ขายดีไม่ดีเราไม่สน เราสนใจแค่ ฟังแล้วเป็นอย่างไร อิอิ
ส่วนท่านใดสนใจสินค้าจาก Cooper Colour เชิญชมได้จากนี้เลยครับ
ส่วนผลการทดสอบของผมโดยการเอาไปจิ้มตูด DAC NFB7 เมื่อเทียบกับสายแถมๆนั้น
สาย AC Moon3 ทำให้ยกระดับเสียงขึ้นมาอีก สิ่งที่ได้มาคือเนื้อเสียงจะมีความนุ่มละมุนขึ้น
และมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ใหญ่ขึ้นแบบมีคลาส คือมวลเสียงจรงกลางนั้นชัด
ส่วนบริเวณรอบๆตัวน็ตจะมีความอ่อนโยนและเจือจางมากกว่า เสียงกลางจะเปิดเผยขึ้นนิดหน่อย
เรื่องมิตินั้นจะดูเหมือนใหญ่ขึ้น แต่จริงๆผมว่าเวทีมันไม่ได้กว้างขึ้น แต่มันเป็นผลมาจากเนื้อเสียงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ทำให้เวลาฟังแล้วอบอุ่นขึ้นได้ แต่ต้องยอมรับว่าปลายแหลมนั้นถูกลดความพริ้วลง หางสั้นลงไปนิดหน่อย
เป็นสายไฟที่ไว้แก้ทางในชุดที่มีเสียงบาง หรือแหลมเกินไป ผมว่า AC Moon3 คงไม่ทำให้ผิดหวัง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณน้ำชาเลือกส่งเจ้า AC Moon3 มาให้ลองกับ MDAC2
เพราะ Moon3 สามารถเอามาเพิ่มสีสันเพิ่มเนื้อหนังให้กับ MDAC2 ให้น่าฟังยิ่งขึ้น
ดังนั้น AC Moon3 นอกจากจะไว้แก้ทางบางชุดได้แล้ว ยังสามารถเติมเต็มกับบางชุดได้อีกด้วย
Moon3 เป็นสายไฟที่มีราคาไม่แพง โดยคุณภาพและเนื้องานเมื่อเทียบกับราคาแล้ว
ถือว่าน่าหยิบจับมาลองได้เหมือนกัน วันนี้ก็มีมาเล่าแค่นี้แหละจ้า
ขอลาไปก่อนครับ ช่วงนี้กำลังเพลินกับหูฟังตัวใหม่อยู่ อิอิ
ปล.รีวิวนี้ค่อนข้างยาว อาจทำให้ผู้เขียนเกิดความทึนๆได้บ้าง ทั้งในการพิมและการฟัง
เครดิต : http://laohaifang.com/node/86
ซึ่งผู้นำเข้ามาตำหน่ายคือคุณน้ำชานั่นเอง
ทางคุณน้ำชาส่ง DAC มาให้ลองนั้นคือ MDAC2 และสายไฟ Moon 3 นั่นเองครับ
ผมขอแนะนำเจ้า MDAC2 ก่อนนะครับ MDAC2 นั้นเป็น DAC-Amp
คือสามารถใช้เป็น DAC-Pre ก็ได้ หรือจะใช้เป็น DAC-Headphone amp ก็ได้ครับ
มารู้จักหน้าตาของเจ้า MDAC2 กันก่อนดีกว่าครับ
หน้าตาอันเป็นมิตร นั่นหมายความว่าใช้งานง่าย
เห็นปุ๊บ หยิบจับใช้ได้ปั๊บแทบไม่ต้องเปิดคู่มือ
Input มีให้ครบครัน ตามแบบมาตรฐานนั่นคือ
Optical
Coaxial
USB
และสุดท้าย Wireless
ส่วนปุ่มตรงกลางและวงกลมด้านขวาคือ Volume นั่นเองครับ
ซึ่งถ้าจะใช้เป็น DAC-Pre ผมแนะนำว่าให้ปรับ Volume
