ไม่เคลื่อนครับ แค่บอกเฉยๆเรื่องสั่งห้ามขาย เรื่องฟ้อง apple ฟ้องก่อนอยู่แล้ว อยู่ในประเทศลูกอีช่างฟ้องก็ขี้ฟ้องเป็นธรรมดา
Announcement
Collapse
No announcement yet.
สุดจะทน!! รู้อยู่แก่ใจ!!! อย่ามาทำซึน!!! Apple ฟ้อง Samsung ห้ามขายใน USA แล้ว!!!
Collapse
X
-
+111111111111111111111111111111111 สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...Originally posted by hinosuke View PostApple , มายาคติของiPhone iPad จุดแข็งที่กลายเป็นจุดอ่อนของการวางตำแหน่งสินค้า
Rare item
Apple ได้เลือกวางตำแหน่งสินค้าไว้ในระดับHi-end มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก โดยสร้างภาพสินค้าว่ามีรสนิยม โก้หรู ใช้แทนเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้Apple ประสบความสำเร็จคือการทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีลักษณะที่เป็นของหายาก(Rare item) มีวางตลาดครั้งละจำนวนน้อย ต้องจอง
ใช่ว่าจะมีเงินแล้วซื้อได้ทุกคน
การเลือกวางตำแหน่งสินค้าเช่นนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีตเมื่อครั้งที่Apple ได้ออก iPhone รุ่นแรกออกมา เพราะในขณะนั้นไม่มีโทรศัพท์ยี่ห้อไหน
ที่มีลักษณะการใช้งานด้วยMultiple touch screen พร้อมหน้าจอที่ใหญ่แบบนั้น ใครที่ได้ไว้ในครอบครองจึงสามารถใช้ต่างเครื่องประดับ ถือแล้วโก้ไม่หยอกทีเดียว
(เหมือนเมื่อครั้ง Nokia ออก3310โทรศัพท์ที่ถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับรุ่นเตารีดก่อนหน้า คนใช้มักไม่ใส่กระเป๋าแต่เอามาถือไว้ และวางบนโต๊ะเวลากินข้าว โชว์กันไปเลย)
การตีตลาดระดับบนเป็นไปได้ด้วยดี ด้วยกำแพงเรื่องราคาที่ถือว่าสูงมาก ณ เวลาที่ iPhone ออกครั้งแรก และ ปริมาณสินค้าในตลาดที่ถือว่ามีน้อย ต้องจอง ต้องหิ้ว
และลักษณะลูกเล่นอันโดดเด่น ทำให้ผู้ใช้มีหน้ามีตา มีระดับและเอกลักษณ์ไม่เหมือนผู้ใช้โทรศัพท์ทั่วไป
ด้วยความรู้สึกดังกล่าว ยังส่งผลมาถึงiPhoneในรุ่นถัดๆมา เพราะสิ่งที่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นให้ไม่ได้คือ ความรู้สึก เรียกให้ชัดๆคือ Ego ที่เด่นชัด
Apple ขาย Egoแถมโทรศัพท์
ซึ่งคิดว่าAppleทำสำเร็จ ถ้าหากว่าพิจารณาจากข่าวหนุ่มขายไต สาวขายตัวเพื่อซื้อiPhone เพราะเค้าทั้งสองไม่ได้ต้องการโทรศัพท์ แต่ต้องการEgo
ก็เหมือนสินค้า IT อื่นๆ
ในสงครามผลิตภัณฑ์IT อื่นๆ ก็คือ สามารถผลิตสินค้าที่คล้ายกันออกมาได้ง่ายมาก
เอ็งมี 6 หัว ข้าออก 6 หัวด้วย
เอ็งเอาGPUไปรวมกับCPU ข้ารวมด้วย
เอ็งมี3G ข้าก็จะมีด้วย
ผู้ผลิตจึงต้องสร้างลูกเล่นและรายละเอียดของสินค้าออกมาใหม่ๆสม่ำเสมอ แต่มักไม่ทิ้งนโยบายที่เป็นจุดขายของยี่ห้อตัวเอง
ถ้าAMD มีจุดขายที่ว่า CPU รุ่นใหม่ใส่บอร์ดเดิมได้ ก็ยังทำอยู่ ถึงจะรู้ว่าบางทีบอร์ดก็กลายเป็นคอขวดเสียเอง
