มหากาฬ 3D ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ !!! รีวิว Oppo BDP-95

อเนกประสงค์ คือ สุดยอดของความต้องการที่ผู้ใช้คาดหวังจะได้จากอุปกรณ์ใด ๆ และก็เป็นความท้าทายของผู้ออกแบบ (และผู้ผลิต) ในการบริหารจัดการ "อรรถประโยชน์" เหล่านั้น กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า ประโยชน์มากหลายที่ให้มานั้น "โดนใจ" ผู้ใช้มากน้อยเพียงใด
ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ เป็น คำเรียกขานถึง เพลเยอร์ที่มีความสามารถเหนือกว่าเพลเยอร์ทั่วไป ในประเด็นการเล่นแผ่นที่หลากหลาย ซึ่งปัจจุบันฟอร์แม็ตระบบภาพและเสียง มีมากมาย มิได้จำกัดเพียงแค่ บลูเรย์ ดีวีดี หรือ ซีดี อย่างไรก็ดี อรรถประโยชน์ที่ท่านจะได้รับจาก ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ ที่ผมจะกล่าวถึงในบทความนี้ มีมากกว่าจะเรียกว่าเป็น ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ปกติ มิใช่แค่ประเด็นเรื่องของฟีเจอร์ และประโยชน์ใช้สอย แต่รวมถึง "คุณภาพ" ที่สูงกว่ามาตรฐานเพลเยอร์ในระดับราคาเดียวกัน

บน - BDP-93, ล่าง - BDP-95 ความแตกต่างที่สังเกตได้ชัด คือ ความหนาของตัวถังที่มากกว่าของรุ่น 95 ซึ่งมีเหตุผล ไม่ใช่ใหญ่แต่เปลือกเอาไว้เพื่อข่มขวัญแต่ดูข้างในกลับกลวงโบ๋ แผงหน้ามีการลบเหลี่ยมบ้างนิดหน่อยเพื่อลดความทื่อลงไปบ้าง ดีไซน์โลโก้ Oppo ไม่ได้เป็นแค่โลโก้เหมือนเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์เพาเวอร์ไปพร้อม ๆ กัน ใช้งานทีก็ต้องจิ้ม Oppo ที ได้อารมณ์ดีนะ ฮา ส่วนสวิทช์ควบคุมเป็นระบบสัมผัส (เมื่อเปิดใช้งานจะเรืองแสงขึ้นมา) ในขณะที่รุ่นเล็กเป็นปุ่มกดธรรมดา

อยากบันเทิงก็ต้องจิ้มกด Oppo กันหน่อย

ดูกันใกล้ ๆ กับปุ่มควบคุมหลักแบบสัมผัส ในขณะที่ปุ่ม Eject เป็นแบบปุ่มกดเช่นเดียวกับ 93 ข้าง ๆ กันเป็นตำแหน่งเซ็นเซอร์รีโมตอินฟราเรด ขวามือสุดเป็นช่องต่อ USB (มีฝาปิดอยู่)

เมื่อเป็นยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ อ็อปติคัลดิสก์ไดรวฟ์จึงอ่านได้หลายฟอร์แม็ต ทั้ง BD, SACD, DVD และ CD

บั้นท้ายเมื่อเทียบกับรุ่นเล็ก ดูไฮเอ็นด์ขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว

จุดแรกที่แสดงถึงความ "โปร" คือ อะนาล็อกเอาต์พุตแบบบาลานซ์ (XLR) ที่ "หายาก" สำหรับบลูเรย์เพลเยอร์ระดับราคานี้ ตั้งแต่รุ่น 93 นอกเหนือจากอินพุต USB จำนวน 2 ช่อง แล้ว จุดที่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก คือ ช่องต่อ eSATA แม้จะเห็นกันจนชินกับ HD Player แต่ไม่เคยมีในบลูเรย์เพลเยอร์แบบ stand-alone เห็นอย่างนี้ก็คงจะเดาได้ถึงอเนกประสงค์อีกจุดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวถังของยู นิเวอร์แซลเพลเยอร์เครื่องนี้แล้วกระมัง อ้อ อีกจุดหนึ่งที่เรียกว่าไม่ธรรมดา คือ Dual HDMI ประโยชน์ของจุดเชื่อมต่อเหล่านี้คืออะไร ผมจะทยอยแจ้งให้ทราบต่อไปครับ

มัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์พุต 7.1 แชนเนล อันบ่งบอกถึงการบรรจุภาคถอดรหัสเสียงดิจิทัลรอบทิศทางให้กายมาเป็นรูปแบบอะ นาล็อก จึงสามารถเชื่อมต่อใช้งานร่วมกับอะนาล็อกมัลติแชนเนลแอมปลิฟายเออร์ได้โดย ตรง ไม่ต้องพึ่งภาคถอดรหัสเสียงภายใน AVR ดังนั้นถึงแม้จะใช้งาน AVR หรือ AV Pre Processor รุ่นเก่า ที่ไม่มีภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์ไฮเด็ฟก็จะได้อานิสงส์ตรงนี้ไปด้วย อ้อ สิ่งที่พิเศษกว่า 93 หรือบลูเรย์เพลเยอร์รุ่นเล็ก ๆ ทั่วไป คือ รูปแบบการจัดวางออดิโออะนาล็อกเอาต์พุตที่มีระยะ***งกำลังดี ก็อย่างที่ทราบว่าวิธีการเชื่อมต่อลักษณะนี้ต้องใช้สายสัญญาณหลายเส้น หากเผื่อพื้นที่เอาไว้ เวลาเสียบถอดสายย่อมสะดวกกว่า ที่เห็นทั่ว ๆ ไปมักจะวางกระจุกรวมกันจะเสียบก็ยาก จะดึงก็ลำบาก โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ เส้นสาย ระดับบิ๊ก ๆ ทั้งหลาย
หากสังเกตเปรียบเทียบกับช่องต่อสายไฟเอซีกับรุ่น 93 จะพบข้อแตกต่างหนึ่ง แม้ทั้งคู่จะเป็นมาตรฐาน IEC Inlet เหมือนกัน แต่รุ่น 95 มีขากราวด์ ในขณะที่ 93 ไม่มี อันนี้มิได้เกี่ยวข้องกับการลงกราวด์ที่แตกต่างกันแต่อย่างใด เพราะถึงแม้ของ 95 จะมีขากราวด์ แต่ก็ลอยเอาไว้ มิได้เชื่อมกับตัวถัง ซึ่งเป็นรูปแบบปกติโดยทั่วไปสำหรับเพลเยอร์ในปัจจุบัน ประเด็นมันจึงกลายเป็นเรื่องของการเสียบต่อสายไฟต่างหากล่ะครับ ทั้งนี้ขาที่ 3 ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ แต่มันก็ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเสียบต่อมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเมื่อใช้งาน กับสายไฟเส้นโต น้ำหนักมาก

อุปกรณ์แอ็คเซสซอรี่ส์ใส่กล่องแยกไว้เป็นกิจจะลักษณะอย่างดี แบบนี้ดูดีมิใช่น้อย (ดีกว่าใส่ปน ๆ กันมาในกล่องใหญ่ หากเปิดกล่องไม่ดี มีอะไรร่วงหล่น เดี๋ยวไอ้นู่นหาไม่เจอ ไอ้นี่ก็หายไปไหนไม่รู้)

ภายในบรรจุไปด้วยอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ รีโมตคอนโทรล และสายไฟเอซี ที่ถึงแม้จะเป็นสายแถมแต่ก็ให้หน้าตัดตัวนำใหญ่กว่ามาตรฐานที่เห็นทั่ว ๆ ไป (3 x 2.0 sq.mm.) แถมสาย HDMI มาให้ด้วย ส่วนที่เด็ด คือ USB Wireless Adapter คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นมาตรฐาน Wireless N150 ในกรณีที่พื้นที่ใช้งานไม่ได้เตรียมเดินสาย LAN เอาไว้ ก็ใช้แบบ Wireless นี่เลย สะดวกดี อ้อ ผู้ผลิตให้สายต่อในกรณีไม่อยากเสียบ Wireless Adapter นี้ กับตัวเครื่องโดยตรง อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ให้มานอกเหนือจากที่อยู่ในกล่องดำ คือ คู่มือการใช้งาน (สำคัญ) ขนาดประมาณ A4 อ้อ ยังมีกระเป๋าผ้าอีก 1 ใบ (ไม่มีแสดงในรูป) ขนาดพอใส่ตัวเครื่องได้พอดิบพอดี เวลาจะยกไปไหนก็ใส่หิ้วไปเลย สะดวกดี

รีโมตคอนโทรลหน้าตาคุ้นเคยกันดี เพราะใช้มาตั้งแต่รุ่นก่อน (83) รวมไปถึงยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์บางเจ้า (ที่เป็น OEM จาก Oppo) แม้ว่าขนาดจะค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ส่งผลให้ขนาดปุ่มกดใหญ่โตตามไปด้วย นอกจากกดได้สะดวกแล้ว สัญลักษณ์หรือตัวอักษรกำกับก็มองเห็นได้ชัด ที่สำคัญ คือ Backlit สีส้ม เห็นสะดวกแม้ในห้องมืด
ดีท็อกซ์... สุขภาพดีเกิดจากภายในสู่ภายนอก ??

