หลายๆท่านคง งงๆ ว่าผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาทำไม
คือผมกำลังมองว่าปัจจุบันก็มีหลายหลายบริการ แต่เราก็ควรศึกษาและใช้บริการให้ถูกใจเรา
ให้มากที่สุด รวมถึงยังเป็นพื้นฐานในการเลือกซื้อให้กับหลายๆคนที่กำลังจะเริ่มเล่นครับ
ก่อนอื่นสิ่งแรกเลยที่ท่านควรทำความเข้าใจก็คือเรื่องของไฟล์เพลง
ถ้าท่านฟังไฟล์จากแผ่นรวม MP3 ที่ขายตามท้องตลาด พยายามหาใหม่มาเปลี่ยนเถอะครับ
ยกเว้นหาเปลี่ยนไม่ได้ หรือว่าชอบเพลงนั้นมากๆ ก็ควรจะเก็บไว้ครับ ^^
ตัวผมเองก็ยังมีบาง Album ที่เก็บเป็น 128kbps เนื่องจากหาดีกว่านั้นไม่ได้
แผ่นแท้ก็หามาริบไม่ได้ก็มี อย่างเช่น วง Venus ที่มีเพลง Smile ในอัลบั้มน่ะครับ
ที่ร้องว่า เพียงแค่เธอยิ้ม โลกก็สดใส ..... หาแผ่แท้ไม่ได้เลย ถ้าหาได้จะเอามาเก็บไว้อย่างดี
ผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว มาดูขั้นที่สองดูว่าเราต้องการลำโพงชนิดไหน
2.0/2.1/5.1 กันแน่ความต่างก็คือ
2.0 ฟังเพลงเพราะมากๆ
2.1 ฟังเพลงได้ดูหนังก็ดี
5.1 ดูหนังมันส์นส์ เล่นเกมส์หนุกๆ
ต่อไปก็กำหนดงบว่าเรามีงบเท่าใด ควรใช้แต่พอดีตัว
มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อยได้ก็ดี แต่เครื่องเสียงมักได้คุณภาพตามราคา (แต่ไม่เสมอไป)
บางทีของแพงเสียงแย่กว่าของถูกก็มีถมไป ลำโพงบางตัวผ่านไป 15 ปีแล้วราคาไม่มีลง
แม้กระทั่งเป็นมือ2 ผ่านมา10ปียังขายได้เท่าราคามือ1ตอนซื้อมาเมื่อ 10ปีที่แล้ว ก็ยังมีอยู่
พอเลือกตัวเลือกได้แล้ว ค่อยมาดูว่าเราต้องการเสียงแนวไหน
ก็ดูจากแนวเพลงที่เราฟัง แนวหนังที่เราชอบดูว่าเป็นยังไง ศึกษาหาข้อมูลให้เยอะๆด้วยตนเองก่อน
ลองหาดูจากในเวบนี้ก็ได้ Google ก็ได้หรือเวบชั้นนำอีกมากมาย
ตรงนี้สนับสนุนมากๆครับให้ลองค้นหาเองก่อนเยอะๆ ไม่งั้นอาจได้คำตอบชักจูงจากคอมเม้นทั้งหลาย
และบางทีอาจมีตัวเลือกที่ดีกว่านั้นแต่เราไม่เจอ ^^
ขั้นตอนนี้มีสิ่งสำคัญที่สุดในตอนท้ายก็คือ ไปลองฟัง ครับ
สิบรีวิวไม่เท่าได้ฟัง สำนวนนี้ใช้ได้ดีที่สุดครับ

การลองฟังนั้น แนะนำให้ลองฟังแต่รุ่นที่อยู่ในงบนะครับ
สมมติตั้งงบไว้ 5000 ไปลองฟังตัวที่ราคา 8xxx ตอนจ่ายเงินท่านอาจจะต้องซื้อ 8xxx กลับมา
เพราะฟัง 5000 แล้วรู้สึกไม่เพราะ

ต่อไปก็คงเลือกร้านที่ซื้อ หลายๆท่านผมว่าไม่ได้ใส่ใจตรงนี้
หลายคนคงสนใจที่ว่า ร้านไหนถูกซื้อร้านนั้น ประหยัดได้ประหยัด
แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นผลร้ายต่อตัวท่านเอง ถ้าหากเกิดกรณ๊ต่อไปนี้