ไว้ที่ประมาณเลข 5-6 นะครับ จะได้กำลังที่พอเหมาะ
ส่วนไฟตรงกลางไว้แสดงสภาณะ PAIR Wireless ได้ด้วย
ท้ายเต็มๆก็จะเห็นได้ว่ามี Input และ Output
มาให้เลือกช้กันได้ค่อนข้างครบครัน ในระดับผู้เริ่มเล่น
รวมทั้งยังสามารถใช้ขับหฟังได้อีกด้วย
โดยมีการแบ่งฝั่ง Input และ Output ได้ชัดเจน
รูปแรกจะเป็น Output คือ Headphone 6.3mm Jack และ RCA Output
ส่วนรูปที่สองเป็น Input แบบต่างๆ ซึ่งเลือกได้จากทางด้านหน้าครับ
หากสนใจ MDAC2 สามารถติดต่อคุณน้ำชาได้กระกระทู้นี้เลยครับ
ถ่ายรูปเสร็จไม่รอช้า เสียบเข้าเสียบออกตามความถนัดเลยดีกว่า
โดยชุดที่ใช้ประกอบด้วย
DDC : Musiland 01 USD
Coax : Veloce Black cat
DAC : MDAC2
Int amp : Moon i.5 (ปัจจุบัน 220i)
Speaker : Usher s520 signature
ขาตั้ง : KTT 4เสา รุ่น U24
สายสัญญาณ สายลำโพง DIY
สายไฟของแถม
เสียบแรกเริ่มเลยสิ่งที่เด่นชัดและเป็นเอกลักณษ์ของ MDAC2 คือความสะอาด แฟลต ราบเรียบของน้ำเสียง
ยังไปถึงไหนก็พบจุดเด่นแล้ว แบบนี้เล่าง่ายครับ สินค้าที่มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง
ใครชอบเสียงแฟลตๆต้องลองตัวนี้ครับ ราคาก็ไม่แพงด้วยจ้า แถมตอนนนี้รู้สึกจะมีโปรโมชั่นด้วย(มั้ง)ครับ
MDAC2 เป็น DAC ที่มีไซด์ค่อนข้างประหลากคือมันจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตรัส มีขนาดใกล้เคียงกับ MAC mini
เพียงแต่มีความสูงมากกว่า MAC mini เท่านั้นเองครับ เจ้า MDAC2 นั้นมีโทนัลบาลานซ์ที่ค่อนข้างดี
ไม่อล่างฉ่างไปทางใดทางหนึ่ง เป็น DAC ที่ให้ความเป็นกลาง เบสมีความกระชับ ลงได้ลึก มีขนาดกำลังดี
เรื่องเวทีเสียงถือว่าทำได้พอตัว ไม่ได้เด่นหรือไม่ได้ด้อยอะไร การลงน้ำหนักเสียงก็ถือว่ามาตรฐาน
เรียกว่าในเรื่องการสร้างบรรยากาศยังทำได้สมค่าตัวอยู่
ถึงตรงนี้ผมขอย้ำอีกทีว่าจุดเด่นของ DAC 9วนี้คือมีความเป็นกลาง มีเสียงที่สะอาดและแฟลต
แต่ข้อด้อยก็มีอยู่นิดหน่อยคือตอนสุดปลายแหลมจะติดแหบเล็กๆน้อย และยังขาดเรื่องการไล่ระดับเสียงอยู่
2จุดนี้เป็นข้อด้อยที่ยังทำให้ไม่ครบเครื่องเท่าไหร่ แต่ที่ผมเจอเป็นส่วนใหญ่คือ
ถ้ามี Bluetooth ปลายแหลมมัจกะติดแหบ ถ้าแฟลตมันจะขาดไดนามิคที่ดี ซึ่งมาอยู่ใน MDAC2 พอดีเป๊ะๆ
แต่บางคนชอบเสียงเรียบๆก็จะตัดเรื่องการขาดไดนามิคไปได้อย่างไม่มีปัญหา