ราคานี้ ตำแหน่งภาควิดีโอ กับดิจิทัลออดิโอจะรวมอยู่บนบอร์ดเดียวกันซ้ายมือ ส่วนอะนาล็อกออดิโอแยกบอร์ดไว้ขวามือข้าง ๆ กัน ใกล้กันนั้นมีภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง ซึ่งเปลือยเปล่า มิได้กั้นส่วนใด ๆ อย่างไรก็ดีเมื่อดูเกรดอุปกรณ์ประกอบภายในเล็ก ๆ เหล่านี้ ก็ดูดีมีคุณภาพทีเดียว

ทีนี้พอมาเป็นรุ่นใหญ่ ราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่านึง ความแตกต่างย่อมมี แต่จะมีอะไรบ้างที่พัฒนาขึ้น จากรูป (ถ้าอ้างอิงกับรูปของ 93 รูป 95 ถ่ายสลับบนล่างกันนิดหนึ่งนะครับ ด้านล่างของรูป คือ ด้านหน้าเครื่อง ส่วนรูป 93 ด้านล่างของรูป คือ ด้านหลังเครื่อง) จุดที่เห็นชัดเจนเพราะปิดบังพื้นที่เกินครึ่งจนมองส่วนอื่น ๆ แทบไม่เห็น นั่นคือ "อะนาล็อกออดิโอบอร์ด" เพราะอะไร ขนาดจึงใหญ่กว่าเดิมถึงกว่า 4 เท่า !

ถ้าไล่นับจำนวนช่องต่อจะพบว่า Oppo ได้เพิ่มอะนาล็อกแบบ 2 แชนเนล มาเฉพาะการณ์ จึงไม่ต้องไปอิงกับมัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์เหมือนเดิม ทั้งนี้ในกรณีที่เชื่อมต่อผ่านเอาต์พุตนี้กับซิสเต็มแบบอะนาล็อก 2 แชนเนล แม้สัญญาณต้นฉบับเป็นรูปแบบมัลติแชนเนล ระบบจะทำการดาวน์มิกซ์สัญญาณเป็นสเตริโอให้อัตโนมัติเลย (เดิมหากเชื่อมต่อกับช่องมัลติแชนเนล ต้องมาเซ็ต Audio Processing Output ให้ตรงกับการใช้งาน กล่าวคือ อาจต้องปิดฟังก์ชั่น Bass Management เพื่อให้ LFE ถูกมิกซ์มากับสัญญาณสเตริโอ รวมไปถึงเอฟเฟ็กต์จากแชนเนลอื่น ไม่ถูกตัดทิ้งหายไปไหน) แต่ข้อดีมิได้มีแค่นั้น ประโยชน์แท้จริงคงต้องให้น้ำหนักไปที่การเพิ่มช่องต่อแบบบาลานซ์มากหน่อย ก็อย่างที่ทราบว่าเอาต์พุตรูปแบบนี้ให้อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนที่ดี กว่าแบบอันบาลานซ์ แต่อีกจุดสำคัญที่เอาต์พุต 2 แชนเนล ทั้งบาลานซ์และอันบาลานซ์ได้อานิสงส์ไปพร้อม ๆ กัน คือ การเพิ่มเติม ESS ES9018 SABRE32 32-bit DAC chip สำ หรับสเตริโออะนาล็อกเอาต์โดยเฉพาะ ส่งผลให้ตัวเลขอย่าง DNR (Dynamic Range) และ THD+N (Total Harmonic Distortion plus Noise) มีเพดานที่สูงขึ้นไปอีก ส่วนจะส่งผลกับคุณภาพเสียงในการใช้งานจริงมากน้อยเพียงใด เดี๋ยวมาลองกันช่วงรายงานคุณภาพเสียงครับ
หมายเหตุ : ในรุ่น 95 ใช้ ES9018 DAC chip 2 จุด โดยแยกสำหรับมัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์พุตจุดหนึ่ง และสเตริโอเอาต์พุตอีกจุดหนึ่ง) ถึงแม้ 2 จุด มันจะไม่เทพแบบยูนิเวอร์แซลรุ่นท็อประดับตำนานหลายตัวในตลาด ที่แยกอิสระในระดับแชนเนลละตัว แต่ก็สมควรแก่ราคาแล้ว ส่วน 93 นั้น ใช้ Cirrus Logic CS4382A 24-bit DAC chip (เบอร์เดียวกับรุ่น 83) เพียงจุดเดียวสำหรับอะนาล็อกออดิโอเอาต์ทั้งหมด

จุดที่ 2 ที่เพิ่มเข้ามา คือ Toroidal Power Supply สำหรับภาคออดิโอ ซึ่งพะยี่ห้อ มาด้วย... คงได้ใจสาวกหัวใจออดิโอไฟล์พอสมควรเลย แต่ดูแล้วมันก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ (ข้อดีของหม้อแปลงแบบนี้ คือ อัตราการแผ่สัญญาณรบกวน EMI ต่ำกว่าแบบ EI) จึงเป็นขุมกำลังคุณภาพ ก่อนจะส่งไปเลี้ยงบอร์ด (อยู่อีกฝั่ง ด้านขวามือ) ที่มีตัวเก็บประจุของ ELNA วางเรียงรายเป็นขุมกำลังให้กับอะนาล็อกออดิโอบอร์ดอีกทีหนึ่ง ส่วนภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งที่ยังต้องมีอยู่ (ตัดออกไม่ได้) ก็มีการกั้นครอบเอาไว้ต่างหาก ป้องกันการแผ่สัญญาณรบกวนไปยังวงจรข้างเคียงอื่น ๆ
ว่าด้วยเรื่องของ "Dual HDMI"

Oppo 93/95 เป็นหนึ่งในเพเยอร์ที่มี Dual HDMI ว่าแต่มันเอาไว้ใช้ประโยชน์อะไร ? การเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียง จากแหล่งโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม (BD/DVD Player, HD Player, Game Console, Satellite Receiver, etc.) ในปัจจุบัน ที่ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบรวบสัญญาณภาพและเสียงไว้ในสายสัญญาณเพียงเส้น เดียว (HDMI) หากจะให้สมบูรณ์ในการรับชม (ฟัง) ทั้งภาพและเสียง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเชื่อมต่อสัญญาณผ่าน AVR ซึ่งที่ผ่านมาการเชื่อมต่อลักษณะนี้สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ดีวิธีการนี้เป็นการเพิ่มความสำคัญให้กับ AVR โดยเป็นศูนย์รวม หรือทางผ่านของสัญญาณด้านภาพและเสียงทั้งหลาย และฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งปวงในระบบโฮมเธียเตอร์ ภาระอันหนักอึ้งนี้ หาก AVR ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้รับการอัพเดทให้รองรับมาตรฐานใหม่ ๆ ย่อมกลายเป็นภาระอันส่งผลกระทบกับศักยภาพ และลดทอนประสิทธิภาพการใช้งานเสียเอง