เช่น การซื้อลำโพงรุ่น XYZ123 ยี่ห้อ !@#$%
ร้าน A ราคา 2500 รวมถึงหน้าบ้านส่งเรียบร้อย
ร้าน B ราคา 2200 รวมถึงหน้าบ้านส่งเรียบร้อย
ร้าน C ราคา 2250 เป็นร้ายขายอุปกรณ์คอม ณ ห้างแสนทิพย์
ร้าน D ราคา 2450 เป็นร้ายขายอุปกรณ์คอม ณ ห้างหมื่นทิพย์
ข้อความต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น และเป็นการยกตัวอย่างด้วยจินตนาการของผมเอง โดยไม่ได้พาดพิงถึงใครทิ้งสิ้น
ผมเชื่อว่าถ้าตั้งคำถามว่าซื้อร้านไหนดี คำตอบต้องออกมาบอกว่า ไม่ B ก็ C แน่นอน
เพราะถูกกว่ากัน 250-300 บาท การซื้อของถูกเป็นเรื่องน่ายินดี ผมก็ชอบครับ
แต่อยากให้ลองสอบถามดูก่อนว่าประกันที่ไหน และ ประกันเริ่มเมื่อไหร่
คำถามแรกก่อน ประกันที่ไหนครับ
1.ประกันจากผู้นำเข้าเลยค่ะ ถ้ามีปัญหามาที่ร้านก็ได้หรือถ้าสะดวกติดต่อเองก็เชิญที่
บริษัท หูทองแดงสนิมสีเขียว จำกัด ได้เลยค่ะ อยู่แถวๆ ถนน ทางช้างเผือก ดาวอังคาร
2.ของหิ้วครับ ประกันร้าน1ปี อย่ากะ Void นะครับ ถ้า Void หลุด ไม่มีประกันทันทีเลยนะ
3.ประกันร้าน 1ปี มีปัญหายกมาร้านได้เลย ถ้าเกินประกันแล้วก็ยกมาได้ เรามีช่างบริการด้วยครับ
มาดูข้อดีข้อเสียกันดีกว่าในประกันแต่ละแบบ
แบบที่ ข้อดี ข้อเสีย
1 มีปัญหาเคลมได้เลย ราคาแพงหน่อย
2 ราคาถูก เคลมที่ร้านอาจเคลมลำบาก
3 ราคาถูก ร้านไม่ค่อยอยากให้เคลม
มาดูกันให้ลึกกว่านี้ แบบแรกการเคลมไม่มีปัญหาแน่นอน ยกเว้นการใช้สินค้าแบบผิดวิธี
แบบที่สองและสาม ถ้าเจอร้านที่มีความรับผิดชอบ รับรองว่าเคลมได้ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าร้านไม่รับผิดชอบ เค้าก็จะไม่ให้เคลม หรือหาข้ออ้างต่างๆนาๆ
ทำไมร้าน A และ D ขายแพงกว่า
ร้าย A และ D สั่งของจากผู้นำเข้าทีละน้อย ได้ทุนสูงกว่า และการประกันเริ่มจากวันที่ขาย
โดยทำเรื่องกับผู้นำเข้า บางทีอาจจะไม่ได้ Stock ของไว้เลย
แต่พอมี Order ก็เบิกของจากผู้น้ำเข้าตรงๆเลย แต่ข้อเสียคือไม่มีให้ลูกค้าลองฟัง
ร้าน B ของหิ้ว ขายได้ถูกกว่าเพราะไม่ผ่านผู้นำเข้า แต่ถ้าลำโพงมีปัญหาเวลาเคลมจะลำบาก
ร้าน C สั่งของจากผู้นำเข้ามาตุนไว้เยอะๆ ได้ทุนที่ถูกกว่า แต่ปัญหาคือ ประกันจะเริ่มจากวันที่สั่งมา
บางทีสินค้าค้างไว้ 5เดือน ประกันเราก็หายไป 5เดือน ที่เหลืออีก 7เดือนร้านรับประกันเอง
ถ้าอยู่ในประกันที่เหลือ ลำโพงมีปัญหามา ร้านส่งเคลมจากผู้นำเข้าให้ แต่ถ้าถึงช่วงเวลาที่ร้านต้องรับผิดชอบเอง
