เห็นหลายท่านตั้งกระทู้ถามเรื่องการบันทึกเสียงการทำงานเพลงบ่อยๆ ทั้งยังมี PM เข้ามาไม่ขาดสาย
ผมเลยตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการแนะแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ที่อยากจะสร้าง home studio
เป็นของตัวเอง ซึ่งอันดับแรกเราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า
-ใช้งานในระดับไหน ทำเดโม หรืออัดส่งประกวด หรืออัดส่งให้เพื่อนๆฟัง
-มีงบประมาณเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องมากมาย แต่มีเท่าที่จำเป็นต้องใช้ คือตอบสนองความต้องการได้
เช่นว่า อยากทำเพลงส่งค่าย แต่มีงบแค่ 5000 บาทแบบนี้คงไม่ไหวแน่ๆ ล้มเลิกดีกว่าจ้างห้องอัดอาจจะถูกกว่า
-สถานที่ ที่มีนั้นสร้างปัญหาต่อการทำงานหรือไม่ เช่นว่าบ้านอยู่ติดถนนใหญ่ รถวิ่งเสียงดังหรือ
บ้านข้างๆเป็นคนแก่ขี้บ่นหูไว ได้ยินเสียงเพลงแล้วทนไม่ได้ อันนี้ก็ต้องหาสถานที่กันใหม่
เมื่อสำรวจตัวเองแล้วว่ามีความพร้อมเบื้องต้น ก็ถึงเวลาลงมือกันจริงๆ เพื่อที่จะได้รู้กันล่ะว่า
เค้าทำเพลงกันยังไง ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง มีขั้นตอนการเซ็ทอัพยังไง ผมจะค่อยๆ อธิบาย
แบบง่ายๆ เริ่มจากไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยซักชิ้นเดียวจนถึงการอัดเสียงกันจริงๆ แต่ต้องขอบอกใว้ก่อน
ว่าผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่อง MIDI ซักเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการอัดเสียงเท่าไหร่หรอก
แค่พอมีประสบการณ์ บ้าง เคยใช้อุปกรณ์ตัวนั้นตัวนี้มาบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการเริ่มต้น
ที่ดีเพราะว่าคนที่รู้ไม่มาก ย่อมจะสอนคนที่ไม่รู้อะไรเลยได้ดีกว่า คนที่เค้ามีความรู้มากๆ
อันดับแรกเราจะมาพูดถึงอุปกรณ์ ต่างๆกันก่อนว่า home studio เค้าใช้อะไรกัน และ
พวก studio จริงๆเค้าใช้อะไรกัน และอะไรที่เหมาะสมกับงบประมาณของเรามากที่สุด
1.ไมโครโฟน

มีมากมายหลากหลาย เขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆเลยล่ะ แต่เอาแบบย่อๆมันก็คือ อุปกรณ์ที่สามารถ
เปลี่ยนคลื่นเสียงที่เราได้ยิน ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งสัญญาณ ไฟฟ้าจะอยู่ในรูปแบบ อนาล็อค
ที่นิยมใช้ในการบันทึกเสียงมากที่สุดก็คือ แบบ คอนแดนเซอร์ไดอเฟรมใหญ่ คำว่า "คอนแดนเซอร์"
ถ้าพูดถึงไมค์ก็จะหมายถึงไมค์ที่มีคุณสมบัติที่มีความไวสูง (หมายถึงรับเสียงที่เบามากๆได้ดี)
ตอบสนองความถี่ได้กว้างมากๆ(หมายถึงเสียงสูง-ต่ำ) แต่ก็มีข้อเสียคือรับเสียงดังๆได้ไม่ดี
คือถ้าเอาไปอัดเสียงกลอง แนวเมทัล ก็อาจจะได้เสียงที่แตกพร่าเอาได้ง่ายๆ เหมาะกับเสียงร้อง
หรือเครื่องดนตรี อคูสติกที่เสียงไม่ดังเท่าไหร่มากกว่า เพราะเก็บรายละเอียดเสียงได้ดีกว่า เสียงหายใจ
เสียงน้ำลายกระเด็น เสียงลมลอดไรฟันรับรองว่าได้ยินทุกรายละเอียด ส่วนคำว่า "ไดอเฟรมใหญ่"
ก็หมายถึงแผ่นรับแรงสั่นสะเทือนที่มีขนาดใหญ่กว่าไมค์แบบปกติ ทำให้เก็บรายละเอียดได้ดีกว่า
และตอบสนองความถี่ได้กว้างกว่า และไมค์แบบคอนแดนเซอร์นั้นต้องการไฟเลี้ยง บางรุ่นจะมีช่อง
ใส่แบตเตอรี่มาให้ บางรุ่นแถมแอแดปเตอร์ให้ ซึ่งถ้าไม่มีทั้งสองอย่างนั้นหมายถึงไมค์ตัวนั้นรับไฟเลี้ยง
ผ่านทางสายสัญญาณได้อย่างเดียวซึ่งเรามักเรียงว่า เฟนทอม (Phantom +48v)
และใน Audio Interface รุ่นใหม่ๆจะมีไฟ phantom +48v มาให้เลยเพื่อความสะดวก
ราคาเท่าไหร่และรุ่นไหนดี?
เป็นคำถามที่คนตอบก็เกาหัวยิกๆ เพราะไม่รู่ว่าคนถามมีงบเท่าไหร่ เอาไปอัดอะไร และใช้อุปกรณ์ใดอยู่บ้าง
เอาเป็นว่าเลือกรุ่นที่ชอบ บวกกับงบประมาณที่ลงตัว อย่างถ้ามีงบไม่มากอาจจะเลือกพวก Samsom
รุ่นที่มีขั้วต่อแบบ USB ทำให้สะดวกและประหยัดไปได้เยอะ แต่อย่าถามนะว่ามันจะดีกว่าแบบ XLR
หรือเปล่า ตอบแบบฟังธงได้เลยว่ามันไม่ได้ดีกว่าแถมอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำเพราะว่ามันฝัง Audio Interface
ใว้ในตัวทำให้ไม่สามารถเอา Audio Interface ดีๆมาใส่เพิ่มในภายหลังได้ เพราะฉนั้นถ้า
เราคิดถึงอนาคตเผื่ออัพเกรดก็จะอย่าได้เลือกเลย แต่บางท่านที่คิดว่าคงไม่ได้ใช้อะไรเพิ่มเติม เช่นอัดเสียง
พากย์ บรรยายเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ทำงานดนตรีเลย ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ สำหรับท่านที่ทำงานดนตรี
นั้นต้องหาข้อมูลให้มากๆ เพราะไมค์แต่ละตัวก็ให้แนวเสียงแตกต่างกันไป ตัวนี้เหมาะแนวร็อค ตัวนั้นเหมาะ แนว แจ๊ส
มันหลากหลายมากๆ ผู้เขียนไม่สามารถ บรรยายได้หมด ไมค์ที่ใช้ทำเพลงนั้นควรเริ่มต้นที่ราคา หมื่นกลางๆ
จะเหมาะสมมากที่สุด ในราคานี้คือสำหรับ Home Studio นะ ยี่ห้อที่แนะนำก็มีหลักๆที่ใช้กันก็พวก
AKG,SHURE,SENNHEISER,BEYER DYNAMIC,AUDIO TECHNICA,
ELECTROVOICE(EV),RODE,
2.ปรีไมค์

เป็นอุปกรณ์ที่หลายๆคนมองข้ามมันไป ทั้งที่มันถูกสร้างมาคู่กับไมค์ ขาดมันไปไมค์ราคาเรือนแสนก็ไร้ค่า
เพราะว่า สัญญาณที่ออกมาจากไมค์นั้นมันเบามากๆ ถ้าเอาไปบันทึกก็คงจะได้สัญญาณเสียงที่เบากว่าเสียง
รบกวนแน่ๆ ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องมี ซึ่งสมัยนี้ Audio Interface บางตัวนั้นก็จะมีปรีไมค์มาให้เลย
แต่ปรีไมค์นั้นมีสองประเภทคือปรีไมค์แบบ ซอร์ฟแวร์ และปรีไมค์แบบ ฮาร์ดแวร์ ที่อยู่ในโปรแกรมหรือ