แล้ว Dual HDMI จะช่วยอะไรในประเด็นนี้ ? หากเพลเยอร์ได้ให้ HDMI Output แบบคู่ (Dual) มา ประการแรก ผู้ใช้สามารถตัดประเด็นเรื่องสัญญาณภาพผ่าน AVR ไปได้ (เฉพาะการรับชมภาพยนตร์บลูเรย์ ดีวีดี ฯลฯ ที่เล่นผ่านเพลเยอร์เครื่องนี้) เช่น หากเป็น AVR รุ่นเก่าที่ไม่รองรับ 3D Pass-through โดยปกติจะเป็นปัญหาสำหรับการใช้งาน เพราะ AVR ไม่สามารถเอาต์พุตระบบภาพ 3D ไปยังจอภาพ ครั้นจะต่อตรงเข้าจอภาพ ก็จะไม่ได้อานิสงส์ด้านเสียงผ่าน AVR

แต่ถ้ามี HDMI คู่ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเราสามารถปล่อยสัญญาณ 3D Video ตรงเข้าที่ทีวีได้เลยแบบชิลล์ ๆ ส่วนเสียงก็ไม่เสียอรรถรส เพราะยังคงเชื่อมต่อสัญญาณเสียงดิจิทัลผ่าน HDMI อีกเส้นหนึ่งไปยัง AVR วิธีการนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องของการสูญเสียสัญญาณสำหรับท่านที่จริงจัง เนื่องจากลดตัวกลางที่อาจลดทอนคุณภาพสัญญาณลง นอกจากนี้ผู้ผลิตยังชูเหตุผลในเรื่องของ Bit rate (หลักการคล้าย ๆ กับการแยกท่อ) การส่งผ่านสัญญาณจึงดีขึ้น ผลลัพธ์อย่างคุณภาพภาพและเสียงก็จะดีขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดีวิธีการนี้จำเป็นต้องเพิ่มสาย HDMI เข้ามาอีก 1 เส้น เพราะมิได้หมายความว่าจะตัดการใช้งาน HDMI Monitor Out ที่ใช้กับ AVR ออกไปได้ เพราะยังคงต้องอาศัย AVR ในการคอนเวิร์ต รวมถึงการอัพสเกลสัญญาณภาพรูปแบบเก่า (analog video - standard definition) สำหรับอุปกรณ์วิดีโออื่น ๆ นอกเหนือจาก oppo ที่เชื่อมต่อกับ AVR และสาย HDMI จาก AVR Monitor Out เส้นนี้ ยังเอาไว้ใช้ดูค่ากำหนดเวลาทำการเซ็ตอัพ หรือเปลี่ยนแปลงค่าพารามิเตอร์ของ AVR อีกด้วย
หมายเหตุ : หากต้องการได้อานิสงส์ด้านคุณภาพของภาพสูงสุด แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณทาง HDMI 1 Out เนื่องจากช่องสัญญาณนี้ผ่านการประมวลผลสัญญาณภาพด้วยชิพ Marvell Qdeo 88DE2750 (Kyoto-G2 ซึ่งเป็น Video Processor chip โดยตรง) ในขณะที่ HDMI 2 Out ผ่านการประมวลผลสัญญาณภาพโดยชิพ Mediatek MT8530HEFG (เป็นรูปแบบ Processor chip อเนกประสงค์)

เดิมทีกับ 93 นั้น ผมทดลองเทียบคุณภาพเสียงระหว่างภาคเอาต์พุตอะนาล็อก กับดิจิทัล (HDMI) พบว่า แม้จะแตกต่างกันแต่มิได้***งกันนัก คือ มีดีคนละแแบบ ไม่เด่นล้ำกว่ากัน (ใช้งานร่วมกับ AVR ระดับราคาครึ่งหมื่น ถึงแสนต้น ๆ) กล่าวคือ อะนาล็อกจะได้ความผ่อนคลาย ฟังสบาย ในขณะที่ HDMI จะได้ความเปิดเผยจะแจ้ง แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็น 95 ด้วยอานิสงส์ของ ESS SABRE32 พบว่า "ความไหลลื่น" เป็นประเด็นความเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาขึ้นมาได้น่าฟังมากทีเดียว สไตล์เสียงออกไปทางสุภาพซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับเพลเยอร์ระดับสูงทั่วไป ตรงข้ามกับการเน้นความโฉ่งฉ่าง ฟังแล้วขาด ๆ เกิน ๆ แบบเพลเยอร์รุ่นเล็ก ๆ ทว่าสุภาพก็มิได้ขาดแคลนรายละเอียด ด้วยพื้นเสียงที่มีความสงัดขึ้น เปิดเผยให้เห็นดีเทลต่าง ๆ ความลึกของเวทีเสียง และระนาบชั้นของชิ้นดนตรีก็ย่อมต้องเห็นเด่นชัดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับแอมป์อะนาล็อก โดยเชื่อมต่อทาง Balance XLR ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาจากเพลเยอร์อเนกประสงค์เครื่องนี้ ว่าแต่นี่ถือเป็นบทสรุปว่า ถ้าเป็นการฟังเพลง (โดยเฉพาะ 2 แชนเนล) ควรเชื่อมต่อทางอะนาล็อกเอาต์เท่านั้นหรือเปล่า ? ก็ขอตอบว่าขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและชนิดของแอมปลิฟายเออร์ครับ
หากเป็นอะนาล็อกแอมปลิฟายเออร์ ไม่ต้องคิดมาก (เพราะทางเลือกมันชัดเจนอยู่) การเชื่อมต่อ 95 ทางอะนาล็อกเอาต์ (โดยเฉพาะรูปแบบบาลานซ์) ด้วยอานิสงส์ของภาค DAC คุณภาพสูง ส่งผลให้เพลเยอร์เครื่องนี้มีศักยภาพที่ดีพอสำหรับการฟังเพลงแบบเอาเรื่อง และด้วยความสามารถที่เป็นดั่ง Media Server แม้ไม่ถึงกับไฮเอ็นด์สุดขั้ว แต่ก็ไม่ธรรมดาละ กับหน้าที่ในการเล่นดิจิทัลออดิโอ ระดับสตูดิโอมาสเตอร์ไฟล์ (24-bit/96-192kHz WAV, FLAC) หรือแม้แต่ไฟล์บ้าน ๆ แบบ Lossy compressed (อย่าง MP3, WMA) อันหลากหลายผ่านทาง External Storage ผมถือว่ามันให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจมาก หากจะนำไปใช้งานรวมชุดกับซิสเต็มฟังเพลง เพราะในอีกด้านหนึ่งมันช่วยเปิดโอกาสให้การฟังเพลงสำหรับสื่อดิจิทัลร่วมกับ ซิสเต็ม 2 แชนเนล ไม่จำเจอยู่เพียงแค่ซีดีตามมาตรฐาน Red Book หรือไม่ก็รองรับแค่ MP3 บ้าน ๆ แน่นอนว่าประเด็นเหล่านี้ 95 ทำได้ดีกว่าซีดีเพลเยอร์ระดับราคาเดียวกัน (เรื่องเสียงของ Studio Master files นั้น คงไม่ต้องเทียบกับรูปแบบซีดีแล้ว เพราะมันเทียบกันไม่ได้เลย) และผลลัพธ์ที่ได้ผ่านทางอะนาล็อกเอาต์ ก็ชัดเจนว่า 95 ทำได้เหนือกว่า 93 มาก

