Announcement

Collapse
No announcement yet.

Intel พร้อมสำหรับซีพียู 32 mm และ ก้าวสู่ ซีพียูแบบ 11 mm ในอีก 5 ปีข้างหน้า

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • Intel พร้อมสำหรับซีพียู 32 mm และ ก้าวสู่ ซีพียูแบบ 11 mm ในอีก 5 ปีข้างหน้า




    ในสมัยที่อินเทลปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีจาก 65 นาโนเมตร มาสู่45 นาโนเมตร อินเทลได้ใช้วัสดุ High Kเพื่อทำให้ชิพสามารถลดขนาดเล็กลงและลดการสูญเสียพลังงานลงได้อย่างมากและมาถึงยุค 32 นาโนเมตรก็เช่นกัน แต่อินเทลได้พัฒนาวัสดุ High Kขึ้นอีกขั้นเป็น High K เวอร์ชั่น 2ซึ่งสามารถลดขนาดของชิพให้เล็กลงได้อีกเหลือเพียง 32 นาโนเมตรและในอนาคตอินเทลได้เผยข้อมูลออกมาว่าเทคโนโลยี 22 นาโนเมตรซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทดลองแล้วด้วย ซึ่งชื่อของสถาปัตยกรรม 22นาโนเมตร จะใช้ชื่อโค้ดเนมของชิพว่า Sandy Bridge



    CPU สมัยนี้ เล็กลงเรื่อยๆครับสำหรับซีพียูหลังจาก 32 นาโนปลายปีนี้ จะก้าวสู่ 22 นาโนอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 ปี 2011 ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า Intel พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมทุกๆสองปี

    หลังจาก 22 นาโน เราจะได้เห็น 15 นาโนในปลายปี 2013 และปี 2015 นั้นก็จะเป็นคิวของ 11 นาโนครับ

    อินเทล ดิเวลลอปเปอร์ ฟอรัม, ซานฟรานซิสโก, 24 กันยายน 2552 – ผู้บริหารของอินเทลกล่าวในงานไอดีเอฟว่า กฎของมัวร์ และความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีการผลิตแบบ 32 และ 22 นาโนเมตร (nm) ของอินเทลจะส่งผลทำให้เกิด “นวัตกรรมและการผสานระบบ” ที่กว้างขวางและรวดเร็วมากขึ้น ส่วนโปรเซสเซอร์อินเทล™ อะตอม™, อินเทล™ คอร์™และอินเทล™ ซีออน™ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ System on Chip (SoC) ในอนาคตจะทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง ทำงานได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยมีตัวอย่างคือ การนำเอาระบบกราฟฟิกไปรวมไว้ในชิปรุ่นต่อไปในอนาคตเป็นครั้งแรก



    นาย ฌอน มาโลนี่ รองประธานบริหารผู้จัดการทั่วไป กลุ่มอินเทล อาร์คิเทคเจอร์ กล่าวว่า “ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา กฎของมัวร์ได้สร้างให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ที่มากกว่าประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น การที่เราเพิ่มจำนวนทรานซิสเตอร์ชุดคำสั่งในโปรเซสเซอร์อย่างรวดเร็วช่วยให้เราสามารถใส่คุณสมบัติและการทำงานต่างๆ ลงไปในโปรเซสเซอร์ของเราได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆมากมายในอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือผู้บริโภค นักเล่นเกม และองค์ธุรกิจต่างๆ ที่ซื้อคอมพิวเตอร์พลังอินเทลไปใช้งานนั่นเอง”


    การบรรยายในงานไอดีเอฟครั้งนี้ มาโลนี่ ได้ทำการสาธิตประสิทธิภาพของพีซีที่ใช้โปรเซสเซอร์เวสท์เมียร์ ที่แสดงให้เห็นว่างานง่ายๆ โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่นี้ช่วยให้การทำงานพื้นฐานที่ผู้ใช้ ใช้เป็นประจำทุกวัน อาทิเช่น การท่องอินเทอร์เน็ตและการเปิดวินโดวส์หลายๆ หน้าพร้อมกัน รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างไร



    นอกจากนั้นเวสท์เมียร์ยังเป็นโปรเซสเซอร์ 32 นาโนเมตร รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของอินเทลที่มีการรวมเอาระบบกราฟฟิกไว้ในโปรเซสเซอร์ และยังรองรับการทำงานของเทคโนโลยี Intel® Turbo Boost และ เทคโนโลยี Intel® Hyper-Threading อีกด้วย นอกจากนั้นโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ยังเพิ่มชุดคำสั่ง Advanced Encryption Standard (หรือ AES) รุ่นใหม่ เพื่อช่วยให้การเข้ารหัสและการถอดรหัสรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม การผลิตโปรเซสเซอร์เวสท์เมียร์อยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานตามเป้าที่วางไว้ โดยจะเริ่มผลิตภายในไตรมาสที่สี่ของปีพ.ศ. 2552 นี้