ปลั๊กอินนั่นเองซึ่งเราจะเห็นว่ามันไม่มีปุ่มหมุนเพื่อเร่งสัญญาณ แต่ใช้การคลิกเมาส์แทน เป็นการจำลองเสียงปรีไมค์เท่านั้น
การปรับที่ซอร์ฟแวร์นั้นเป็นการเร่งที่ปลายสัญญาณทำให้เสียงน๊อยส์ที่มากับเสียงสัญญาณ นั้นถูกขยายไปด้วย
ทำให้เกิดเสียงรบกวน ต่างจากการใช้ปรีไมค์แบบ ฮาร์ดแวร์ ที่ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนที่ถูกขยายน้อยกว่าเพราะ
เป็นการเร่งที่ต้นสัญญาณก่อนเกิดน๊อยส์ ทำให้เสียงสะอาดกว่า เพราะฉนั้นถ้าเราเลือกซื้อ Interface เรา
ควรจะดูให้แน่ใจว่ามันมีปรีไมค์แบบ ฮาร์แวร์จริงๆแถมมาให้ด้วย แต่อย่าไปถามคนขายล่ะ เค้าก็ว่าของเค้ามีปรีไมค์มา
ให้อยู่แล้ว ให้เราลองดูแบบที่มีปุ่มหมุ่นเพื่อเร่งเสียงไมค์ นั่นหล่ะใช่เลย แต่ถ้าใครที่มีงบประมาณเหลือๆจะซื้อแยก
ใว้ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด หากท่านซื้อไมค์อัดเสียงมาราคา 18,000 บาทก็เลือกซื้อปรีไมค์ ซัก สามมสี่พันบาทกำลังดี
แต่หายากหน่อยอาจจะเอามือสองก็ได้ครับ เพราะเดี๋ยวนี้ปรีไมค์มีแต่ตลาดบนที่ผู้ใช้เน้นคุณภาพมากๆ ราคาก็จะค่อนข้างสูง
มีทั้งแบบหลอด แบบ SS แตกต่างกันในเรื่องของแนวเพลงซะมากกว่า ส่วนยี่ห้อนั้น ก็พวก LEXICON ,BERIHGER
,PRESONUS,DBX, หรืออื่นๆอีกซึ่งต้องขอบอกใว้ก่อนว่า ท่านที่ทำ Home Studio แต่ในปัจจุบันมีปลั๊กอิน
มากมายที่เลียนแบบเสียงของปรีไมค์รุ่นดังๆต่างๆมากมาให้เลือกใช้ แน่นอนว่าไม่มีวันเทียบกับของจริงตัวเป็นๆได้
แต่ถ้าหากงบน้อยจริงๆก็เลือกแบบที่มากับ Audio Interface จะดีกว่าครับ อ้อ..อย่าลืมเรื่อง phantom +48v. ด้วยนะ
3.Audio Interface

เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้า ที่ผ่านการขยายเบื้องต้นแล้วจากปรีไมค์ ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบ
"ดิจิตอล" การทำเพลงด้วยคอมพ์พิวเตอร์ จะขาดอุปกรณ์ตัวนั้ไปไม่ได้เลยเพราะว่าคอมไม่สามารถวิเคราะห์สัญญาณ
ในรูปแบบอนาล็อคได้เราจึงต้องใช้อุปกรณ์ตัวนี้แปลงให้เป็นดิจิตอลเสียก่อน อุปกรณ์ตัวนี้นั้นถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีราคา
แพงมากผู้ใช้ตามบ้านนั้นถ้าไม่ร่ำรวยจริงก็คงไม่มีโอกาศได้สัมผัส ต้องใช้ ซาวด์การ์ดแทน ซึ่งทั้งดีเลย์ทั้งน๊อยส์เยอะ
แต่ปัจจุบันเกิดการแข่งขันกันมากขึ้นอุปกรณ์มีราคาถูกลง ผู้คนนิยมทำงานแพลงที่บ้านมากขึ้น Audio Inerface
มีราคาถูกลงมาก ส่วนการเลือกซื้อก็เช่นเดิมคือ ดูที่การใช้งานก่อน อย่างถ้าเราใช้ไมค์อัดเสียงร้องช่องเดียว
ก็เลือกที่มีช่องเสียบไมค์ น้อยเพื่อประหยัด แต่ว่าจะเอารุ่นที่คุณภาพระดับไหนก็แล้วแต่เงินในกระเป๋า ส่วนท่านที่
อัดเสียงกลองจริง หรือเครื่องดนตรีที่ใช้ไมค์หลายๆตัว หรืออัดสดๆกับวงโฟคซอง คือใช้ที่เดียวหลายช่องพร้อมๆกัน
ก็เลือกรุ่นที่มีช่องเสียบไมค์เยอะๆ ส่วนทางด้านเอ้าพุท ก็ต้องดูตามการใช้งานว่าเราฟังมอนิเตอร์พร้อมกันสูงสุด
กี่ช่องก็เลือกเอ้าพุทให้ตรงกับความต้องการ ส่วนยี่ห้ออะไรดีบอกตามตรงว่าผู้เขียนตามตลาดไม่ทันจริงๆ เอาเป็นว่า
เลือกที่เค้านิยมๆกันก็ได้เรื่องแนวเพลงตรงจุดนี้ไม่มีผลอะไร อยู่ที่คุณภาพและความสะดวกในการใช้งานมากกว่า
คำถามยอดนิยมก็คือ "ใช้ซาวด์การด์ แทนได้มั้ย เนี่ยผมซื้อมาราคาตั้งเกือบหมื่น Audio Interface ในราคาตัว
ละสามสี่พันสู้ไม่ได้หรอก" อืม...อยากจะบอกว่า Audio Interface มันออกแบบมาเฉพาะทางมากกว่า
ผู้ผลิตซาวด์การ์ดเค้าไม่สนใจหรอกว่าสินค้าตัวเองจะอัดเสียงได้ดีหรือเปล่า เค้าทำมาให้คนที่ซื้อเอาไปฟังเพลง
คืออัดเสียงก็ได้นิดหน่อย จากไมค์คอมพ์ตัวละร้อยกว่าบาท แล้วเค้าจะทำวงจรมาดีๆทำไมกันล่ะ ทำมาก็ต้นทุนสูงเปล่าๆ
คือมันก็ใช้ได้แต่ผมไม่แนะนำเลย เอาเป็นว่าพอแก้ขัดได้แต่อย่าหวังเรื่องประสิทธิภาพมากนัก
และท่านที่ใช้งานในส่วนของ MIDI ก็ควรตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่ารองรับกับอุปกรณ์ที่มีหรือเปล่า
แล้วก็เรื่องของการรองรับการจ่ายไฟแบบ Phantom สำหรับไมค์คอนแดนเซอร์ จุดนี้ก็ควรจะมีใว้ด้วย
พอร์ตไหนดี?
อันนี้ต้องแล้วแต่ความสะดวกของผู้ใช้ด้วย ว่าเครื่องเรารองรับแบบไหน แต่ละพอร์ตก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
เรื่องประสิทธิภาพ แต่ถ้าถามผม ผมชอบแบบ PCI มากที่สุดเพราะมันสเถียรที่สุด(ไม่มีการหลวม ถ้า
ไขน๊อตให้แน่น) พวกที่เป็นสายอย่าง USB หรือ Firewire จะเสี่ยงต่ออาการ"สายหลวม" ได้ง่ายๆ
อีกทั้งคุณภาพของสาย แต่ปัจจุบันนั้นแทบจะหาแบบ PCI ไม่ได้เลย เพราะแบบอื่นๆนั้นจะง่ายกว่าในเรื่องของ
การออกแบบ เอาเป็นว่าเลือกกันตามสะดวกเลยเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อน่ะ
4.computer

แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆในชีวิตประจำวันไปซะแล้ว แล้วสเป็คสำหรับการทำงานเสียงเท่าไหร่ดี?
ปัจจุบันความเร็วของคอมพ์พิวเตอร์นั้นเร็วกว่าเดิมเยอะมาก เรียกว่าเหลือเฟือในราคาสบายกระเป๋าเลย
ถ้าใช้อัดทีละแทร็คก็เอาซัก core2 ขึ้นไป แต่ถ้าอัดเสียงทีละหลายแทร็ค ใช้ปลั๊กอินเยอะๆ นี่แนะนำ
i5 หรือ i7 ไปเลยจะดีกว่า ส่วนเรื่อง VGA แนะนำว่าให้มีแรมซัก 512 เพราะโปรแกรม และปลั๊กอิน
สมัยนี้ทำออกมาได้อลังการเหลือเกิน ทำให้ต้องการประสิทธิภาพในการแสดงผล มากกว่าแต่ก่อน
ใช้โน๊ตบุ้คได้ป่ะ?