หากต้องการเชื่อมต่อในส่วนของ มัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์ การตั้งค่ากำหนดในส่วนของ Speaker Configuration เป็นจุดสำคัญที่มิอาจละเลย
แล้วถ้าเป็นการเชื่อมต่อกับ AVR ที่รองรับออดิโออินพุตแบบดิจิทัล ควรจะเชื่อมต่ออย่างไร ? ผมขอแยกเป็น 2 กรณี กรณีแรก การรับฟังแหล่งโปรแกรมแบบมัลติแชนเนล อย่างเช่น SACD Multi Channel หรือระบบเสียง True HD Audio ของบลูเรย์ ถึงแม้ว่า 95 จะมีภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์เพื่อเอาต์พุตทางอะนาล็อกมัลติแชนเนล แต่เนื่องจากฟีเจอร์ที่ใช้ในชดเชยการเซ็ตอัพระบบลำโพงมีความยืดหยุ่นน้อย กว่า ศักยภาพที่ได้จึงอาจไม่ดีเท่ากับการใช้งานระบบนี้ผ่าน AVR อีกทั้งการเชื่อมต่อสัญญาณอะนาล็อกผ่าน AVR มักจะไม่ใช่รูปแบบเพียว (อาจต้องผ่านขั้นตอน ADC) ผลลัพธ์ที่ได้จากการเชื่อมต่อลักษณะนี้จึงอาจไม่ชัดเจนมากเท่ากับแอมป์อะนา ล็อกแท้ ๆ บวกกับจำนวนสายสัญญาณที่ต้องใช้จำนวนมากในระบบ 5.1/7.1 การเชื่อมต่อแบบดิจิทัล (ที่ใช้สายสัญญาณเส้นเดียว) จึงให้ความสะดวกมากกว่า และฟีเจอร์ช่วยเหลือชดเชยในการเซ็ตอัพระบบลำโพงของ AVR ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ใช้ได้อานิสงส์ของการรับฟังฟอร์แม็ตมัลติแชนเนลได้อย่าง เต้มศักยภาพมากยิ่งขึ้น โอกาสที่เสียงจะดีกว่าจึงเป็นไปได้ (โดยเฉพาะหากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย)
หมายเหตุ : ในกรณีที่ซิสเต็มเครื่องเสียงมีการใช้งาน ปรี-เพาเวอร์แอมป์ หรืออินทิเกรตแอมป์ Oppo 95/93 มีอ็อปชั่นอย่าง ภาคดิจิทัลวอลลุ่มคอนโทรล ให้ เลือกใช้งานด้วย กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถคอนโทรลระดับเอาต์พุตวอลลุ่มผ่านเพลเยอร์ได้โดยตรงผ่านรีโมต คอนโทรล โดยเข้าไปกำหนดค่าผ่านหน้าเซ็ตอัพเมนู Audio Processing -- Output Volume ให้เป็น Variable (Fixed เป็นค่า default) ตรงนี้มีประโยชน์อย่างไร ? มันมีส่วนช่วยให้สามารถเสียบต่อสัญญาณตรงเข้าที่ เพาเวอร์แอมป์ได้ (หรือต่อเข้าช่อง Main in ของอินทิเกรตแอมป์) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางอย่างปรีคอนโทรล อย่างไรก็ดีผลลัพธ์ที่ได้ จะดีขึ้นหรือแย่ลงอยู่ที่เอาต์พุตแม็ตชิ่ง การณ์นี้หากจะทดลองใช้ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากวันดีคืนดี ใครแกล้งเปลี่ยนค่า Output Volume กลับไปเป็น Fixed (หรือเครื่องเกิดเอ๋อ หรือแม้แต่การรีเซ็ตค่ากลับไปเป็นค่ากำหนดจากโรงงาน) อาจมีได้หูแตก ไม่ก็ลำโพงพัง (หรืออาจจะแอมป์พัง) เอาได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์พลังช้างสารทั้งหลาย อ้อ อานิสงส์ยังขยายไปถึงผู้ใช้ที่ต้องการจะนำหูฟังมาใช้งานร่วมกับ 95/93 ด้วยครับ โดยการต่อหูฟังตรงเข้ากับอะนาล็อกเอาต์พุต (ซึ่งคงต้องใช้อะแดปเตอร์แปลงจาก Stereo RCA เป็น 1/8" หรือ 1/4" Stereo Phone jack) อย่างไรก็ดีวิธีนี้คงจะใช้ได้กับหูฟังที่ความต้านทานไม่สูงนัก นอกเหนือจากนี้คงต้องต่อผ่าน Headphone Amp ดังเช่นที่เคยทำทั่วไป
กรณี 2 คือ การรับฟังแหล่งโปรแกรมแบบ 2 แชนเนล โดยเชื่อมต่อกับ AVR ทางดิจิทัลอินพุต (HDMI, Coaxial, Optical) ภาระหนักจะตกอยู่กับภาค DAC ของ AVR ถ้าหากในจุดนี้มีคุณภาพดีกว่า ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมดีกว่าการเชื่อมต่อทางอะนาล็อก แต่โอกาสนั้นคงจะหายาก โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับ AVR ราคาไม่สูงนัก ถ้าอย่างนั้นควรเชื่อมต่อทางอะนาล็อกแทนหรือไม่ เมื่อเชื่อมต่อทางอะนาล็อกอินของ AVR อานิสงส์ของ DAC ภายใน 95 ที่มีคุณภาพสูง ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมจะได้อานิสงส์ แต่ก็มีข้อแม้ที่ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จาก AVR อาจไม่เต็มที่นัก เมื่อเทียบกับอะนาล็อกแอมปลิฟายเออร์แท้ ๆ
Pure Audio กับ Oppo 95
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจในกรณีเน้นฟังเพลงเป็นหลัก ทั้งนี้เมื่อเปิดโหมด Pure Audio ระบบของ 93/95 จะตัดการทำงานในส่วนอื่นที่ไม่จำเป็นสำหรับภาคออดิโอ (อันอาจเป็นตัวการรบกวนคุณภาพเสียง) เช่น ตัดการทำงานของภาควิดีโอ ดับไฟดิสเพลย์ ฯลฯ แม้ว่าความแตกต่างที่ส่งผลกับคุณภาพเสียง จะไม่ชัดเจนมากเท่ากับยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์อื่นที่มีฟังก์ชั่นนี้ (และราคาสูงกว่า) อย่างเช่น Lexicon BD-30, Denon DVD-A1UD ทว่าก็ให้ผลในทางที่ดีขึ้นในแนวทางเดียวกัน โดยผลลัพธ์จะมาในรูปแบบของ ความสงัด นี่จึงไม่ใช่ฟีเจอร์ที่สร้างความหวือหวาทางเสียงแบบตื่นตาเร้าใจ แม้อาจฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงหยาบกระด้างน้อยลง เพราะสากเสี้ยนที่ปะปนเข้ามาถูกลดทอนลดน้อยลงไปเล็กน้อย แต่มิใช่การเปลี่ยนแปลงโทนเสียงทำนองนุ่มนวลขึ้น หรือเน้นดีเทลให้ชัดเจนขึ้นอะไรแบบนั้น จึงไม่เกิด อิมแพ็ค กับหูมากนัก ทว่ามันจะช่วยให้ อิน กับสิ่งที่กำลังรับฟังอยู่ คือ สิ่งที่เรียกว่า ความเป็นดนตรี มากขึ้น สรุปคือ หากเป็นการฟังเพลงที่ไม่ต้องการดูภาพ เช่น ฟังจาก CD, SACD หรือแม้แต่รับฟังดิจิทัลออดิโอไฟล์ผ่าน External Storage Devices การรับฟังร่วมกับโหมด Pure Audio ช่วยยกคุณภาพเสียงขึ้นได้ครับ (ปิดจอภาพอย่าง ทีวี โปรเจ็กเตอร์ ไปด้วยเลยก็ได้นะ ช่วยประหยัดไฟ แถมแบ็คกราวด์น้อยส์อาจลดต่ำลงอีกต่างหาก)
หมายเหตุ : อย่าเพิ่งสับสนกับโหมด Pure Audio ของ AVR ทั้งนี้การใช้งาน Pure Audio ของ AVR ระบบจะตัดการประมวลผลจากฟีเจอร์เสริมที่เกี่ยวข้องกับเสียงทิ้งไปทั้งหมด จึงได้รูปแบบสัญญาณออดิโอที่ เพียว จริง (แน่นอนว่าวิธีการนี้สามารถตัดภาค ADC เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณอินพุตอะนาล็อกออกไปด้วย) แต่การประมวลผลบางอย่างที่อาจจำเป็นกับการเซ็ตอัพระบบลำโพง รวมไปถึงการลดทอนแก้ไข หรือชดเชยทางสภาพแวดล้อม จะถูกตัดการทำงานออกไปเช่นกัน เช่น Bass Management (ในกรณีต้องการใช้งานซับวูฟเฟอร์เสริมฐานเสียงความถี่ต่ำ) หรือ Room Correction มันจึงเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ เพียว ด้วย มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ดีเท่าที่ควร แต่ทางที่ดี ทดลองฟังเปรียบเทียบ ก่อนการตัดสินใจว่าจะใช้แบบไหนนั่นแหละครับ ดีที่สุด
ที่มา:HDPLAYERTHAILAND.COM