ส่วนเรื่องเสียงแหลมอันนี้แล้วแต่คนจะฟังหรือแมชชิ่งด้วย
ถ้าแมชชิ่งได้ดีผมว่าปลายเสียงแหลมแหบๆคงไม่มีให้ได้ยิน
ผมขอเล่าเกี่ยวกับการใช้ USB กับ Musiland 01 USD + Coax Black cat ดูบ้างนะครับ
คือลองเล่นในส่วนนี้ด้วยเลยจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
จากตอนแรกใช้ Musiland 01 USD + Coax Black cat อยู่
ก็ลองถอดออกแล้วเสียบ USB เส้นที่คุณน้ำชาส่งมาให้ลอง ซึ่งเป็นสาย DIY แน่ๆล่ะ
ผลคือใช้ USB เพียวๆนั้นสิ่งที่ลดลงไปคือเนื้อเสียงจะขาดน้ำหนักและความเป็นธรรมชาติลงไปทันที
รวมทั้งความสงัดก็จะลดน้อยลงไปอีกเช่นกัน
ดังนั้นหากท่านจะเล่น Input Coax ก็ขอให้เลือก DDC ไว้ซักตัวก็ไม่เสียหาย
แต่ถ้าหากท่านอยากเล่น USB อยู่แล้ว ก็คงต้องช่างใจกับเม็ดเงินที่ต้องจ่ายลงไปว่าคุ้มหรือไม่
เพราะมันต้องซื้อทั้ง DDC และสาย Coax ดีดีอีกหนึ่งเส้น
----------------------------------
ทีนี้มาลองฟังเพลงผ่าน Bluetooth กันบ้าง โดยใช้ iPhone4 เช่นเดิม
วิธีการต่อก็ปกติครับ เปิด Bluetooth จะเจอ Device ชื่อ MDAC2
เสร็จแล้วกรอก PIN : 8888 ลงไป สุดท้ายก็เปิดเพลงฟังได้เลยครับ
ผลที่ได้คือเสียงค่อนข้างแหบแห้งมากไปนิดนึง
ซึ่งถ้าเทียบกับการฟังเพลงผ่าน Bluetooth กับแอมป์ไฮบริด MP-6 ที่ผมรีวิวคราวที่แล้ว
ถือว่า MP-6 ชนะไปอย่างเห็นได้ง่ายๆครับ ก็น่าเสียดายที่ MDAC2 ทำในจุดนี้ได้ไม่ดี
แต่ในส่วนของภาคหูฟังทำได้ดีนะจ๊ะ ตามไปอ่านกันต่อได้เลยครับ ^^
MDAC2 นั้นได้เรื่องความสะอาดของเสียงมากกว่า มีอิมแพคและหัวตัวโน๊ตที่ดีกว่า
แต่สิ่งที่ยังสู้ NFB11 ไม่ได้นั่นก็คือ MDAC2 นั้นขาดการไล่น้ำหนักของเสียงที่ดี คือฟังแล้วมันจะราบๆเรียบๆ
และสิ่งที่ MDC2 ให้ไม่ได้คือความฉ่ำของเนื้อเสียง NFB11 นั้นมีความฉ่ำของเนื้อเสียงปนเข้ามา
ส่วนเจ้า MDAC2 จะไม่มีเลย ส่วนเครื่องเคาะนั้นต้องบอกว่า MDAC2 ทำได้ดีกว่ามากๆ
การวางตำแหน่งของชิ้นดนตรีทำได้ดีพอๆกัน เรื่องเวทีเสียงนั้นทำได้พอๆกันไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ครับ
ในเรื่องเนื้อเสียงต้องบอกว่า MDAC2 มีให้มากกว่า และมีน้ำเสียงที่เนียนกว่าจริงๆนะ
คือ NFB11 จะพบความสากนิดๆหน่อยๆในช่วงเสียงแหลม แต่กับเจ้า MDAC2 ไม่พบเลย
เรื่องเบสนั้นต้องบอกว่า MDAC2 ให้ได้มากกว่าจริงๆ และเป็นเบสแบบอบอุ่น มีเนื้อมีความหนากำลังดี