แน่นอนว่าใช้ได้ครับ แต่เราต้องดูประสิทธิภาพกับงานที่ทำ รวามทั้งอินทอเฟสของอุปกรณ์กับโน๊ตบุ้คด้วยนะ
ไม่ใช่ว่าเอาไปอัดเสียงการแสดงสด 32 track แบบนี้คงไม่ไหว ต่อให้เครื่องละ เจ็ดหมื่นก็คงไม่ไหว
ถ้าใช้อัดเสียงทีละแทร็คก็ได้อยู่ สาม-สี่แทร็คก็ยังไหว แต่ก็ต้องดูเรื่องของสเป็คด้วยนะ จริงๆแล้วต่ำกว่า core 2
ก็ได้นะ แต่ผมเคยใช้อัดเสียงการแสดงสด แบบ 2 track แล้วพบว่า เวลาอัดไปนานๆ สักชั่วโมงครึ่งจะมีเสียง
กระตุกๆ เอาเป็นว่าผมไม่แนะนำละกันเพราะเราคงไม่อยากให้งานเสีย อีกทั้งเรื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อ ถ้าหากเรา
ใช้แบบ USB ต้องแน่ใจว่าอุปกรณ์เราเป็น แบบ USB ด้วยนะ
5.ซอร์ฟแวร์

ปัจจุบันมันมากมายซะเหลือเกิน ขึ้นอยู่กับความถนัดและอุปกรณ์ที่มีด้วย อย่าง PROTOOL นี้รองรับแค่อินทอเฟส
บางตัวเท่านั้น ซึ่งเราก็ต้องศึกษาด้วยว่าโปรแรมไหนรองรับอุปกรณ์แบบไหน และรองรับงานที่เราทำด้วยหรือเปล่า
แล้วก็เรื่องของปลั๊กอิน อินนี้ก็เป็นเรื่องของแนวเพลงมากกว่า ว่าเราอยากได้เสียงแบบไหนยังไง แต่อยากจะบอกว่า
พยายามใช้ให้น้อยที่สุด ยิ่งใช้มากเสียงยิ่งและ เชื่อผม เช่นว่าหากเราต้องการเสียงกีต้าร์จ่อ ที่ขอบของตู้เราก็ควรไปย้ายไมค์
ให้จ่อที่ขอบตู้จริงๆดีกว่า ไม่ใช่อะไรๆก็ใส่ปลั๊กอินเค้าทำมาเพื่อให้เราใช้ในบางอย่างที่หาของจริงๆไม่ได้คือจำเป็นจริงๆเท่านั้น
การตั้งค่าก็สำคัญนะ อันนี้มันหลากหลายเหลือเกิน ขึ้นอยู่กับงานที่เรากำลังจะทำ เรื่องโปรแกรมผมแนะนำว่าให้ใช้ที่เค้า
นิยมจะดีกว่า หากเราใช้โปรแกรมที่ไม่ได้รับความนิยมในบ้านเรา เมื่อมีปัญหาเราจะไม่สามารถถามใครได้เลย
(เหมือนผม T_T)
6.Monitor


ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง จอภาพนะจ๊ะ แต่หมายถึงระบบการตรวจสอบ เสียงที่เราได้บันทึกไปแล้วว่ามีคุณภาพมากแค่ไหน
แต่ถ้าเรามีระบบการตรวจสอบที่ด้อยคุณภาพ งานบันทึกของเราก็ด้อยคุณภาพไปด้วย ในจุดนี้เราก็ไม่ควรมองข้าม
ลงทุนตรงซัก 5-6 พัน(สำหรับหูฟัง) หรือซัก 7-8พัน(สำหรับลำโพง) อย่าไปเสียดาย ยี่ห้อที่แนะนำคือไม่ควรเป็นยี่ห้อ
ที่เด่นในการฟังเพลงแนวไหนแนวเดียว แม้ว่าเราจะกำลังทำดนตรีร็อค ก็ไม่ควรนำมอนิเตอร์ที่เด่นเรื่องแนวร็อค
มาใช้มอนิเตอร์โดยเด็จขาด ควรจะหามอนิเตอร์ที่ฟังได้ทุกแนว หรือกำหนดออกมาจากโรงงานเลยว่า สำหรับการ
มอนิเตอร์นะ และควรจะฟังให้ชินกับแนวเสียงของมอนิเตอร์นั้นๆ ยี่ห้อยอดนิยมในการทำงานมอนิเตอร์ก็พวก
Beyer Dynamic,Sony(บางรุ่น) ,SHURE(บางรุ่น) AKG และอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึง
Edit: เพิ่มเติม ถ้าหากเป็นหูฟังแบบครบหัว ควรจะใช้แบบ เปิดเพราะเสียงเบสที่ได้จะเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบปิด
7.อื่นๆ
อย่างเช่นขาตั้งไมค์,สายสัญญาณ,pop up(แผงกันน้ำลายกระเด็นโดนไมค์ ***..ห้าา), spider,shock mouse
mixer จำเป็นหรือเปล่า? แน่นอนว่าหลายๆท่านคงจะข้องใจ เห็นห้องอัดค้ามีกัน ผมซื้อแบบถูกๆมาตั้งใว้โก้ๆ
ได้ป่ะ? ได้ดิถ้าอยากเสียตังเล่น จริงๆแล้วมันก็มีประโยชน์นะถ้าเราเข้าใจการทำงานของมัน รู้ค่าของมัน ทั้งปัจจุบัน
ก็มีแบบที่เป็น Audio Interface ในตัวทำให้ใช้ควบคุมโปรแกรมได้เลย แต่เห็นราคาแล้วงานนี้
Home Studio คงต้องถอย แต่ถ้างบเหลือเราอาจจะมีใว้สักตัวก็ไม่ผิดประการใด เพราะการทำงานเกี่ยวกับเสียง
ถ้าหากมันเยอะๆ ยุ่งๆ ทั้งฟังทั้งอัด mixer จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายมากขึ้น ส่วนกี่ช่องดี ระดับ Home Studio
ก็ซัก 4-8 ช่องก็เหลือเฟือแล้วครับ แต่มีหลักการเลือกซื้อสำหรับ สตูดิโอระรับกลางๆ ว่าควรเลือกที่มี bus,group,
หรือ AUX เยอะๆ เพราะเราอาจต้องส่งเอ้าพุทหลายแหล่ง ส่วนโฮมสตูก็เอาอย่างที่บอก ก็พอ
ขั้นตอนการทำงาน
อันดับแรกที่ต้องนึกถึงก็คือสถานที่ครับ เตรียมให้พร้อม ถ้าเป็นห้องนอนต้องสำรวจด้วยว่ามีวัสดุที่สะท้อนเสียงได้ดี
มากเกินไปหรือเปล่า เพราะมันจะสร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับเรา การแก้ปัญหาเบื้องต้นก็คือใช้ผ้าขึงใว้ไม่ให้เสียง
สะท้อน พื้นห้องก็เช่นกันควรจะหาอะไรมาปูใว้เพื่อลดเสียงสะท้อนให้น้อยที่สุด เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ถ้าเป็นวัสดุแบบ
แบน เรียบ เงาๆ อย่างทีวี ควรหาผ้ามาคลุมใว้ เรื่องเครื่องปรับอากาศก็เช่นกัน เสียงที่เล็ดลอดเข้ามาต้องน้อยที่สุด
เพราะว่าไมค์ที่เราใช้ในการบันทึกเสียงนั้น มีความไวสูงมากๆ เสียงที่เบาที่สุดมันก็สร้างปัญหาให้กับเราได้ ทำไงก็ได้
ให้เงียบที่สุดสะท้อนให้น้อยที่สุด เพราะห้องนอนยังไงเสียงก็ไม่ทึบ(เสียงทึบก็คือการที่เสียงไม่เกิดการสะท้อนเลย)
แต่จะมีเสียงรั่วแทน ฮ่าๆ อันนี้หนักกว่าอีก
การเซ็ตอัพอุปกรณ์ต่างๆ (Set Up)
ขั้นตอนนี้ควรทำด้วยความปราณีตที่สุด การตั้งไมค์ต่างๆ ต้องลองหลายๆจุด ลองไปด้วย ลองมอนิเตอร์ไปด้วย
ถ้าเป็นการอัดกีต้าร์ที่ต้องเปิดเสียงดังๆ แนะนำให้เอาตู้กีต้าร์กับไมค์ใว้ในตู้เสื้อผ้า เพราะเปิดเสียงดังมากๆได้โดย
ไม่ทำความรบกวนผู้อื่น เวลาอัดเสียงที่ต้องใช้ไมค์คอนแดนเซอร์ต้องระวังให้มากที่สุด แม้แต่เสียง คลิ๊กเม้าส์
เสียงหายใจของผู้ที่ควบคุมโปรแกรม เสียงพัดลมคอมพ์(เอาไปตั้งใว้ไกลๆไมค์)
ตั้งไมค์ในห้องน้ำได้ป่าวพี่?