อเนกประสงค์ คือ สุดยอดของความต้องการที่ผู้ใช้คาดหวังจะได้จากอุปกรณ์ใด ๆ และก็เป็นความท้าทายของผู้ออกแบบ (และผู้ผลิต) ในการบริหารจัดการ "อรรถประโยชน์" เหล่านั้น กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า ประโยชน์มากหลายที่ให้มานั้น "โดนใจ" ผู้ใช้มากน้อยเพียงใด
ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ เป็น คำเรียกขานถึง เพลเยอร์ที่มีความสามารถเหนือกว่าเพลเยอร์ทั่วไป ในประเด็นการเล่นแผ่นที่หลากหลาย ซึ่งปัจจุบันฟอร์แม็ตระบบภาพและเสียง มีมากมาย มิได้จำกัดเพียงแค่ บลูเรย์ ดีวีดี หรือ ซีดี อย่างไรก็ดี อรรถประโยชน์ที่ท่านจะได้รับจาก ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ ที่ผมจะกล่าวถึงในบทความนี้ มีมากกว่าจะเรียกว่าเป็น ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ปกติ มิใช่แค่ประเด็นเรื่องของฟีเจอร์ และประโยชน์ใช้สอย แต่รวมถึง "คุณภาพ" ที่สูงกว่ามาตรฐานเพลเยอร์ในระดับราคาเดียวกัน
บน - BDP-93, ล่าง - BDP-95 ความแตกต่างที่สังเกตได้ชัด คือ ความหนาของตัวถังที่มากกว่าของรุ่น 95 ซึ่งมีเหตุผล ไม่ใช่ใหญ่แต่เปลือกเอาไว้เพื่อข่มขวัญแต่ดูข้างในกลับกลวงโบ๋ แผงหน้ามีการลบเหลี่ยมบ้างนิดหน่อยเพื่อลดความทื่อลงไปบ้าง ดีไซน์โลโก้ Oppo ไม่ได้เป็นแค่โลโก้เหมือนเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์เพาเวอร์ไปพร้อม ๆ กัน ใช้งานทีก็ต้องจิ้ม Oppo ที ได้อารมณ์ดีนะ ฮา ส่วนสวิทช์ควบคุมเป็นระบบสัมผัส (เมื่อเปิดใช้งานจะเรืองแสงขึ้นมา) ในขณะที่รุ่นเล็กเป็นปุ่มกดธรรมดา
อยากบันเทิงก็ต้องจิ้มกด Oppo กันหน่อย
ดูกันใกล้ ๆ กับปุ่มควบคุมหลักแบบสัมผัส ในขณะที่ปุ่ม Eject เป็นแบบปุ่มกดเช่นเดียวกับ 93 ข้าง ๆ กันเป็นตำแหน่งเซ็นเซอร์รีโมตอินฟราเรด ขวามือสุดเป็นช่องต่อ USB (มีฝาปิดอยู่)
เมื่อเป็นยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์ อ็อปติคัลดิสก์ไดรวฟ์จึงอ่านได้หลายฟอร์แม็ต ทั้ง BD, SACD, DVD และ CD
บั้นท้ายเมื่อเทียบกับรุ่นเล็ก ดูไฮเอ็นด์ขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
จุดแรกที่แสดงถึงความ "โปร" คือ อะนาล็อกเอาต์พุตแบบบาลานซ์ (XLR) ที่ "หายาก" สำหรับบลูเรย์เพลเยอร์ระดับราคานี้ ตั้งแต่รุ่น 93 นอกเหนือจากอินพุต USB จำนวน 2 ช่อง แล้ว จุดที่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก คือ ช่องต่อ eSATA แม้จะเห็นกันจนชินกับ HD Player แต่ไม่เคยมีในบลูเรย์เพลเยอร์แบบ stand-alone เห็นอย่างนี้ก็คงจะเดาได้ถึงอเนกประสงค์อีกจุดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวถังของยู นิเวอร์แซลเพลเยอร์เครื่องนี้แล้วกระมัง อ้อ อีกจุดหนึ่งที่เรียกว่าไม่ธรรมดา คือ Dual HDMI ประโยชน์ของจุดเชื่อมต่อเหล่านี้คืออะไร ผมจะทยอยแจ้งให้ทราบต่อไปครับ
มัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์พุต 7.1 แชนเนล อันบ่งบอกถึงการบรรจุภาคถอดรหัสเสียงดิจิทัลรอบทิศทางให้กายมาเป็นรูปแบบอะ นาล็อก จึงสามารถเชื่อมต่อใช้งานร่วมกับอะนาล็อกมัลติแชนเนลแอมปลิฟายเออร์ได้โดย ตรง ไม่ต้องพึ่งภาคถอดรหัสเสียงภายใน AVR ดังนั้นถึงแม้จะใช้งาน AVR หรือ AV Pre Processor รุ่นเก่า ที่ไม่มีภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์ไฮเด็ฟก็จะได้อานิสงส์ตรงนี้ไปด้วย อ้อ สิ่งที่พิเศษกว่า 93 หรือบลูเรย์เพลเยอร์รุ่นเล็ก ๆ ทั่วไป คือ รูปแบบการจัดวางออดิโออะนาล็อกเอาต์พุตที่มีระยะ***งกำลังดี ก็อย่างที่ทราบว่าวิธีการเชื่อมต่อลักษณะนี้ต้องใช้สายสัญญาณหลายเส้น หากเผื่อพื้นที่เอาไว้ เวลาเสียบถอดสายย่อมสะดวกกว่า ที่เห็นทั่ว ๆ ไปมักจะวางกระจุกรวมกันจะเสียบก็ยาก จะดึงก็ลำบาก โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ เส้นสาย ระดับบิ๊ก ๆ ทั้งหลาย
หากสังเกตเปรียบเทียบกับช่องต่อสายไฟเอซีกับรุ่น 93 จะพบข้อแตกต่างหนึ่ง แม้ทั้งคู่จะเป็นมาตรฐาน IEC Inlet เหมือนกัน แต่รุ่น 95 มีขากราวด์ ในขณะที่ 93 ไม่มี อันนี้มิได้เกี่ยวข้องกับการลงกราวด์ที่แตกต่างกันแต่อย่างใด เพราะถึงแม้ของ 95 จะมีขากราวด์ แต่ก็ลอยเอาไว้ มิได้เชื่อมกับตัวถัง ซึ่งเป็นรูปแบบปกติโดยทั่วไปสำหรับเพลเยอร์ในปัจจุบัน ประเด็นมันจึงกลายเป็นเรื่องของการเสียบต่อสายไฟต่างหากล่ะครับ ทั้งนี้ขาที่ 3 ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ แต่มันก็ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเสียบต่อมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเมื่อใช้งาน กับสายไฟเส้นโต น้ำหนักมาก
อุปกรณ์แอ็คเซสซอรี่ส์ใส่กล่องแยกไว้เป็นกิจจะลักษณะอย่างดี แบบนี้ดูดีมิใช่น้อย (ดีกว่าใส่ปน ๆ กันมาในกล่องใหญ่ หากเปิดกล่องไม่ดี มีอะไรร่วงหล่น เดี๋ยวไอ้นู่นหาไม่เจอ ไอ้นี่ก็หายไปไหนไม่รู้)
ภายในบรรจุไปด้วยอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ รีโมตคอนโทรล และสายไฟเอซี ที่ถึงแม้จะเป็นสายแถมแต่ก็ให้หน้าตัดตัวนำใหญ่กว่ามาตรฐานที่เห็นทั่ว ๆ ไป (3 x 2.0 sq.mm.) แถมสาย HDMI มาให้ด้วย ส่วนที่เด็ด คือ USB Wireless Adapter คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นมาตรฐาน Wireless N150 ในกรณีที่พื้นที่ใช้งานไม่ได้เตรียมเดินสาย LAN เอาไว้ ก็ใช้แบบ Wireless นี่เลย สะดวกดี อ้อ ผู้ผลิตให้สายต่อในกรณีไม่อยากเสียบ Wireless Adapter นี้ กับตัวเครื่องโดยตรง อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ให้มานอกเหนือจากที่อยู่ในกล่องดำ คือ คู่มือการใช้งาน (สำคัญ) ขนาดประมาณ A4 อ้อ ยังมีกระเป๋าผ้าอีก 1 ใบ (ไม่มีแสดงในรูป) ขนาดพอใส่ตัวเครื่องได้พอดิบพอดี เวลาจะยกไปไหนก็ใส่หิ้วไปเลย สะดวกดี
รีโมตคอนโทรลหน้าตาคุ้นเคยกันดี เพราะใช้มาตั้งแต่รุ่นก่อน (83) รวมไปถึงยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์บางเจ้า (ที่เป็น OEM จาก Oppo) แม้ว่าขนาดจะค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ส่งผลให้ขนาดปุ่มกดใหญ่โตตามไปด้วย นอกจากกดได้สะดวกแล้ว สัญลักษณ์หรือตัวอักษรกำกับก็มองเห็นได้ชัด ที่สำคัญ คือ Backlit สีส้ม เห็นสะดวกแม้ในห้องมืด
ดีท็อกซ์... สุขภาพดีเกิดจากภายในสู่ภายนอก ??
ราคานี้ ตำแหน่งภาควิดีโอ กับดิจิทัลออดิโอจะรวมอยู่บนบอร์ดเดียวกันซ้ายมือ ส่วนอะนาล็อกออดิโอแยกบอร์ดไว้ขวามือข้าง ๆ กัน ใกล้กันนั้นมีภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง ซึ่งเปลือยเปล่า มิได้กั้นส่วนใด ๆ อย่างไรก็ดีเมื่อดูเกรดอุปกรณ์ประกอบภายในเล็ก ๆ เหล่านี้ ก็ดูดีมีคุณภาพทีเดียว
ทีนี้พอมาเป็นรุ่นใหญ่ ราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่านึง ความแตกต่างย่อมมี แต่จะมีอะไรบ้างที่พัฒนาขึ้น จากรูป (ถ้าอ้างอิงกับรูปของ 93 รูป 95 ถ่ายสลับบนล่างกันนิดหนึ่งนะครับ ด้านล่างของรูป คือ ด้านหน้าเครื่อง ส่วนรูป 93 ด้านล่างของรูป คือ ด้านหลังเครื่อง) จุดที่เห็นชัดเจนเพราะปิดบังพื้นที่เกินครึ่งจนมองส่วนอื่น ๆ แทบไม่เห็น นั่นคือ "อะนาล็อกออดิโอบอร์ด" เพราะอะไร ขนาดจึงใหญ่กว่าเดิมถึงกว่า 4 เท่า !