ส่วน Intel มีจุดขายที่ว่าต้องแรง จะเปลี่ยนsocket ทุกครั้งก็ช่างมัน ตราบเท่าที่ยังมีคนซื้อ
โทรศัพท์มือถือก็เช่นกัน เมื่อiPhone มีจอใหญ่ มีTouch screen มีApp Store ทำไมยี่ห้ออื่นจะทำบ้างไม่ได้ และน่าทำเสียด้วย เพราะกำไรมันดีจริงๆและมีช่องว่างในตลาดมากมาย
จึงเกิดมือถือทั้งที่มีแบรนด์ชัดเจน อย่าง samsung , HTC , Nokia , Gnet รวมถึงยี่ห้อจีนมากมาย
เกิดขึ้นมามากคลุมทุกช่วงชั้นตลาด ตั้งแต่ราคา7000+ จนถึง20000+เหมือนอย่างiPhoneเจ้าแรก ตลาดกว้างกว่าทำให้ผลประกอบการมากกว่า
Apple ตอบโต้
ก่อนจะดูการแก้เกมของ iPhone มีกรณีคล้ายๆกันนั่นก็คือ สงครามเบียร์
ในอดีตเบียร์สิงห์ครองตลาดเบียร์ในประเทศ เพราะขณะนั้นมีราคาขายที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คู่แข่งไม่มี เพราะที่เหลือเป็นเบียร์นอกมีราคาขายสูงกว่า
แล้วการมาของเบียร์ช้าง 3 ขวดร้อย 4ขวดร้อย หรือเหล้าพ่วงเบียร์(บังคับร้านค้าปลีกให้ซื้อช้างถ้าอยากซื้อแม่โขง) ทำให้สิงห์ต้องคิดหนัก สิงห์ทำ2อย่าง
1 ไม่ใช่การลดราคาสิงห์ลง แต่ออกยี่ห้อใหม่คือLEO ที่มีราคาสูสีกับช้างออกสู้
2 ฟ้องศาล ว่าการขายเหล้าพ่วงเบียร์นั้นเป็นการทำผิดกฏหมาย เพื่อให้ช้างหยุดการกระทำดังกล่าว สุดท้าย สิงห์ชนะ ช้างไม่สามารถพ่วงเบียร์ไปกับเหล้าได้
Apple ทำอย่างหนึ่งในขณะนี้คือ ฟ้องsamsung ว่าลอกเลียนแบบ ในเชิงเทคนิคแล้วพิสูจน์ยากมากๆ
เพราะตัวAppleเองนำอุปกรณ์อะไหล่ที่มีอยู่แล้วในตลาดออกมายำเป็นiPhone มิได้ผลิตเองเลยซักอย่าง แต่สั่งผลิต
ซึ่งการจดสิทธิบัตรนั้น ต้องเกิดสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เหมือนกับ ดินสอ ยางลบ พอมีคนเอายางลบมาติดปลายดินสอ แบบนี้จดสิทธิบัตรไม่ได้ ถึงจะเอาไม้บรรทัดมารวมก็ไม่ได้เช่นกัน
ถ้าเทียบกับรถยนต์ ก็เหมือนชุดเกียร์อัตโนมัติ CVT ทุกยี่ห้อก็ใช้ แต่นี่แรกไม่ออกมาฟ้องหรอกถ้าไม่เอาพิมพ์เขียวเขามาแอบทำ
เพราะบริษัทรถต่างก็ผลิตชุดเกียร์CVTของตนเองทั้งนั้น
สุดท้ายจึงคิดว่า Apple ติดกับดักของตัวเอง ที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์เป็น Rare item , มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ชัดเจนจนเกินกว่าที่ตัวเองจะกล้าเปลี่ยน
เราจึงไม่ได้เห็นiPhone รุ่นเล็ก แบบมือถือยี่ห้ออื่น ไม่มีการทำสงครามราคา ไม่มีลดราคาง่ายๆ ถ้ารุ่นใหม่ไม่ออก
ไม่มีการเพิ่มสายการผลิตเพื่อให้ทันความต้องการ เราจึงยังเห็นภาพการต่อคิว การยื้อแย่งในวันเปิดตัว การจอง การหิ้ว เครื่องหิ้ว40000+กันต่อไป
แล้วAppleก็มาบ่นว่าถูกแย่งฐานลูกค้า
เหมือนกับเราไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวจนคนต้องมาต่อคิวกันยาวกว่าจะได้กิน ขายดีมาก แต่ผ่านไป3เดือน