ก็ให้ช่างประจำร้าน หรือว่าหาร้านซ่อมให้ หรือบางทีอาจโอ้เอ้ ถ่วงเวลา จนเลยเวลาประกันก็มี
มองในมุมมองผู้นำเข้ากันบ้าง ร้าน A และ D สนันสนุนผู้นำเข้า แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
แต่ผู้บริโภคอาจต้องเสียเงินแพงกว่า แต่ถ้าเทียบกับบริการที่ได้รับและการประกันก็ถือว่าโอเค
ร้าน B ทำแบบนี้ถือว่าแย่ เพราะตัดราคาผู้นำเข้า ทำให้ผู้นำเข้าขายลำบากขึ้น
ถ้ามีร้านแบบนี้เยอะๆต่อไปผู้นำเข้าก็จะหดลงๆๆๆๆ จนอาจจะไม่มีต่อไปเวลาไปซื้อของอาจต้องซื้อประกันร้านอย่างเดียว เวลาเคลมของอาจเคลมเป็นเดือน เพราะต้องส่งไปเคลม
ร้าน C สนันสนุนผู้นำเข้าถือว่าดี แต่ที่ไม่ดีคือลูกค้าเสียผลประโยชน์
มาถึงตรงนี้ผมก็อยากสนับสนุนให้ซื้อลำโพงหรืออุปกรณ์ที่ได้ประกันจากผู้นำเข้าดีกว่าครับ
เนื่องจาก ถ้าเกิดอุปกรณ์เรามีปัญหา เราย่อมได้ประกันที่ดีกว่า การเสียเงินมากกว่านิดหน่อย
แต่อุ่นใจกว่าครับ ไม่งั้นบางทีลำโพงเสียแล้วท่านอาจต้องเสียเงินซ่อมลำโพงเองก็เป็นได้
เรื่องแบบนี้ผมพยายามมองให้กว้างที่สุดเท่าที่จำทะได้และพยายามถ่ายทอดออกมา
ถึงแม้ว่าจะยาว และน่าเบื่อ แต่ถ้าสำหรับมือใหม่ผมว่าน่าศึกษาไว้ครับ
สุดท้ายนี้ ตัวเลือกลำโพง เท่่าที่มีแรงทำ ถึงมีไม่หมด แต่ก็มีมากพอสมควร เอาไปลองตัดสินใจกันดูละกันนะครับ ^^
คือผมกำลังมองว่าปัจจุบันก็มีหลายหลายบริการ แต่เราก็ควรศึกษาและใช้บริการให้ถูกใจเรา
ให้มากที่สุด รวมถึงยังเป็นพื้นฐานในการเลือกซื้อให้กับหลายๆคนที่กำลังจะเริ่มเล่นครับ
ก่อนอื่นสิ่งแรกเลยที่ท่านควรทำความเข้าใจก็คือเรื่องของไฟล์เพลง
ถ้าท่านฟังไฟล์จากแผ่นรวม MP3 ที่ขายตามท้องตลาด พยายามหาใหม่มาเปลี่ยนเถอะครับ
ยกเว้นหาเปลี่ยนไม่ได้ หรือว่าชอบเพลงนั้นมากๆ ก็ควรจะเก็บไว้ครับ ^^
ตัวผมเองก็ยังมีบาง Album ที่เก็บเป็น 128kbps เนื่องจากหาดีกว่านั้นไม่ได้
แผ่นแท้ก็หามาริบไม่ได้ก็มี อย่างเช่น วง Venus ที่มีเพลง Smile ในอัลบั้มน่ะครับ
ที่ร้องว่า เพียงแค่เธอยิ้ม โลกก็สดใส ..... หาแผ่แท้ไม่ได้เลย ถ้าหาได้จะเอามาเก็บไว้อย่างดี
ผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว มาดูขั้นที่สองดูว่าเราต้องการลำโพงชนิดไหน
2.0/2.1/5.1 กันแน่ความต่างก็คือ
2.0 ฟังเพลงเพราะมากๆ
2.1 ฟังเพลงได้ดูหนังก็ดี
5.1 ดูหนังมันส์นส์ เล่นเกมส์หนุกๆ
ต่อไปก็กำหนดงบว่าเรามีงบเท่าใด ควรใช้แต่พอดีตัว
มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อยได้ก็ดี แต่เครื่องเสียงมักได้คุณภาพตามราคา (แต่ไม่เสมอไป)