ถ้าไล่นับจำนวนช่องต่อจะพบว่า Oppo ได้เพิ่มอะนาล็อกแบบ 2 แชนเนล มาเฉพาะการณ์ จึงไม่ต้องไปอิงกับมัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์เหมือนเดิม ทั้งนี้ในกรณีที่เชื่อมต่อผ่านเอาต์พุตนี้กับซิสเต็มแบบอะนาล็อก 2 แชนเนล แม้สัญญาณต้นฉบับเป็นรูปแบบมัลติแชนเนล ระบบจะทำการดาวน์มิกซ์สัญญาณเป็นสเตริโอให้อัตโนมัติเลย (เดิมหากเชื่อมต่อกับช่องมัลติแชนเนล ต้องมาเซ็ต Audio Processing Output ให้ตรงกับการใช้งาน กล่าวคือ อาจต้องปิดฟังก์ชั่น Bass Management เพื่อให้ LFE ถูกมิกซ์มากับสัญญาณสเตริโอ รวมไปถึงเอฟเฟ็กต์จากแชนเนลอื่น ไม่ถูกตัดทิ้งหายไปไหน) แต่ข้อดีมิได้มีแค่นั้น ประโยชน์แท้จริงคงต้องให้น้ำหนักไปที่การเพิ่มช่องต่อแบบบาลานซ์มากหน่อย ก็อย่างที่ทราบว่าเอาต์พุตรูปแบบนี้ให้อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนที่ดี กว่าแบบอันบาลานซ์ แต่อีกจุดสำคัญที่เอาต์พุต 2 แชนเนล ทั้งบาลานซ์และอันบาลานซ์ได้อานิสงส์ไปพร้อม ๆ กัน คือ การเพิ่มเติม ESS ES9018 SABRE32 32-bit DAC chip สำ หรับสเตริโออะนาล็อกเอาต์โดยเฉพาะ ส่งผลให้ตัวเลขอย่าง DNR (Dynamic Range) และ THD+N (Total Harmonic Distortion plus Noise) มีเพดานที่สูงขึ้นไปอีก ส่วนจะส่งผลกับคุณภาพเสียงในการใช้งานจริงมากน้อยเพียงใด เดี๋ยวมาลองกันช่วงรายงานคุณภาพเสียงครับ
หมายเหตุ : ในรุ่น 95 ใช้ ES9018 DAC chip 2 จุด โดยแยกสำหรับมัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์พุตจุดหนึ่ง และสเตริโอเอาต์พุตอีกจุดหนึ่ง) ถึงแม้ 2 จุด มันจะไม่เทพแบบยูนิเวอร์แซลรุ่นท็อประดับตำนานหลายตัวในตลาด ที่แยกอิสระในระดับแชนเนลละตัว แต่ก็สมควรแก่ราคาแล้ว ส่วน 93 นั้น ใช้ Cirrus Logic CS4382A 24-bit DAC chip (เบอร์เดียวกับรุ่น 83) เพียงจุดเดียวสำหรับอะนาล็อกออดิโอเอาต์ทั้งหมด

จุดที่ 2 ที่เพิ่มเข้ามา คือ Toroidal Power Supply สำหรับภาคออดิโอ ซึ่งพะยี่ห้อ มาด้วย... คงได้ใจสาวกหัวใจออดิโอไฟล์พอสมควรเลย แต่ดูแล้วมันก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ (ข้อดีของหม้อแปลงแบบนี้ คือ อัตราการแผ่สัญญาณรบกวน EMI ต่ำกว่าแบบ EI) จึงเป็นขุมกำลังคุณภาพ ก่อนจะส่งไปเลี้ยงบอร์ด (อยู่อีกฝั่ง ด้านขวามือ) ที่มีตัวเก็บประจุของ ELNA วางเรียงรายเป็นขุมกำลังให้กับอะนาล็อกออดิโอบอร์ดอีกทีหนึ่ง ส่วนภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งที่ยังต้องมีอยู่ (ตัดออกไม่ได้) ก็มีการกั้นครอบเอาไว้ต่างหาก ป้องกันการแผ่สัญญาณรบกวนไปยังวงจรข้างเคียงอื่น ๆ
ว่าด้วยเรื่องของ "Dual HDMI"

Oppo 93/95 เป็นหนึ่งในเพเยอร์ที่มี Dual HDMI ว่าแต่มันเอาไว้ใช้ประโยชน์อะไร ? การเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียง จากแหล่งโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม (BD/DVD Player, HD Player, Game Console, Satellite Receiver, etc.) ในปัจจุบัน ที่ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบรวบสัญญาณภาพและเสียงไว้ในสายสัญญาณเพียงเส้น เดียว (HDMI) หากจะให้สมบูรณ์ในการรับชม (ฟัง) ทั้งภาพและเสียง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเชื่อมต่อสัญญาณผ่าน AVR ซึ่งที่ผ่านมาการเชื่อมต่อลักษณะนี้สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ดีวิธีการนี้เป็นการเพิ่มความสำคัญให้กับ AVR โดยเป็นศูนย์รวม หรือทางผ่านของสัญญาณด้านภาพและเสียงทั้งหลาย และฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งปวงในระบบโฮมเธียเตอร์ ภาระอันหนักอึ้งนี้ หาก AVR ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้รับการอัพเดทให้รองรับมาตรฐานใหม่ ๆ ย่อมกลายเป็นภาระอันส่งผลกระทบกับศักยภาพ และลดทอนประสิทธิภาพการใช้งานเสียเอง