มีคนมาเปิดแข่งกับเรา รสชาดก็ไม่ได้ดีกว่า แต่ก็เอาคิวที่มารอเราไปหมด
มือถือยี่ห้ออื่นเค้าไม่ได้มีตลาดส่วนนี้มาแต่ต้น แต่Appleเป็นคนสร้างให้ เสียดายที่Appleสร้างมาแล้ว เก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย
ส่วนที่เหลือเป็นสัดส่วนตลาดเยอะมาก มือถือเจ้าอื่นจึงมาคว้าไป เพราะราคาก็มีทั้งเท่ากันและถูกกว่า ฟีเจอร์ก็ไม่ต่างกัน
ก็ต้องรอดูกันต่อไป
ทำอย่างไรได้ เขาขายEgo ก็ต้องรักษาEgoไว้ขาย ไม่ใช่โทรศัพท์
เผยแพร่ครั้งแรก 6 กค 2554
เนื่องในโอกาสที่ข่าวAppleฟ้องSamsungเก่าแล้ว แต่ยังกรุ่นๆ มีมาม่าเนืองๆ
hinosuke
ปล. ไม่รู้จะตั้งห้องไหน ห้องมือถือมี แต่มันเป็นห้องขายของ
ปล. คำว่า " ซึน " นี่ความหมายจริงๆรู้สึกจะประมาณว่า เป็นพวกรักนะ แต่ไม่แสดงออก
แต่พอเอามาใช้ไปใช้มา รู้สึกจะกลายเป็นคำที่ใช้กับพวกปากว่า ตาขยิบ " มือถือสาก ปากถือศีล "
Comment
-
Originally posted by hinosuke View PostApple , มายาคติของiPhone iPad จุดแข็งที่กลายเป็นจุดอ่อนของการวางตำแหน่งสินค้า
Rare item
Apple ได้เลือกวางตำแหน่งสินค้าไว้ในระดับHi-end มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก โดยสร้างภาพสินค้าว่ามีรสนิยม โก้หรู ใช้แทนเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้Apple ประสบความสำเร็จคือการทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีลักษณะที่เป็นของหายาก(Rare item) มีวางตลาดครั้งละจำนวนน้อย ต้องจอง
ใช่ว่าจะมีเงินแล้วซื้อได้ทุกคน
การเลือกวางตำแหน่งสินค้าเช่นนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีตเมื่อครั้งที่Apple ได้ออก iPhone รุ่นแรกออกมา เพราะในขณะนั้นไม่มีโทรศัพท์ยี่ห้อไหน
ที่มีลักษณะการใช้งานด้วยMultiple touch screen พร้อมหน้าจอที่ใหญ่แบบนั้น ใครที่ได้ไว้ในครอบครองจึงสามารถใช้ต่างเครื่องประดับ ถือแล้วโก้ไม่หยอกทีเดียว
(เหมือนเมื่อครั้ง Nokia ออก3310โทรศัพท์ที่ถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับรุ่นเตารีดก่อนหน้า คนใช้มักไม่ใส่กระเป๋าแต่เอามาถือไว้ และวางบนโต๊ะเวลากินข้าว โชว์กันไปเลย)
การตีตลาดระดับบนเป็นไปได้ด้วยดี ด้วยกำแพงเรื่องราคาที่ถือว่าสูงมาก ณ เวลาที่ iPhone ออกครั้งแรก และ ปริมาณสินค้าในตลาดที่ถือว่ามีน้อย ต้องจอง ต้องหิ้ว
และลักษณะลูกเล่นอันโดดเด่น ทำให้ผู้ใช้มีหน้ามีตา มีระดับและเอกลักษณ์ไม่เหมือนผู้ใช้โทรศัพท์ทั่วไป
ด้วยความรู้สึกดังกล่าว ยังส่งผลมาถึงiPhoneในรุ่นถัดๆมา เพราะสิ่งที่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นให้ไม่ได้คือ ความรู้สึก เรียกให้ชัดๆคือ Ego ที่เด่นชัด
Apple ขาย Egoแถมโทรศัพท์
ซึ่งคิดว่าAppleทำสำเร็จ ถ้าหากว่าพิจารณาจากข่าวหนุ่มขายไต สาวขายตัวเพื่อซื้อiPhone เพราะเค้าทั้งสองไม่ได้ต้องการโทรศัพท์ แต่ต้องการEgo