ได้ครับ ถ้าหากว่า ห้องน้ำห้องนั้นมีค่าเรโซเนนซ์พารามิเตอร์ตรงกับค่าเท็มโปของเพลงที่กำลังอัดพอดี (ซึ่งแทบจะ
เป็นไปไม่ได้เลย) หรือนักพากย์เสียงถามผมว่า แล้วผมล่ะได้มั้ย? ก็ได้ครับถ้าหากประโยคนั้นๆ ไม่ต้องการความ
คมชัดเจนของเสียงเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถสร้างเสียงสะท้อน เสียงก้องได้หลากหลายมากมาย จากปลั๊กอินต่างๆ
ที่มีให้เลือกมากมาย เอาเป็นว่าอย่าลำบากขนอุปกรณ์แสนรักไปในห้องน้ำเลยเชื่อผม มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอก
ไมโครโฟนแบบคอนแดนเซอร์ควร ใส่อุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนด้วย เพราะแรงสั่นสะเทือนนั่นเกิดขึ้นกับตัว บ้าน/อาคาร
ของเราตลอดเวลา เต่เราไม่รู้สึก แต่ไมค์ของเรามันรู้สึก
การบันทึกเสียง(Recording)
ขั้นตอนนี้ยากที่สุด กินเวลามากที่สุด ในการทำงาน ก่อนบันทึกเสียงเราควรตรวจสอบ signal level(ระดับ
ความแรงของสัญญาณ) ด้วยว่ามีความแรงมากพอ ที่จะต่อสู้กับเสียงรบกวนพื้นฐาน และไม่ดังเกินไปจนแตกพร่า
เราสามารถตรวจสอบได้โดยดูจาก peak meter ในโปรแกรม หรือที่ปรีไมค์ เอาให้ใกล้ค่า 0 dB.ให้มากที่สุด
อย่าคิดว่าโอ๊ยไม่เป็นไร อัดเบาๆสัญญาณต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ที่ -30 dB.ก่อนเดี๋ยวมาเร่งเอา ตอน mix down ก็ได้
อย่าได้คิดแบบนั้นเชียวครับ เป็นการกระทำที่ผิดพลาดอย่างแรง เพราะถึงแม้เสียงจะดังขึ้น แต่สัญญาณรบกวนก็ดังขึ้นด้วย
แล้วน้ำหนักเสียง (dynamic) นั้นจะเสียไปเลย ระยะ***งจากไมค์ ลักษณะการร้องของนักร้อง เราต้องรู้ว่าท่อน
ไหนดังสุด ท่อนไหนเบาสุด ดังที่สุดต้องเข้าใกล้ 0 dB. ที่สุด ถ้านักร้องไม่สามรถควบคุม ระดับเสียงของตัวเองได้
คือพอเราตั้งเสียง(ปรับปรีไมค์)ให้พอดีแล้ว นักร้องเสียงตกร้องเบา หรือของขึ้นเกิดตะเบ็งเสียงเอาดื้อๆเราก็สามารถใช้
เอ็ฟเฟ็คประเภท ปรับปรุงสัญญาณ เช่น compreesser/limiter ได้ครับ ใส่ไปในขณะ บันทึกเลย
ท่านอาจจะเคยได้ยินว่า เอ...มันต้องไม่ใส่เอฟเฟ็คขณะบันทึกเลยไม่ใช่หรอ อืม...ใช่ครับ แต่นั่นมันสำหรับเอฟเฟ็ค
ประเภทแต่งเติมเสียง แต่พวกปรับปรุงสัญญาณ ควรจะใส่ลงไปเลย ตัวอย่างเช่น นักร้อง ร้องดังไป ทำให้เสียงแตก ผมก็
อัดมาทั้งแตกๆ แล้วคิดว่า การใส่ compresser ในภายหลังแล้วจะทำให้เสียงไม่แตกได้ เป็นความคิดที่ผิดอย่าง
แรงครับ เช่นเดียวกับการที่นักร้องร้องเบา แล้วมาเร่งเสียงทีหลัง คืออยากจะบอกว่าควรแก้ปัญหา ที่ต้นเหตุให้ได้ก่อน
ที่เราจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็ควรจะปรับให้พอดีด้วย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใส่มันเข้าไป ยิ่งใส่น้อยมากเท่าไหร่เสียง
ยิ่งไม่ถูกบีบอัด มากเท่านั้น แต่ถ้าเป็นนักร้องมืออาชีพที่มีประสบการณ์แล้ว เค้าจะรู้ว่า HEAD ROOM ของอุปกรณ์
มีเท่าไหร่ได้โดยการฟังมอนิเตอร์ เพราะเสียงแตกพร่าหรือก่อนจะแตกพร่า และน้ำหนักเสียง ต่างๆ พวกนี้ ถ้านักร้อง
ที่มีประสาทหูที่ดีจะฟังออกได้โดยง่าย ทำให้ควบคุมระดับเสียงได้ดี เราจึงไม่จำเป็นต้องใส่เอฟเฟ็คใดๆเลยในขั้นตอน
การบันทึก แล้วก็เรื่องการปรับ EQ. อันนี้ไม่บอกก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วล่ะว่า ไม่ต้องปรับอะไรใดๆทั้งสิ้น แล้วก็เรื่อง
การมอนิเตอร์ ถ้าอุปกรณ์รองรับ ASIO ก็ใส่ไปเลยครับ เพื่อลดการ ดีเลย์ หรือเอาแบบบ้านๆ ก็เอาไฟล์เพลงใส่เครื่องเล่น
แล้วเปิดด้วยเครื่องเล่นอื่นที่ไม่ใช่คอมพ์ที่กำลังบันทึกอยู่ เพื่อไม่ต้องกังวลว่าเสียงจะดีเลย์ และต่อมอนิเตอร์หูฟัง(ฟังเสียง
ร้องของนักร้องเอง)ไปที่ ช่องมอนิเตอเอ้าจาก Audio Iinterface โดยตรงเพื่อลดการดีเลย์ แต่อุปกรณ์
ราคาแพงๆนั้นจะไม่รองรับ ASIO เพราะมันมีค่าดีเลย์เป็น 0 ไง เลยไม่จำเป็นต้องพึ่งพา ASIO เลย
ส่วนการอัเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็คล้ายๆกัน แต่จะยากกว่า ตรงที่การตั้งไมค์ แล้วจะรู้ได้ไงอ่ะว่าตรงไหนดีที่สุด?