แล้ว Dual HDMI จะช่วยอะไรในประเด็นนี้ ? หากเพลเยอร์ได้ให้ HDMI Output แบบคู่ (Dual) มา ประการแรก ผู้ใช้สามารถตัดประเด็นเรื่องสัญญาณภาพผ่าน AVR ไปได้ (เฉพาะการรับชมภาพยนตร์บลูเรย์ ดีวีดี ฯลฯ ที่เล่นผ่านเพลเยอร์เครื่องนี้) เช่น หากเป็น AVR รุ่นเก่าที่ไม่รองรับ 3D Pass-through โดยปกติจะเป็นปัญหาสำหรับการใช้งาน เพราะ AVR ไม่สามารถเอาต์พุตระบบภาพ 3D ไปยังจอภาพ ครั้นจะต่อตรงเข้าจอภาพ ก็จะไม่ได้อานิสงส์ด้านเสียงผ่าน AVR

แต่ถ้ามี HDMI คู่ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเราสามารถปล่อยสัญญาณ 3D Video ตรงเข้าที่ทีวีได้เลยแบบชิลล์ ๆ ส่วนเสียงก็ไม่เสียอรรถรส เพราะยังคงเชื่อมต่อสัญญาณเสียงดิจิทัลผ่าน HDMI อีกเส้นหนึ่งไปยัง AVR วิธีการนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องของการสูญเสียสัญญาณสำหรับท่านที่จริงจัง เนื่องจากลดตัวกลางที่อาจลดทอนคุณภาพสัญญาณลง นอกจากนี้ผู้ผลิตยังชูเหตุผลในเรื่องของ Bit rate (หลักการคล้าย ๆ กับการแยกท่อ) การส่งผ่านสัญญาณจึงดีขึ้น ผลลัพธ์อย่างคุณภาพภาพและเสียงก็จะดีขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดีวิธีการนี้จำเป็นต้องเพิ่มสาย HDMI เข้ามาอีก 1 เส้น เพราะมิได้หมายความว่าจะตัดการใช้งาน HDMI Monitor Out ที่ใช้กับ AVR ออกไปได้ เพราะยังคงต้องอาศัย AVR ในการคอนเวิร์ต รวมถึงการอัพสเกลสัญญาณภาพรูปแบบเก่า (analog video - standard definition) สำหรับอุปกรณ์วิดีโออื่น ๆ นอกเหนือจาก oppo ที่เชื่อมต่อกับ AVR และสาย HDMI จาก AVR Monitor Out เส้นนี้ ยังเอาไว้ใช้ดูค่ากำหนดเวลาทำการเซ็ตอัพ หรือเปลี่ยนแปลงค่าพารามิเตอร์ของ AVR อีกด้วย
หมายเหตุ : หากต้องการได้อานิสงส์ด้านคุณภาพของภาพสูงสุด แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณทาง HDMI 1 Out เนื่องจากช่องสัญญาณนี้ผ่านการประมวลผลสัญญาณภาพด้วยชิพ Marvell Qdeo 88DE2750 (Kyoto-G2 ซึ่งเป็น Video Processor chip โดยตรง) ในขณะที่ HDMI 2 Out ผ่านการประมวลผลสัญญาณภาพโดยชิพ Mediatek MT8530HEFG (เป็นรูปแบบ Processor chip อเนกประสงค์)

เดิมทีกับ 93 นั้น ผมทดลองเทียบคุณภาพเสียงระหว่างภาคเอาต์พุตอะนาล็อก กับดิจิทัล (HDMI) พบว่า แม้จะแตกต่างกันแต่มิได้***งกันนัก คือ มีดีคนละแแบบ ไม่เด่นล้ำกว่ากัน (ใช้งานร่วมกับ AVR ระดับราคาครึ่งหมื่น ถึงแสนต้น ๆ) กล่าวคือ อะนาล็อกจะได้ความผ่อนคลาย ฟังสบาย ในขณะที่ HDMI จะได้ความเปิดเผยจะแจ้ง แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็น 95 ด้วยอานิสงส์ของ ESS SABRE32 พบว่า "ความไหลลื่น" เป็นประเด็นความเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาขึ้นมาได้น่าฟังมากทีเดียว สไตล์เสียงออกไปทางสุภาพซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับเพลเยอร์ระดับสูงทั่วไป ตรงข้ามกับการเน้นความโฉ่งฉ่าง ฟังแล้วขาด ๆ เกิน ๆ แบบเพลเยอร์รุ่นเล็ก ๆ ทว่าสุภาพก็มิได้ขาดแคลนรายละเอียด ด้วยพื้นเสียงที่มีความสงัดขึ้น เปิดเผยให้เห็นดีเทลต่าง ๆ ความลึกของเวทีเสียง และระนาบชั้นของชิ้นดนตรีก็ย่อมต้องเห็นเด่นชัดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับแอมป์อะนาล็อก โดยเชื่อมต่อทาง Balance XLR ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาจากเพลเยอร์อเนกประสงค์เครื่องนี้ ว่าแต่นี่ถือเป็นบทสรุปว่า ถ้าเป็นการฟังเพลง (โดยเฉพาะ 2 แชนเนล) ควรเชื่อมต่อทางอะนาล็อกเอาต์เท่านั้นหรือเปล่า ? ก็ขอตอบว่าขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและชนิดของแอมปลิฟายเออร์ครับ
หากเป็นอะนาล็อกแอมปลิฟายเออร์ ไม่ต้องคิดมาก (เพราะทางเลือกมันชัดเจนอยู่) การเชื่อมต่อ 95 ทางอะนาล็อกเอาต์ (โดยเฉพาะรูปแบบบาลานซ์) ด้วยอานิสงส์ของภาค DAC คุณภาพสูง ส่งผลให้เพลเยอร์เครื่องนี้มีศักยภาพที่ดีพอสำหรับการฟังเพลงแบบเอาเรื่อง และด้วยความสามารถที่เป็นดั่ง Media Server แม้ไม่ถึงกับไฮเอ็นด์สุดขั้ว แต่ก็ไม่ธรรมดาละ กับหน้าที่ในการเล่นดิจิทัลออดิโอ ระดับสตูดิโอมาสเตอร์ไฟล์ (24-bit/96-192kHz WAV, FLAC) หรือแม้แต่ไฟล์บ้าน ๆ แบบ Lossy compressed (อย่าง MP3, WMA) อันหลากหลายผ่านทาง External Storage ผมถือว่ามันให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจมาก หากจะนำไปใช้งานรวมชุดกับซิสเต็มฟังเพลง เพราะในอีกด้านหนึ่งมันช่วยเปิดโอกาสให้การฟังเพลงสำหรับสื่อดิจิทัลร่วมกับ ซิสเต็ม 2 แชนเนล ไม่จำเจอยู่เพียงแค่ซีดีตามมาตรฐาน Red Book หรือไม่ก็รองรับแค่ MP3 บ้าน ๆ แน่นอนว่าประเด็นเหล่านี้ 95 ทำได้ดีกว่าซีดีเพลเยอร์ระดับราคาเดียวกัน (เรื่องเสียงของ Studio Master files นั้น คงไม่ต้องเทียบกับรูปแบบซีดีแล้ว เพราะมันเทียบกันไม่ได้เลย) และผลลัพธ์ที่ได้ผ่านทางอะนาล็อกเอาต์ ก็ชัดเจนว่า 95 ทำได้เหนือกว่า 93 มาก