ก็เหมือนสินค้า IT อื่นๆ
ในสงครามผลิตภัณฑ์IT อื่นๆ ก็คือ สามารถผลิตสินค้าที่คล้ายกันออกมาได้ง่ายมาก
เอ็งมี 6 หัว ข้าออก 6 หัวด้วย
เอ็งเอาGPUไปรวมกับCPU ข้ารวมด้วย
เอ็งมี3G ข้าก็จะมีด้วย
ผู้ผลิตจึงต้องสร้างลูกเล่นและรายละเอียดของสินค้าออกมาใหม่ๆสม่ำเสมอ แต่มักไม่ทิ้งนโยบายที่เป็นจุดขายของยี่ห้อตัวเอง
ถ้าAMD มีจุดขายที่ว่า CPU รุ่นใหม่ใส่บอร์ดเดิมได้ ก็ยังทำอยู่ ถึงจะรู้ว่าบางทีบอร์ดก็กลายเป็นคอขวดเสียเอง
ส่วน Intel มีจุดขายที่ว่าต้องแรง จะเปลี่ยนsocket ทุกครั้งก็ช่างมัน ตราบเท่าที่ยังมีคนซื้อ
โทรศัพท์มือถือก็เช่นกัน เมื่อiPhone มีจอใหญ่ มีTouch screen มีApp Store ทำไมยี่ห้ออื่นจะทำบ้างไม่ได้ และน่าทำเสียด้วย เพราะกำไรมันดีจริงๆและมีช่องว่างในตลาดมากมาย
จึงเกิดมือถือทั้งที่มีแบรนด์ชัดเจน อย่าง samsung , HTC , Nokia , Gnet รวมถึงยี่ห้อจีนมากมาย
เกิดขึ้นมามากคลุมทุกช่วงชั้นตลาด ตั้งแต่ราคา7000+ จนถึง20000+เหมือนอย่างiPhoneเจ้าแรก ตลาดกว้างกว่าทำให้ผลประกอบการมากกว่า
Apple ตอบโต้
ก่อนจะดูการแก้เกมของ iPhone มีกรณีคล้ายๆกันนั่นก็คือ สงครามเบียร์
ในอดีตเบียร์สิงห์ครองตลาดเบียร์ในประเทศ เพราะขณะนั้นมีราคาขายที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คู่แข่งไม่มี เพราะที่เหลือเป็นเบียร์นอกมีราคาขายสูงกว่า
แล้วการมาของเบียร์ช้าง 3 ขวดร้อย 4ขวดร้อย หรือเหล้าพ่วงเบียร์(บังคับร้านค้าปลีกให้ซื้อช้างถ้าอยากซื้อแม่โขง) ทำให้สิงห์ต้องคิดหนัก สิงห์ทำ2อย่าง
1 ไม่ใช่การลดราคาสิงห์ลง แต่ออกยี่ห้อใหม่คือLEO ที่มีราคาสูสีกับช้างออกสู้
2 ฟ้องศาล ว่าการขายเหล้าพ่วงเบียร์นั้นเป็นการทำผิดกฏหมาย เพื่อให้ช้างหยุดการกระทำดังกล่าว สุดท้าย สิงห์ชนะ ช้างไม่สามารถพ่วงเบียร์ไปกับเหล้าได้
Apple ทำอย่างหนึ่งในขณะนี้คือ ฟ้องsamsung ว่าลอกเลียนแบบ ในเชิงเทคนิคแล้วพิสูจน์ยากมากๆ
เพราะตัวAppleเองนำอุปกรณ์อะไหล่ที่มีอยู่แล้วในตลาดออกมายำเป็นiPhone มิได้ผลิตเองเลยซักอย่าง แต่สั่งผลิต
ซึ่งการจดสิทธิบัตรนั้น ต้องเกิดสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เหมือนกับ ดินสอ ยางลบ พอมีคนเอายางลบมาติดปลายดินสอ แบบนี้จดสิทธิบัตรไม่ได้ ถึงจะเอาไม้บรรทัดมารวมก็ไม่ได้เช่นกัน
ถ้าเทียบกับรถยนต์ ก็เหมือนชุดเกียร์อัตโนมัติ CVT ทุกยี่ห้อก็ใช้ แต่นี่แรกไม่ออกมาฟ้องหรอกถ้าไม่เอาพิมพ์เขียวเขามาแอบทำ
เพราะบริษัทรถต่างก็ผลิตชุดเกียร์CVTของตนเองทั้งนั้น
สุดท้ายจึงคิดว่า Apple ติดกับดักของตัวเอง ที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์เป็น Rare item , มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ชัดเจนจนเกินกว่าที่ตัวเองจะกล้าเปลี่ยน