คำตอบง่ายๆ เราก็ฟังเอาเองสิ จริงๆเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้น ก็ย่อมมีหลักการวางไมค์ ของตัวเอง อันนี้เป็นเรื่องที่
ต้องศึกษาไปเรื่อยๆ อีกทั้งสภาพห้อง อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีผลในเรื่องของการวางไมค์ทั้งสิ้น คำแนะนำสำหรับมือใหม่ก็คือ
"ลองฟังไปเรื่อยๆ" อ้อ......ลืมบอกไปว่า เสียงบางอย่างเราก็ไม่ต้องการน้ำหนักเสียงมาก อย่างนักร้องประสาน
เราก็สามารถ ตั้งไมค์ไกลๆ หรือปรับ ปรีไมค์เบาๆ ก็ได้ ซึ่งทั้งสองแบบก็ให้น้ำหนักเสียงที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับ
แนวเพลง และความคิดสร้างสรรค์ ของ sound engineer ด้วย
เอาเท่านี้ก่อนว่างๆมาเขียนต่อ
ผมเลยตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการแนะแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ที่อยากจะสร้าง home studio
เป็นของตัวเอง ซึ่งอันดับแรกเราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า
-ใช้งานในระดับไหน ทำเดโม หรืออัดส่งประกวด หรืออัดส่งให้เพื่อนๆฟัง
-มีงบประมาณเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องมากมาย แต่มีเท่าที่จำเป็นต้องใช้ คือตอบสนองความต้องการได้
เช่นว่า อยากทำเพลงส่งค่าย แต่มีงบแค่ 5000 บาทแบบนี้คงไม่ไหวแน่ๆ ล้มเลิกดีกว่าจ้างห้องอัดอาจจะถูกกว่า
-สถานที่ ที่มีนั้นสร้างปัญหาต่อการทำงานหรือไม่ เช่นว่าบ้านอยู่ติดถนนใหญ่ รถวิ่งเสียงดังหรือ
บ้านข้างๆเป็นคนแก่ขี้บ่นหูไว ได้ยินเสียงเพลงแล้วทนไม่ได้ อันนี้ก็ต้องหาสถานที่กันใหม่
เมื่อสำรวจตัวเองแล้วว่ามีความพร้อมเบื้องต้น ก็ถึงเวลาลงมือกันจริงๆ เพื่อที่จะได้รู้กันล่ะว่า
เค้าทำเพลงกันยังไง ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง มีขั้นตอนการเซ็ทอัพยังไง ผมจะค่อยๆ อธิบาย
แบบง่ายๆ เริ่มจากไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยซักชิ้นเดียวจนถึงการอัดเสียงกันจริงๆ แต่ต้องขอบอกใว้ก่อน
ว่าผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่อง MIDI ซักเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการอัดเสียงเท่าไหร่หรอก
แค่พอมีประสบการณ์ บ้าง เคยใช้อุปกรณ์ตัวนั้นตัวนี้มาบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการเริ่มต้น
ที่ดีเพราะว่าคนที่รู้ไม่มาก ย่อมจะสอนคนที่ไม่รู้อะไรเลยได้ดีกว่า คนที่เค้ามีความรู้มากๆ
อันดับแรกเราจะมาพูดถึงอุปกรณ์ ต่างๆกันก่อนว่า home studio เค้าใช้อะไรกัน และ
พวก studio จริงๆเค้าใช้อะไรกัน และอะไรที่เหมาะสมกับงบประมาณของเรามากที่สุด
1.ไมโครโฟน

มีมากมายหลากหลาย เขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆเลยล่ะ แต่เอาแบบย่อๆมันก็คือ อุปกรณ์ที่สามารถ
เปลี่ยนคลื่นเสียงที่เราได้ยิน ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งสัญญาณ ไฟฟ้าจะอยู่ในรูปแบบ อนาล็อค
ที่นิยมใช้ในการบันทึกเสียงมากที่สุดก็คือ แบบ คอนแดนเซอร์ไดอเฟรมใหญ่ คำว่า "คอนแดนเซอร์"
ถ้าพูดถึงไมค์ก็จะหมายถึงไมค์ที่มีคุณสมบัติที่มีความไวสูง (หมายถึงรับเสียงที่เบามากๆได้ดี)
ตอบสนองความถี่ได้กว้างมากๆ(หมายถึงเสียงสูง-ต่ำ) แต่ก็มีข้อเสียคือรับเสียงดังๆได้ไม่ดี
คือถ้าเอาไปอัดเสียงกลอง แนวเมทัล ก็อาจจะได้เสียงที่แตกพร่าเอาได้ง่ายๆ เหมาะกับเสียงร้อง
หรือเครื่องดนตรี อคูสติกที่เสียงไม่ดังเท่าไหร่มากกว่า เพราะเก็บรายละเอียดเสียงได้ดีกว่า เสียงหายใจ
เสียงน้ำลายกระเด็น เสียงลมลอดไรฟันรับรองว่าได้ยินทุกรายละเอียด ส่วนคำว่า "ไดอเฟรมใหญ่"
ก็หมายถึงแผ่นรับแรงสั่นสะเทือนที่มีขนาดใหญ่กว่าไมค์แบบปกติ ทำให้เก็บรายละเอียดได้ดีกว่า
และตอบสนองความถี่ได้กว้างกว่า และไมค์แบบคอนแดนเซอร์นั้นต้องการไฟเลี้ยง บางรุ่นจะมีช่อง
ใส่แบตเตอรี่มาให้ บางรุ่นแถมแอแดปเตอร์ให้ ซึ่งถ้าไม่มีทั้งสองอย่างนั้นหมายถึงไมค์ตัวนั้นรับไฟเลี้ยง
ผ่านทางสายสัญญาณได้อย่างเดียวซึ่งเรามักเรียงว่า เฟนทอม (Phantom +48v)
และใน Audio Interface รุ่นใหม่ๆจะมีไฟ phantom +48v มาให้เลยเพื่อความสะดวก
ราคาเท่าไหร่และรุ่นไหนดี?
เป็นคำถามที่คนตอบก็เกาหัวยิกๆ เพราะไม่รู่ว่าคนถามมีงบเท่าไหร่ เอาไปอัดอะไร และใช้อุปกรณ์ใดอยู่บ้าง
เอาเป็นว่าเลือกรุ่นที่ชอบ บวกกับงบประมาณที่ลงตัว อย่างถ้ามีงบไม่มากอาจจะเลือกพวก Samsom
รุ่นที่มีขั้วต่อแบบ USB ทำให้สะดวกและประหยัดไปได้เยอะ แต่อย่าถามนะว่ามันจะดีกว่าแบบ XLR
หรือเปล่า ตอบแบบฟังธงได้เลยว่ามันไม่ได้ดีกว่าแถมอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำเพราะว่ามันฝัง Audio Interface
ใว้ในตัวทำให้ไม่สามารถเอา Audio Interface ดีๆมาใส่เพิ่มในภายหลังได้ เพราะฉนั้นถ้า
เราคิดถึงอนาคตเผื่ออัพเกรดก็จะอย่าได้เลือกเลย แต่บางท่านที่คิดว่าคงไม่ได้ใช้อะไรเพิ่มเติม เช่นอัดเสียง
พากย์ บรรยายเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ทำงานดนตรีเลย ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ สำหรับท่านที่ทำงานดนตรี
นั้นต้องหาข้อมูลให้มากๆ เพราะไมค์แต่ละตัวก็ให้แนวเสียงแตกต่างกันไป ตัวนี้เหมาะแนวร็อค ตัวนั้นเหมาะ แนว แจ๊ส
มันหลากหลายมากๆ ผู้เขียนไม่สามารถ บรรยายได้หมด ไมค์ที่ใช้ทำเพลงนั้นควรเริ่มต้นที่ราคา หมื่นกลางๆ
จะเหมาะสมมากที่สุด ในราคานี้คือสำหรับ Home Studio นะ ยี่ห้อที่แนะนำก็มีหลักๆที่ใช้กันก็พวก
AKG,SHURE,SENNHEISER,BEYER DYNAMIC,AUDIO TECHNICA,
ELECTROVOICE(EV),RODE,
2.ปรีไมค์

เป็นอุปกรณ์ที่หลายๆคนมองข้ามมันไป ทั้งที่มันถูกสร้างมาคู่กับไมค์ ขาดมันไปไมค์ราคาเรือนแสนก็ไร้ค่า