บางทีของแพงเสียงแย่กว่าของถูกก็มีถมไป ลำโพงบางตัวผ่านไป 15 ปีแล้วราคาไม่มีลง
แม้กระทั่งเป็นมือ2 ผ่านมา10ปียังขายได้เท่าราคามือ1ตอนซื้อมาเมื่อ 10ปีที่แล้ว ก็ยังมีอยู่
พอเลือกตัวเลือกได้แล้ว ค่อยมาดูว่าเราต้องการเสียงแนวไหน
ก็ดูจากแนวเพลงที่เราฟัง แนวหนังที่เราชอบดูว่าเป็นยังไง ศึกษาหาข้อมูลให้เยอะๆด้วยตนเองก่อน
ลองหาดูจากในเวบนี้ก็ได้ Google ก็ได้หรือเวบชั้นนำอีกมากมาย
ตรงนี้สนับสนุนมากๆครับให้ลองค้นหาเองก่อนเยอะๆ ไม่งั้นอาจได้คำตอบชักจูงจากคอมเม้นทั้งหลาย
และบางทีอาจมีตัวเลือกที่ดีกว่านั้นแต่เราไม่เจอ ^^
ขั้นตอนนี้มีสิ่งสำคัญที่สุดในตอนท้ายก็คือ ไปลองฟัง ครับ
สิบรีวิวไม่เท่าได้ฟัง สำนวนนี้ใช้ได้ดีที่สุดครับ


การลองฟังนั้น แนะนำให้ลองฟังแต่รุ่นที่อยู่ในงบนะครับ
สมมติตั้งงบไว้ 5000 ไปลองฟังตัวที่ราคา 8xxx ตอนจ่ายเงินท่านอาจจะต้องซื้อ 8xxx กลับมา
เพราะฟัง 5000 แล้วรู้สึกไม่เพราะ


ต่อไปก็คงเลือกร้านที่ซื้อ หลายๆท่านผมว่าไม่ได้ใส่ใจตรงนี้
หลายคนคงสนใจที่ว่า ร้านไหนถูกซื้อร้านนั้น ประหยัดได้ประหยัด
แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นผลร้ายต่อตัวท่านเอง ถ้าหากเกิดกรณ๊ต่อไปนี้
เช่น การซื้อลำโพงรุ่น XYZ123 ยี่ห้อ !@#$%
ร้าน A ราคา 2500 รวมถึงหน้าบ้านส่งเรียบร้อย
ร้าน B ราคา 2200 รวมถึงหน้าบ้านส่งเรียบร้อย
ร้าน C ราคา 2250 เป็นร้ายขายอุปกรณ์คอม ณ ห้างแสนทิพย์
ร้าน D ราคา 2450 เป็นร้ายขายอุปกรณ์คอม ณ ห้างหมื่นทิพย์
ข้อความต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น และเป็นการยกตัวอย่างด้วยจินตนาการของผมเอง โดยไม่ได้พาดพิงถึงใครทิ้งสิ้น
ผมเชื่อว่าถ้าตั้งคำถามว่าซื้อร้านไหนดี คำตอบต้องออกมาบอกว่า ไม่ B ก็ C แน่นอน
เพราะถูกกว่ากัน 250-300 บาท การซื้อของถูกเป็นเรื่องน่ายินดี ผมก็ชอบครับ
แต่อยากให้ลองสอบถามดูก่อนว่าประกันที่ไหน และ ประกันเริ่มเมื่อไหร่
คำถามแรกก่อน ประกันที่ไหนครับ
1.ประกันจากผู้นำเข้าเลยค่ะ ถ้ามีปัญหามาที่ร้านก็ได้หรือถ้าสะดวกติดต่อเองก็เชิญที่
บริษัท หูทองแดงสนิมสีเขียว จำกัด ได้เลยค่ะ อยู่แถวๆ ถนน ทางช้างเผือก ดาวอังคาร
2.ของหิ้วครับ ประกันร้าน1ปี อย่ากะ Void นะครับ ถ้า Void หลุด ไม่มีประกันทันทีเลยนะ
3.ประกันร้าน 1ปี มีปัญหายกมาร้านได้เลย ถ้าเกินประกันแล้วก็ยกมาได้ เรามีช่างบริการด้วยครับ
มาดูข้อดีข้อเสียกันดีกว่าในประกันแต่ละแบบ
แบบที่ ข้อดี ข้อเสีย
1 มีปัญหาเคลมได้เลย ราคาแพงหน่อย