หากต้องการเชื่อมต่อในส่วนของ มัลติแชนเนลอะนาล็อกเอาต์ การตั้งค่ากำหนดในส่วนของ Speaker Configuration เป็นจุดสำคัญที่มิอาจละเลย
แล้วถ้าเป็นการเชื่อมต่อกับ AVR ที่รองรับออดิโออินพุตแบบดิจิทัล ควรจะเชื่อมต่ออย่างไร ? ผมขอแยกเป็น 2 กรณี กรณีแรก การรับฟังแหล่งโปรแกรมแบบมัลติแชนเนล อย่างเช่น SACD Multi Channel หรือระบบเสียง True HD Audio ของบลูเรย์ ถึงแม้ว่า 95 จะมีภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์เพื่อเอาต์พุตทางอะนาล็อกมัลติแชนเนล แต่เนื่องจากฟีเจอร์ที่ใช้ในชดเชยการเซ็ตอัพระบบลำโพงมีความยืดหยุ่นน้อย กว่า ศักยภาพที่ได้จึงอาจไม่ดีเท่ากับการใช้งานระบบนี้ผ่าน AVR อีกทั้งการเชื่อมต่อสัญญาณอะนาล็อกผ่าน AVR มักจะไม่ใช่รูปแบบเพียว (อาจต้องผ่านขั้นตอน ADC) ผลลัพธ์ที่ได้จากการเชื่อมต่อลักษณะนี้จึงอาจไม่ชัดเจนมากเท่ากับแอมป์อะนา ล็อกแท้ ๆ บวกกับจำนวนสายสัญญาณที่ต้องใช้จำนวนมากในระบบ 5.1/7.1 การเชื่อมต่อแบบดิจิทัล (ที่ใช้สายสัญญาณเส้นเดียว) จึงให้ความสะดวกมากกว่า และฟีเจอร์ช่วยเหลือชดเชยในการเซ็ตอัพระบบลำโพงของ AVR ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ใช้ได้อานิสงส์ของการรับฟังฟอร์แม็ตมัลติแชนเนลได้อย่าง เต้มศักยภาพมากยิ่งขึ้น โอกาสที่เสียงจะดีกว่าจึงเป็นไปได้ (โดยเฉพาะหากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย)
หมายเหตุ : ในกรณีที่ซิสเต็มเครื่องเสียงมีการใช้งาน ปรี-เพาเวอร์แอมป์ หรืออินทิเกรตแอมป์ Oppo 95/93 มีอ็อปชั่นอย่าง ภาคดิจิทัลวอลลุ่มคอนโทรล ให้ เลือกใช้งานด้วย กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถคอนโทรลระดับเอาต์พุตวอลลุ่มผ่านเพลเยอร์ได้โดยตรงผ่านรีโมต คอนโทรล โดยเข้าไปกำหนดค่าผ่านหน้าเซ็ตอัพเมนู Audio Processing -- Output Volume ให้เป็น Variable (Fixed เป็นค่า default) ตรงนี้มีประโยชน์อย่างไร ? มันมีส่วนช่วยให้สามารถเสียบต่อสัญญาณตรงเข้าที่ เพาเวอร์แอมป์ได้ (หรือต่อเข้าช่อง Main in ของอินทิเกรตแอมป์) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางอย่างปรีคอนโทรล อย่างไรก็ดีผลลัพธ์ที่ได้ จะดีขึ้นหรือแย่ลงอยู่ที่เอาต์พุตแม็ตชิ่ง การณ์นี้หากจะทดลองใช้ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากวันดีคืนดี ใครแกล้งเปลี่ยนค่า Output Volume กลับไปเป็น Fixed (หรือเครื่องเกิดเอ๋อ หรือแม้แต่การรีเซ็ตค่ากลับไปเป็นค่ากำหนดจากโรงงาน) อาจมีได้หูแตก ไม่ก็ลำโพงพัง (หรืออาจจะแอมป์พัง) เอาได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์พลังช้างสารทั้งหลาย อ้อ อานิสงส์ยังขยายไปถึงผู้ใช้ที่ต้องการจะนำหูฟังมาใช้งานร่วมกับ 95/93 ด้วยครับ โดยการต่อหูฟังตรงเข้ากับอะนาล็อกเอาต์พุต (ซึ่งคงต้องใช้อะแดปเตอร์แปลงจาก Stereo RCA เป็น 1/8" หรือ 1/4" Stereo Phone jack) อย่างไรก็ดีวิธีนี้คงจะใช้ได้กับหูฟังที่ความต้านทานไม่สูงนัก นอกเหนือจากนี้คงต้องต่อผ่าน Headphone Amp ดังเช่นที่เคยทำทั่วไป
กรณี 2 คือ การรับฟังแหล่งโปรแกรมแบบ 2 แชนเนล โดยเชื่อมต่อกับ AVR ทางดิจิทัลอินพุต (HDMI, Coaxial, Optical) ภาระหนักจะตกอยู่กับภาค DAC ของ AVR ถ้าหากในจุดนี้มีคุณภาพดีกว่า ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมดีกว่าการเชื่อมต่อทางอะนาล็อก แต่โอกาสนั้นคงจะหายาก โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับ AVR ราคาไม่สูงนัก ถ้าอย่างนั้นควรเชื่อมต่อทางอะนาล็อกแทนหรือไม่ เมื่อเชื่อมต่อทางอะนาล็อกอินของ AVR อานิสงส์ของ DAC ภายใน 95 ที่มีคุณภาพสูง ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมจะได้อานิสงส์ แต่ก็มีข้อแม้ที่ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จาก AVR อาจไม่เต็มที่นัก เมื่อเทียบกับอะนาล็อกแอมปลิฟายเออร์แท้ ๆ
Pure Audio กับ Oppo 95
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจในกรณีเน้นฟังเพลงเป็นหลัก ทั้งนี้เมื่อเปิดโหมด Pure Audio ระบบของ 93/95 จะตัดการทำงานในส่วนอื่นที่ไม่จำเป็นสำหรับภาคออดิโอ (อันอาจเป็นตัวการรบกวนคุณภาพเสียง) เช่น ตัดการทำงานของภาควิดีโอ ดับไฟดิสเพลย์ ฯลฯ แม้ว่าความแตกต่างที่ส่งผลกับคุณภาพเสียง จะไม่ชัดเจนมากเท่ากับยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์อื่นที่มีฟังก์ชั่นนี้ (และราคาสูงกว่า) อย่างเช่น Lexicon BD-30, Denon DVD-A1UD ทว่าก็ให้ผลในทางที่ดีขึ้นในแนวทางเดียวกัน โดยผลลัพธ์จะมาในรูปแบบของ ความสงัด นี่จึงไม่ใช่ฟีเจอร์ที่สร้างความหวือหวาทางเสียงแบบตื่นตาเร้าใจ แม้อาจฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงหยาบกระด้างน้อยลง เพราะสากเสี้ยนที่ปะปนเข้ามาถูกลดทอนลดน้อยลงไปเล็กน้อย แต่มิใช่การเปลี่ยนแปลงโทนเสียงทำนองนุ่มนวลขึ้น หรือเน้นดีเทลให้ชัดเจนขึ้นอะไรแบบนั้น จึงไม่เกิด อิมแพ็ค กับหูมากนัก ทว่ามันจะช่วยให้ อิน กับสิ่งที่กำลังรับฟังอยู่ คือ สิ่งที่เรียกว่า ความเป็นดนตรี มากขึ้น สรุปคือ หากเป็นการฟังเพลงที่ไม่ต้องการดูภาพ เช่น ฟังจาก CD, SACD หรือแม้แต่รับฟังดิจิทัลออดิโอไฟล์ผ่าน External Storage Devices การรับฟังร่วมกับโหมด Pure Audio ช่วยยกคุณภาพเสียงขึ้นได้ครับ (ปิดจอภาพอย่าง ทีวี โปรเจ็กเตอร์ ไปด้วยเลยก็ได้นะ ช่วยประหยัดไฟ แถมแบ็คกราวด์น้อยส์อาจลดต่ำลงอีกต่างหาก)
หมายเหตุ : อย่าเพิ่งสับสนกับโหมด Pure Audio ของ AVR ทั้งนี้การใช้งาน Pure Audio ของ AVR ระบบจะตัดการประมวลผลจากฟีเจอร์เสริมที่เกี่ยวข้องกับเสียงทิ้งไปทั้งหมด จึงได้รูปแบบสัญญาณออดิโอที่ เพียว จริง (แน่นอนว่าวิธีการนี้สามารถตัดภาค ADC เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณอินพุตอะนาล็อกออกไปด้วย) แต่การประมวลผลบางอย่างที่อาจจำเป็นกับการเซ็ตอัพระบบลำโพง รวมไปถึงการลดทอนแก้ไข หรือชดเชยทางสภาพแวดล้อม จะถูกตัดการทำงานออกไปเช่นกัน เช่น Bass Management (ในกรณีต้องการใช้งานซับวูฟเฟอร์เสริมฐานเสียงความถี่ต่ำ) หรือ Room Correction มันจึงเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ เพียว ด้วย มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ดีเท่าที่ควร แต่ทางที่ดี ทดลองฟังเปรียบเทียบ ก่อนการตัดสินใจว่าจะใช้แบบไหนนั่นแหละครับ ดีที่สุด
ที่มา:HDPLAYERTHAILAND.COM
Comment