เพราะว่า สัญญาณที่ออกมาจากไมค์นั้นมันเบามากๆ ถ้าเอาไปบันทึกก็คงจะได้สัญญาณเสียงที่เบากว่าเสียง
รบกวนแน่ๆ ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องมี ซึ่งสมัยนี้ Audio Interface บางตัวนั้นก็จะมีปรีไมค์มาให้เลย
แต่ปรีไมค์นั้นมีสองประเภทคือปรีไมค์แบบ ซอร์ฟแวร์ และปรีไมค์แบบ ฮาร์ดแวร์ ที่อยู่ในโปรแกรมหรือ
ปลั๊กอินนั่นเองซึ่งเราจะเห็นว่ามันไม่มีปุ่มหมุนเพื่อเร่งสัญญาณ แต่ใช้การคลิกเมาส์แทน เป็นการจำลองเสียงปรีไมค์เท่านั้น
การปรับที่ซอร์ฟแวร์นั้นเป็นการเร่งที่ปลายสัญญาณทำให้เสียงน๊อยส์ที่มากับเสียงสัญญาณ นั้นถูกขยายไปด้วย
ทำให้เกิดเสียงรบกวน ต่างจากการใช้ปรีไมค์แบบ ฮาร์ดแวร์ ที่ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนที่ถูกขยายน้อยกว่าเพราะ
เป็นการเร่งที่ต้นสัญญาณก่อนเกิดน๊อยส์ ทำให้เสียงสะอาดกว่า เพราะฉนั้นถ้าเราเลือกซื้อ Interface เรา
ควรจะดูให้แน่ใจว่ามันมีปรีไมค์แบบ ฮาร์แวร์จริงๆแถมมาให้ด้วย แต่อย่าไปถามคนขายล่ะ เค้าก็ว่าของเค้ามีปรีไมค์มา
ให้อยู่แล้ว ให้เราลองดูแบบที่มีปุ่มหมุ่นเพื่อเร่งเสียงไมค์ นั่นหล่ะใช่เลย แต่ถ้าใครที่มีงบประมาณเหลือๆจะซื้อแยก
ใว้ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด หากท่านซื้อไมค์อัดเสียงมาราคา 18,000 บาทก็เลือกซื้อปรีไมค์ ซัก สามมสี่พันบาทกำลังดี
แต่หายากหน่อยอาจจะเอามือสองก็ได้ครับ เพราะเดี๋ยวนี้ปรีไมค์มีแต่ตลาดบนที่ผู้ใช้เน้นคุณภาพมากๆ ราคาก็จะค่อนข้างสูง
มีทั้งแบบหลอด แบบ SS แตกต่างกันในเรื่องของแนวเพลงซะมากกว่า ส่วนยี่ห้อนั้น ก็พวก LEXICON ,BERIHGER
,PRESONUS,DBX, หรืออื่นๆอีกซึ่งต้องขอบอกใว้ก่อนว่า ท่านที่ทำ Home Studio แต่ในปัจจุบันมีปลั๊กอิน
มากมายที่เลียนแบบเสียงของปรีไมค์รุ่นดังๆต่างๆมากมาให้เลือกใช้ แน่นอนว่าไม่มีวันเทียบกับของจริงตัวเป็นๆได้
แต่ถ้าหากงบน้อยจริงๆก็เลือกแบบที่มากับ Audio Interface จะดีกว่าครับ อ้อ..อย่าลืมเรื่อง phantom +48v. ด้วยนะ
3.Audio Interface

เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้า ที่ผ่านการขยายเบื้องต้นแล้วจากปรีไมค์ ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบ
"ดิจิตอล" การทำเพลงด้วยคอมพ์พิวเตอร์ จะขาดอุปกรณ์ตัวนั้ไปไม่ได้เลยเพราะว่าคอมไม่สามารถวิเคราะห์สัญญาณ
ในรูปแบบอนาล็อคได้เราจึงต้องใช้อุปกรณ์ตัวนี้แปลงให้เป็นดิจิตอลเสียก่อน อุปกรณ์ตัวนี้นั้นถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีราคา
แพงมากผู้ใช้ตามบ้านนั้นถ้าไม่ร่ำรวยจริงก็คงไม่มีโอกาศได้สัมผัส ต้องใช้ ซาวด์การ์ดแทน ซึ่งทั้งดีเลย์ทั้งน๊อยส์เยอะ
แต่ปัจจุบันเกิดการแข่งขันกันมากขึ้นอุปกรณ์มีราคาถูกลง ผู้คนนิยมทำงานแพลงที่บ้านมากขึ้น Audio Inerface
มีราคาถูกลงมาก ส่วนการเลือกซื้อก็เช่นเดิมคือ ดูที่การใช้งานก่อน อย่างถ้าเราใช้ไมค์อัดเสียงร้องช่องเดียว
ก็เลือกที่มีช่องเสียบไมค์ น้อยเพื่อประหยัด แต่ว่าจะเอารุ่นที่คุณภาพระดับไหนก็แล้วแต่เงินในกระเป๋า ส่วนท่านที่
อัดเสียงกลองจริง หรือเครื่องดนตรีที่ใช้ไมค์หลายๆตัว หรืออัดสดๆกับวงโฟคซอง คือใช้ที่เดียวหลายช่องพร้อมๆกัน
ก็เลือกรุ่นที่มีช่องเสียบไมค์เยอะๆ ส่วนทางด้านเอ้าพุท ก็ต้องดูตามการใช้งานว่าเราฟังมอนิเตอร์พร้อมกันสูงสุด
กี่ช่องก็เลือกเอ้าพุทให้ตรงกับความต้องการ ส่วนยี่ห้ออะไรดีบอกตามตรงว่าผู้เขียนตามตลาดไม่ทันจริงๆ เอาเป็นว่า
เลือกที่เค้านิยมๆกันก็ได้เรื่องแนวเพลงตรงจุดนี้ไม่มีผลอะไร อยู่ที่คุณภาพและความสะดวกในการใช้งานมากกว่า
คำถามยอดนิยมก็คือ "ใช้ซาวด์การด์ แทนได้มั้ย เนี่ยผมซื้อมาราคาตั้งเกือบหมื่น Audio Interface ในราคาตัว
ละสามสี่พันสู้ไม่ได้หรอก" อืม...อยากจะบอกว่า Audio Interface มันออกแบบมาเฉพาะทางมากกว่า
ผู้ผลิตซาวด์การ์ดเค้าไม่สนใจหรอกว่าสินค้าตัวเองจะอัดเสียงได้ดีหรือเปล่า เค้าทำมาให้คนที่ซื้อเอาไปฟังเพลง
คืออัดเสียงก็ได้นิดหน่อย จากไมค์คอมพ์ตัวละร้อยกว่าบาท แล้วเค้าจะทำวงจรมาดีๆทำไมกันล่ะ ทำมาก็ต้นทุนสูงเปล่าๆ
คือมันก็ใช้ได้แต่ผมไม่แนะนำเลย เอาเป็นว่าพอแก้ขัดได้แต่อย่าหวังเรื่องประสิทธิภาพมากนัก
และท่านที่ใช้งานในส่วนของ MIDI ก็ควรตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่ารองรับกับอุปกรณ์ที่มีหรือเปล่า
แล้วก็เรื่องของการรองรับการจ่ายไฟแบบ Phantom สำหรับไมค์คอนแดนเซอร์ จุดนี้ก็ควรจะมีใว้ด้วย
พอร์ตไหนดี?
อันนี้ต้องแล้วแต่ความสะดวกของผู้ใช้ด้วย ว่าเครื่องเรารองรับแบบไหน แต่ละพอร์ตก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
เรื่องประสิทธิภาพ แต่ถ้าถามผม ผมชอบแบบ PCI มากที่สุดเพราะมันสเถียรที่สุด(ไม่มีการหลวม ถ้า
ไขน๊อตให้แน่น) พวกที่เป็นสายอย่าง USB หรือ Firewire จะเสี่ยงต่ออาการ"สายหลวม" ได้ง่ายๆ
อีกทั้งคุณภาพของสาย แต่ปัจจุบันนั้นแทบจะหาแบบ PCI ไม่ได้เลย เพราะแบบอื่นๆนั้นจะง่ายกว่าในเรื่องของ
การออกแบบ เอาเป็นว่าเลือกกันตามสะดวกเลยเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อน่ะ
4.computer

แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆในชีวิตประจำวันไปซะแล้ว แล้วสเป็คสำหรับการทำงานเสียงเท่าไหร่ดี?
ปัจจุบันความเร็วของคอมพ์พิวเตอร์นั้นเร็วกว่าเดิมเยอะมาก เรียกว่าเหลือเฟือในราคาสบายกระเป๋าเลย
ถ้าใช้อัดทีละแทร็คก็เอาซัก core2 ขึ้นไป แต่ถ้าอัดเสียงทีละหลายแทร็ค ใช้ปลั๊กอินเยอะๆ นี่แนะนำ
i5 หรือ i7 ไปเลยจะดีกว่า ส่วนเรื่อง VGA แนะนำว่าให้มีแรมซัก 512 เพราะโปรแกรม และปลั๊กอิน
สมัยนี้ทำออกมาได้อลังการเหลือเกิน ทำให้ต้องการประสิทธิภาพในการแสดงผล มากกว่าแต่ก่อน
ใช้โน๊ตบุ้คได้ป่ะ?