เราจึงไม่ได้เห็นiPhone รุ่นเล็ก แบบมือถือยี่ห้ออื่น ไม่มีการทำสงครามราคา ไม่มีลดราคาง่ายๆ ถ้ารุ่นใหม่ไม่ออก
ไม่มีการเพิ่มสายการผลิตเพื่อให้ทันความต้องการ เราจึงยังเห็นภาพการต่อคิว การยื้อแย่งในวันเปิดตัว การจอง การหิ้ว เครื่องหิ้ว40000+กันต่อไป
แล้วAppleก็มาบ่นว่าถูกแย่งฐานลูกค้า
เหมือนกับเราไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวจนคนต้องมาต่อคิวกันยาวกว่าจะได้กิน ขายดีมาก แต่ผ่านไป3เดือน
มีคนมาเปิดแข่งกับเรา รสชาดก็ไม่ได้ดีกว่า แต่ก็เอาคิวที่มารอเราไปหมด
มือถือยี่ห้ออื่นเค้าไม่ได้มีตลาดส่วนนี้มาแต่ต้น แต่Appleเป็นคนสร้างให้ เสียดายที่Appleสร้างมาแล้ว เก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย
ส่วนที่เหลือเป็นสัดส่วนตลาดเยอะมาก มือถือเจ้าอื่นจึงมาคว้าไป เพราะราคาก็มีทั้งเท่ากันและถูกกว่า ฟีเจอร์ก็ไม่ต่างกัน
ก็ต้องรอดูกันต่อไป
ทำอย่างไรได้ เขาขายEgo ก็ต้องรักษาEgoไว้ขาย ไม่ใช่โทรศัพท์
เผยแพร่ครั้งแรก 6 กค 2554
เนื่องในโอกาสที่ข่าวAppleฟ้องSamsungเก่าแล้ว แต่ยังกรุ่นๆ มีมาม่าเนืองๆ
hinosuke
ปล. ไม่รู้จะตั้งห้องไหน ห้องมือถือมี แต่มันเป็นห้องขายของ
สุดยอดครับ....ชอบบทความนี้มากๆ....วิเคราะห์ออกมาเป็นช๊อตๆ.....อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีครับ
^__^
Comment
-
ภาษาญี่ปุ่นอ่ะถูกแล้วแต่มันไม่ใช่แบบนี้นะครับOriginally posted by Geek View Postซึน มาจาก คำภาษา ญี่ปุ่น ว่า
ซึนเดเระ หรือ ซึนเดอเรอะ
ก็คือ ซินเดอเรลล่า
แปลว่า อย่ามาทำ ไร้เดียงสาแบบ ซินเดอเรลล่า
5555555555555555555555555555555555
ซึนเดเระ เป็นนิสัยที่มักจะไปด้วยกันของตัวละครในอนิเมะจะคือ
"ซึน" ปากร้าย ด่าทอ ถึงขั้นทุบตี และไม่ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง
"เดเระ" จะตรงข้ามกับซึน ซึ่งแสดงออกถึงความรักห่วงใย
เมื่อรวมกันก็คือ การกระทำโดยรวมแล้วมีความรักและหวังดีแต่คำพูดคำจาและการกระทำในบางโอกาศกลับตรงกันข้าม
ซึ่งในหมู่โอตาคุ ซึนเดเระคือปัจจัยหนึ่งของความโมเอะจนถึงขึ้นมีการสำรวจหมู่โอตาคุกันทีเดียวว่า ซึนเท่าไหร่เดเระเท่าไหร่ ถึงจะดี
Comment
-
แหม่... ผู้รู้จริงมาเองOriginally posted by dethesis View Postภาษาญี่ปุ่นอ่ะถูกแล้วแต่มันไม่ใช่แบบนี้นะครับ
ซึนเดเระ เป็นนิสัยที่มักจะไปด้วยกันของตัวละครในอนิเมะจะคือ
"ซึน" ปากร้าย ด่าทอ ถึงขั้นทุบตี และไม่ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง
"เดเระ" จะตรงข้ามกับซึน ซึ่งแสดงออกถึงความรักห่วงใย
เมื่อรวมกันก็คือ การกระทำโดยรวมแล้วมีความรักและหวังดีแต่คำพูดคำจาและการกระทำในบางโอกาศกลับตรงกันข้าม
ซึ่งในหมู่โอตาคุ ซึนเดเระคือปัจจัยหนึ่งของความโมเอะจนถึงขึ้นมีการสำรวจหมู่โอตาคุกันทีเดียวว่า ซึนเท่าไหร่เดเระเท่าไหร่ ถึงจะดี

Comment

Comment