จากการลองเล่นไปๆมาๆสลับไปสลับมา
โดยเทสแบบ A-B Test โดยอุปกรณ์ที่ใช้ก็คือ
DDC : Musiland 01 USD
Coaxial Cable : Veloce Black cat
Headphone : ATH AD-700 (ยังไม่พ้นเบิน)
ส่วน DAC-AMP ที่ใช้ A-B Test คือ Audio-GD VS MDAC2
ทำให้ได้รู้ว่าของจีนก็มีดีหลายยี่ห้อเช่นกัน MDAC2 หลายๆคนยังไม่เคยรู้จัก
หรืออาจจะเคยเห็นแต่ไม่ได้ให้ความสนใจ ผมอยากจะบอกว่ามันมีดีเหมือนกัน
และยิ่งมีโปรโมชั่นแถมสายไฟ Cooper Colour ด้วยยิ่งน่าสนใจมากๆครับ
-----------------------
ส่วนสายไฟเส้นที่คุณน้ำชาส่งมาให้ได้ทดสอบนั้นเป็นรุ่น Moon3 ครับ
ซึ่งทางคุณน้ำชาบอกว่าสายไฟเส้นนี้ขายดีครับ
ขายดีไม่ดีเราไม่สน เราสนใจแค่ ฟังแล้วเป็นอย่างไร อิอิ
ส่วนท่านใดสนใจสินค้าจาก Cooper Colour เชิญชมได้จากนี้เลยครับ
ส่วนผลการทดสอบของผมโดยการเอาไปจิ้มตูด DAC NFB7 เมื่อเทียบกับสายแถมๆนั้น
สาย AC Moon3 ทำให้ยกระดับเสียงขึ้นมาอีก สิ่งที่ได้มาคือเนื้อเสียงจะมีความนุ่มละมุนขึ้น
และมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ใหญ่ขึ้นแบบมีคลาส คือมวลเสียงจรงกลางนั้นชัด
ส่วนบริเวณรอบๆตัวน็ตจะมีความอ่อนโยนและเจือจางมากกว่า เสียงกลางจะเปิดเผยขึ้นนิดหน่อย
เรื่องมิตินั้นจะดูเหมือนใหญ่ขึ้น แต่จริงๆผมว่าเวทีมันไม่ได้กว้างขึ้น แต่มันเป็นผลมาจากเนื้อเสียงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ทำให้เวลาฟังแล้วอบอุ่นขึ้นได้ แต่ต้องยอมรับว่าปลายแหลมนั้นถูกลดความพริ้วลง หางสั้นลงไปนิดหน่อย
เป็นสายไฟที่ไว้แก้ทางในชุดที่มีเสียงบาง หรือแหลมเกินไป ผมว่า AC Moon3 คงไม่ทำให้ผิดหวัง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณน้ำชาเลือกส่งเจ้า AC Moon3 มาให้ลองกับ MDAC2
เพราะ Moon3 สามารถเอามาเพิ่มสีสันเพิ่มเนื้อหนังให้กับ MDAC2 ให้น่าฟังยิ่งขึ้น
ดังนั้น AC Moon3 นอกจากจะไว้แก้ทางบางชุดได้แล้ว ยังสามารถเติมเต็มกับบางชุดได้อีกด้วย
Moon3 เป็นสายไฟที่มีราคาไม่แพง โดยคุณภาพและเนื้องานเมื่อเทียบกับราคาแล้ว
ถือว่าน่าหยิบจับมาลองได้เหมือนกัน วันนี้ก็มีมาเล่าแค่นี้แหละจ้า
ขอลาไปก่อนครับ ช่วงนี้กำลังเพลินกับหูฟังตัวใหม่อยู่ อิอิ
ปล.รีวิวนี้ค่อนข้างยาว อาจทำให้ผู้เขียนเกิดความทึนๆได้บ้าง ทั้งในการพิมและการฟัง
เครดิต : http://laohaifang.com/node/86





Comment