แน่นอนว่าใช้ได้ครับ แต่เราต้องดูประสิทธิภาพกับงานที่ทำ รวามทั้งอินทอเฟสของอุปกรณ์กับโน๊ตบุ้คด้วยนะ
ไม่ใช่ว่าเอาไปอัดเสียงการแสดงสด 32 track แบบนี้คงไม่ไหว ต่อให้เครื่องละ เจ็ดหมื่นก็คงไม่ไหว
ถ้าใช้อัดเสียงทีละแทร็คก็ได้อยู่ สาม-สี่แทร็คก็ยังไหว แต่ก็ต้องดูเรื่องของสเป็คด้วยนะ จริงๆแล้วต่ำกว่า core 2
ก็ได้นะ แต่ผมเคยใช้อัดเสียงการแสดงสด แบบ 2 track แล้วพบว่า เวลาอัดไปนานๆ สักชั่วโมงครึ่งจะมีเสียง
กระตุกๆ เอาเป็นว่าผมไม่แนะนำละกันเพราะเราคงไม่อยากให้งานเสีย อีกทั้งเรื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อ ถ้าหากเรา
ใช้แบบ USB ต้องแน่ใจว่าอุปกรณ์เราเป็น แบบ USB ด้วยนะ
5.ซอร์ฟแวร์

ปัจจุบันมันมากมายซะเหลือเกิน ขึ้นอยู่กับความถนัดและอุปกรณ์ที่มีด้วย อย่าง PROTOOL นี้รองรับแค่อินทอเฟส
บางตัวเท่านั้น ซึ่งเราก็ต้องศึกษาด้วยว่าโปรแรมไหนรองรับอุปกรณ์แบบไหน และรองรับงานที่เราทำด้วยหรือเปล่า
แล้วก็เรื่องของปลั๊กอิน อินนี้ก็เป็นเรื่องของแนวเพลงมากกว่า ว่าเราอยากได้เสียงแบบไหนยังไง แต่อยากจะบอกว่า
พยายามใช้ให้น้อยที่สุด ยิ่งใช้มากเสียงยิ่งและ เชื่อผม เช่นว่าหากเราต้องการเสียงกีต้าร์จ่อ ที่ขอบของตู้เราก็ควรไปย้ายไมค์
ให้จ่อที่ขอบตู้จริงๆดีกว่า ไม่ใช่อะไรๆก็ใส่ปลั๊กอินเค้าทำมาเพื่อให้เราใช้ในบางอย่างที่หาของจริงๆไม่ได้คือจำเป็นจริงๆเท่านั้น
การตั้งค่าก็สำคัญนะ อันนี้มันหลากหลายเหลือเกิน ขึ้นอยู่กับงานที่เรากำลังจะทำ เรื่องโปรแกรมผมแนะนำว่าให้ใช้ที่เค้า
นิยมจะดีกว่า หากเราใช้โปรแกรมที่ไม่ได้รับความนิยมในบ้านเรา เมื่อมีปัญหาเราจะไม่สามารถถามใครได้เลย
(เหมือนผม T_T)
6.Monitor


ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง จอภาพนะจ๊ะ แต่หมายถึงระบบการตรวจสอบ เสียงที่เราได้บันทึกไปแล้วว่ามีคุณภาพมากแค่ไหน
แต่ถ้าเรามีระบบการตรวจสอบที่ด้อยคุณภาพ งานบันทึกของเราก็ด้อยคุณภาพไปด้วย ในจุดนี้เราก็ไม่ควรมองข้าม
ลงทุนตรงซัก 5-6 พัน(สำหรับหูฟัง) หรือซัก 7-8พัน(สำหรับลำโพง) อย่าไปเสียดาย ยี่ห้อที่แนะนำคือไม่ควรเป็นยี่ห้อ
ที่เด่นในการฟังเพลงแนวไหนแนวเดียว แม้ว่าเราจะกำลังทำดนตรีร็อค ก็ไม่ควรนำมอนิเตอร์ที่เด่นเรื่องแนวร็อค
มาใช้มอนิเตอร์โดยเด็จขาด ควรจะหามอนิเตอร์ที่ฟังได้ทุกแนว หรือกำหนดออกมาจากโรงงานเลยว่า สำหรับการ
มอนิเตอร์นะ และควรจะฟังให้ชินกับแนวเสียงของมอนิเตอร์นั้นๆ ยี่ห้อยอดนิยมในการทำงานมอนิเตอร์ก็พวก
Beyer Dynamic,Sony(บางรุ่น) ,SHURE(บางรุ่น) AKG และอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึง
Edit: เพิ่มเติม ถ้าหากเป็นหูฟังแบบครบหัว ควรจะใช้แบบ เปิดเพราะเสียงเบสที่ได้จะเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบปิด
7.อื่นๆ
อย่างเช่นขาตั้งไมค์,สายสัญญาณ,pop up(แผงกันน้ำลายกระเด็นโดนไมค์ ***..ห้าา), spider,shock mouse
mixer จำเป็นหรือเปล่า? แน่นอนว่าหลายๆท่านคงจะข้องใจ เห็นห้องอัดค้ามีกัน ผมซื้อแบบถูกๆมาตั้งใว้โก้ๆ
ได้ป่ะ? ได้ดิถ้าอยากเสียตังเล่น จริงๆแล้วมันก็มีประโยชน์นะถ้าเราเข้าใจการทำงานของมัน รู้ค่าของมัน ทั้งปัจจุบัน
ก็มีแบบที่เป็น Audio Interface ในตัวทำให้ใช้ควบคุมโปรแกรมได้เลย แต่เห็นราคาแล้วงานนี้
Home Studio คงต้องถอย แต่ถ้างบเหลือเราอาจจะมีใว้สักตัวก็ไม่ผิดประการใด เพราะการทำงานเกี่ยวกับเสียง
ถ้าหากมันเยอะๆ ยุ่งๆ ทั้งฟังทั้งอัด mixer จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายมากขึ้น ส่วนกี่ช่องดี ระดับ Home Studio
ก็ซัก 4-8 ช่องก็เหลือเฟือแล้วครับ แต่มีหลักการเลือกซื้อสำหรับ สตูดิโอระรับกลางๆ ว่าควรเลือกที่มี bus,group,
หรือ AUX เยอะๆ เพราะเราอาจต้องส่งเอ้าพุทหลายแหล่ง ส่วนโฮมสตูก็เอาอย่างที่บอก ก็พอ
ขั้นตอนการทำงาน
อันดับแรกที่ต้องนึกถึงก็คือสถานที่ครับ เตรียมให้พร้อม ถ้าเป็นห้องนอนต้องสำรวจด้วยว่ามีวัสดุที่สะท้อนเสียงได้ดี
มากเกินไปหรือเปล่า เพราะมันจะสร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับเรา การแก้ปัญหาเบื้องต้นก็คือใช้ผ้าขึงใว้ไม่ให้เสียง
สะท้อน พื้นห้องก็เช่นกันควรจะหาอะไรมาปูใว้เพื่อลดเสียงสะท้อนให้น้อยที่สุด เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ถ้าเป็นวัสดุแบบ
แบน เรียบ เงาๆ อย่างทีวี ควรหาผ้ามาคลุมใว้ เรื่องเครื่องปรับอากาศก็เช่นกัน เสียงที่เล็ดลอดเข้ามาต้องน้อยที่สุด
เพราะว่าไมค์ที่เราใช้ในการบันทึกเสียงนั้น มีความไวสูงมากๆ เสียงที่เบาที่สุดมันก็สร้างปัญหาให้กับเราได้ ทำไงก็ได้
ให้เงียบที่สุดสะท้อนให้น้อยที่สุด เพราะห้องนอนยังไงเสียงก็ไม่ทึบ(เสียงทึบก็คือการที่เสียงไม่เกิดการสะท้อนเลย)
แต่จะมีเสียงรั่วแทน ฮ่าๆ อันนี้หนักกว่าอีก
การเซ็ตอัพอุปกรณ์ต่างๆ (Set Up)
ขั้นตอนนี้ควรทำด้วยความปราณีตที่สุด การตั้งไมค์ต่างๆ ต้องลองหลายๆจุด ลองไปด้วย ลองมอนิเตอร์ไปด้วย
ถ้าเป็นการอัดกีต้าร์ที่ต้องเปิดเสียงดังๆ แนะนำให้เอาตู้กีต้าร์กับไมค์ใว้ในตู้เสื้อผ้า เพราะเปิดเสียงดังมากๆได้โดย
ไม่ทำความรบกวนผู้อื่น เวลาอัดเสียงที่ต้องใช้ไมค์คอนแดนเซอร์ต้องระวังให้มากที่สุด แม้แต่เสียง คลิ๊กเม้าส์
เสียงหายใจของผู้ที่ควบคุมโปรแกรม เสียงพัดลมคอมพ์(เอาไปตั้งใว้ไกลๆไมค์)
ตั้งไมค์ในห้องน้ำได้ป่าวพี่?