2 ราคาถูก เคลมที่ร้านอาจเคลมลำบาก
3 ราคาถูก ร้านไม่ค่อยอยากให้เคลม
มาดูกันให้ลึกกว่านี้ แบบแรกการเคลมไม่มีปัญหาแน่นอน ยกเว้นการใช้สินค้าแบบผิดวิธี
แบบที่สองและสาม ถ้าเจอร้านที่มีความรับผิดชอบ รับรองว่าเคลมได้ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าร้านไม่รับผิดชอบ เค้าก็จะไม่ให้เคลม หรือหาข้ออ้างต่างๆนาๆ
ทำไมร้าน A และ D ขายแพงกว่า
ร้าย A และ D สั่งของจากผู้นำเข้าทีละน้อย ได้ทุนสูงกว่า และการประกันเริ่มจากวันที่ขาย
โดยทำเรื่องกับผู้นำเข้า บางทีอาจจะไม่ได้ Stock ของไว้เลย
แต่พอมี Order ก็เบิกของจากผู้น้ำเข้าตรงๆเลย แต่ข้อเสียคือไม่มีให้ลูกค้าลองฟัง
ร้าน B ของหิ้ว ขายได้ถูกกว่าเพราะไม่ผ่านผู้นำเข้า แต่ถ้าลำโพงมีปัญหาเวลาเคลมจะลำบาก
ร้าน C สั่งของจากผู้นำเข้ามาตุนไว้เยอะๆ ได้ทุนที่ถูกกว่า แต่ปัญหาคือ ประกันจะเริ่มจากวันที่สั่งมา
บางทีสินค้าค้างไว้ 5เดือน ประกันเราก็หายไป 5เดือน ที่เหลืออีก 7เดือนร้านรับประกันเอง
ถ้าอยู่ในประกันที่เหลือ ลำโพงมีปัญหามา ร้านส่งเคลมจากผู้นำเข้าให้ แต่ถ้าถึงช่วงเวลาที่ร้านต้องรับผิดชอบเอง
ก็ให้ช่างประจำร้าน หรือว่าหาร้านซ่อมให้ หรือบางทีอาจโอ้เอ้ ถ่วงเวลา จนเลยเวลาประกันก็มี
มองในมุมมองผู้นำเข้ากันบ้าง ร้าน A และ D สนันสนุนผู้นำเข้า แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
แต่ผู้บริโภคอาจต้องเสียเงินแพงกว่า แต่ถ้าเทียบกับบริการที่ได้รับและการประกันก็ถือว่าโอเค
ร้าน B ทำแบบนี้ถือว่าแย่ เพราะตัดราคาผู้นำเข้า ทำให้ผู้นำเข้าขายลำบากขึ้น
ถ้ามีร้านแบบนี้เยอะๆต่อไปผู้นำเข้าก็จะหดลงๆๆๆๆ จนอาจจะไม่มีต่อไปเวลาไปซื้อของอาจต้องซื้อประกันร้านอย่างเดียว เวลาเคลมของอาจเคลมเป็นเดือน เพราะต้องส่งไปเคลม
ร้าน C สนันสนุนผู้นำเข้าถือว่าดี แต่ที่ไม่ดีคือลูกค้าเสียผลประโยชน์
มาถึงตรงนี้ผมก็อยากสนับสนุนให้ซื้อลำโพงหรืออุปกรณ์ที่ได้ประกันจากผู้นำเข้าดีกว่าครับ
เนื่องจาก ถ้าเกิดอุปกรณ์เรามีปัญหา เราย่อมได้ประกันที่ดีกว่า การเสียเงินมากกว่านิดหน่อย
แต่อุ่นใจกว่าครับ ไม่งั้นบางทีลำโพงเสียแล้วท่านอาจต้องเสียเงินซ่อมลำโพงเองก็เป็นได้
เรื่องแบบนี้ผมพยายามมองให้กว้างที่สุดเท่าที่จำทะได้และพยายามถ่ายทอดออกมา
ถึงแม้ว่าจะยาว และน่าเบื่อ แต่ถ้าสำหรับมือใหม่ผมว่าน่าศึกษาไว้ครับ

สุดท้ายนี้ ตัวเลือกลำโพง เท่่าที่มีแรงทำ ถึงมีไม่หมด แต่ก็มีมากพอสมควร เอาไปลองตัดสินใจกันดูละกันนะครับ ^^

Comment