ได้ครับ ถ้าหากว่า ห้องน้ำห้องนั้นมีค่าเรโซเนนซ์พารามิเตอร์ตรงกับค่าเท็มโปของเพลงที่กำลังอัดพอดี (ซึ่งแทบจะ
เป็นไปไม่ได้เลย) หรือนักพากย์เสียงถามผมว่า แล้วผมล่ะได้มั้ย? ก็ได้ครับถ้าหากประโยคนั้นๆ ไม่ต้องการความ
คมชัดเจนของเสียงเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถสร้างเสียงสะท้อน เสียงก้องได้หลากหลายมากมาย จากปลั๊กอินต่างๆ
ที่มีให้เลือกมากมาย เอาเป็นว่าอย่าลำบากขนอุปกรณ์แสนรักไปในห้องน้ำเลยเชื่อผม มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอก
ไมโครโฟนแบบคอนแดนเซอร์ควร ใส่อุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนด้วย เพราะแรงสั่นสะเทือนนั่นเกิดขึ้นกับตัว บ้าน/อาคาร
ของเราตลอดเวลา เต่เราไม่รู้สึก แต่ไมค์ของเรามันรู้สึก
การบันทึกเสียง(Recording)
ขั้นตอนนี้ยากที่สุด กินเวลามากที่สุด ในการทำงาน ก่อนบันทึกเสียงเราควรตรวจสอบ signal level(ระดับ
ความแรงของสัญญาณ) ด้วยว่ามีความแรงมากพอ ที่จะต่อสู้กับเสียงรบกวนพื้นฐาน และไม่ดังเกินไปจนแตกพร่า
เราสามารถตรวจสอบได้โดยดูจาก peak meter ในโปรแกรม หรือที่ปรีไมค์ เอาให้ใกล้ค่า 0 dB.ให้มากที่สุด
อย่าคิดว่าโอ๊ยไม่เป็นไร อัดเบาๆสัญญาณต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ที่ -30 dB.ก่อนเดี๋ยวมาเร่งเอา ตอน mix down ก็ได้
อย่าได้คิดแบบนั้นเชียวครับ เป็นการกระทำที่ผิดพลาดอย่างแรง เพราะถึงแม้เสียงจะดังขึ้น แต่สัญญาณรบกวนก็ดังขึ้นด้วย
แล้วน้ำหนักเสียง (dynamic) นั้นจะเสียไปเลย ระยะ***งจากไมค์ ลักษณะการร้องของนักร้อง เราต้องรู้ว่าท่อน
ไหนดังสุด ท่อนไหนเบาสุด ดังที่สุดต้องเข้าใกล้ 0 dB. ที่สุด ถ้านักร้องไม่สามรถควบคุม ระดับเสียงของตัวเองได้
คือพอเราตั้งเสียง(ปรับปรีไมค์)ให้พอดีแล้ว นักร้องเสียงตกร้องเบา หรือของขึ้นเกิดตะเบ็งเสียงเอาดื้อๆเราก็สามารถใช้
เอ็ฟเฟ็คประเภท ปรับปรุงสัญญาณ เช่น compreesser/limiter ได้ครับ ใส่ไปในขณะ บันทึกเลย
ท่านอาจจะเคยได้ยินว่า เอ...มันต้องไม่ใส่เอฟเฟ็คขณะบันทึกเลยไม่ใช่หรอ อืม...ใช่ครับ แต่นั่นมันสำหรับเอฟเฟ็ค
ประเภทแต่งเติมเสียง แต่พวกปรับปรุงสัญญาณ ควรจะใส่ลงไปเลย ตัวอย่างเช่น นักร้อง ร้องดังไป ทำให้เสียงแตก ผมก็
อัดมาทั้งแตกๆ แล้วคิดว่า การใส่ compresser ในภายหลังแล้วจะทำให้เสียงไม่แตกได้ เป็นความคิดที่ผิดอย่าง
แรงครับ เช่นเดียวกับการที่นักร้องร้องเบา แล้วมาเร่งเสียงทีหลัง คืออยากจะบอกว่าควรแก้ปัญหา ที่ต้นเหตุให้ได้ก่อน
ที่เราจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็ควรจะปรับให้พอดีด้วย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใส่มันเข้าไป ยิ่งใส่น้อยมากเท่าไหร่เสียง
ยิ่งไม่ถูกบีบอัด มากเท่านั้น แต่ถ้าเป็นนักร้องมืออาชีพที่มีประสบการณ์แล้ว เค้าจะรู้ว่า HEAD ROOM ของอุปกรณ์
มีเท่าไหร่ได้โดยการฟังมอนิเตอร์ เพราะเสียงแตกพร่าหรือก่อนจะแตกพร่า และน้ำหนักเสียง ต่างๆ พวกนี้ ถ้านักร้อง
ที่มีประสาทหูที่ดีจะฟังออกได้โดยง่าย ทำให้ควบคุมระดับเสียงได้ดี เราจึงไม่จำเป็นต้องใส่เอฟเฟ็คใดๆเลยในขั้นตอน
การบันทึก แล้วก็เรื่องการปรับ EQ. อันนี้ไม่บอกก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วล่ะว่า ไม่ต้องปรับอะไรใดๆทั้งสิ้น แล้วก็เรื่อง
การมอนิเตอร์ ถ้าอุปกรณ์รองรับ ASIO ก็ใส่ไปเลยครับ เพื่อลดการ ดีเลย์ หรือเอาแบบบ้านๆ ก็เอาไฟล์เพลงใส่เครื่องเล่น
แล้วเปิดด้วยเครื่องเล่นอื่นที่ไม่ใช่คอมพ์ที่กำลังบันทึกอยู่ เพื่อไม่ต้องกังวลว่าเสียงจะดีเลย์ และต่อมอนิเตอร์หูฟัง(ฟังเสียง
ร้องของนักร้องเอง)ไปที่ ช่องมอนิเตอเอ้าจาก Audio Iinterface โดยตรงเพื่อลดการดีเลย์ แต่อุปกรณ์
ราคาแพงๆนั้นจะไม่รองรับ ASIO เพราะมันมีค่าดีเลย์เป็น 0 ไง เลยไม่จำเป็นต้องพึ่งพา ASIO เลย
ส่วนการอัเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็คล้ายๆกัน แต่จะยากกว่า ตรงที่การตั้งไมค์ แล้วจะรู้ได้ไงอ่ะว่าตรงไหนดีที่สุด?
คำตอบง่ายๆ เราก็ฟังเอาเองสิ จริงๆเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้น ก็ย่อมมีหลักการวางไมค์ ของตัวเอง อันนี้เป็นเรื่องที่
ต้องศึกษาไปเรื่อยๆ อีกทั้งสภาพห้อง อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีผลในเรื่องของการวางไมค์ทั้งสิ้น คำแนะนำสำหรับมือใหม่ก็คือ
"ลองฟังไปเรื่อยๆ" อ้อ......ลืมบอกไปว่า เสียงบางอย่างเราก็ไม่ต้องการน้ำหนักเสียงมาก อย่างนักร้องประสาน
เราก็สามารถ ตั้งไมค์ไกลๆ หรือปรับ ปรีไมค์เบาๆ ก็ได้ ซึ่งทั้งสองแบบก็ให้น้ำหนักเสียงที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับ
แนวเพลง และความคิดสร้างสรรค์ ของ sound engineer ด้วย
เอาเท่านี้ก่อนว่างๆมาเขียนต่อ
Comment