    หลังจากโปรเซสเซอร์เวสท์เมียร์แล้ว ชิปแบบที่มีระบบกราฟฟิกของอินเทลจะเป็นโปรเซสเซอร์แบบ 32 นาโนเมตร ที่มีชื่อรหัสว่า แซนดี้บริดจ์ (Sandy Bridge) โดยที่โปรเซสเซอร์รุ่นนี้ จะเป็นรุ่นที่ 6 ที่มีกราฟิกคอร์อยู่บนโปรเซสเซอร์คอร์ แถมยังมีระบบเร่งความเร็วสำหรับการประมวลผล floating point การประมวลผลภาพวิดีโอ และซอฟท์แวร์ที่ต้องใช้พลังการประมวลผลมากเป็นพิเศษที่ใช้ใน แอพพลิเคชั่นด้านสื่อต่างๆอีกด้วย มาโลนี่นำเอาคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรเซสเซอร์แซนดี้บริดจ์ มาแสดงให้เห็นการทำงานโดยซอฟท์แวร์วิดีโอและ 3-D หลากชนิด เพื่อให้ผู้ชมเห็นว่าผลิตภัณฑ์ในอนาคตซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนานี้มีประสิทธิภาพอย่างไร

    นอกจากนั้นมาโลนี่ยังได้นำซิลิกอนรุ่นแรกที่ใช้สถาปัตยกรรมลาร์ราบี (Larrabee) ซึ่งเป็นชื่อรหัสของ co-processor ที่เน้นการทำงานด้านกราฟฟิกเป็นหลักรุ่นต่อไปในอนาคตมาแสดง นอกจากนั้นเขายังยืนยันว่าบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์รายใหญ่ๆ ได้รับคอมพิวเตอร์ต้นแบบเพื่อนำไปใช้พัฒนาซอฟท์แวร์ของตนแล้ว


    ภายในปีหน้าจะมีการเริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์รุ่นแรกของลาร์ราบี โดยจะสามารถโปรแกรมได้โดยใช้พื้นฐานมาจากสถาปัตยกรรมของอินเทล และยังรองรับการประมวลผลคู่ขนานได้ดีขึ้นอย่างมากอีกด้วย ความสามารถในการโปรแกรมได้อย่างง่ายดายและความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์และเครื่องมือในการออกแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันจะช่วยให้โปรแกรมเมอร์ได้ประโยชน์จากการเขียนโปรแกรมที่เห็นภาพได้อย่างเต็มที่ แถมยังนำเอาไปท์ไลน์กราฟฟิก 3-D หลากชนิดมาใช้ได้โดยง่าย อาทิเช่น rasterization, volumetric rendering หรือ ray tracing เป็นต้น

    เมื่อนำคุณสมบัติเหล่านี้มารวมกัน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะพบกับรูปแบบการแสดงผลที่น่าตื่นตา ตื่นใจ ซึ่งมาโลนี่ได้ทำการสาธิตระบบแสดงผลแสงเงาแบบ real-time ของเกมยอดนิยมอย่าง “Quake Wars: Enemy Territory” โดยใช้สถาปัตยกรรมลาร์ราบี และโปรเซสเซอร์สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะรุ่นต่อไปของอินเทลที่ใช้ชื่อรหัสว่า กัลฟ์ทาวน์ (Gulftown) ซึ่งจะอยู่ภายใต้แบรนด์ อินเทล คอร์เป็นหลัก แม้ว่าในช่วงแรกๆ ลาร์ราบีจะอยู่ในรูปของการ์ดกราฟฟิกแยกต่างหากก็ตาม แต่ในที่สุด จะถูกนำไปผสานกับโปรเซสเซอร์บวกกับใส่เทคโนโลยีอื่นๆเพิ่มเติมลงไปด้วย

    นอกจากนั้นมาโลนี่ยังได้ทำการสาธิตโปรเซสเซอร์อัจฉริยะสำหรับเซิร์ฟเวอร์รุ่นต่อไปของ อินเทลที่มีชื่อรหัสว่า เวสท์เมียร์ อีพี (Westmere-EP) รวมทั้งแถลงถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ไอเทเนียม (Itanium) สำหรับตลาดเซิร์ฟเวอร์ระดับไฮเอนต์ นอกจากนั้นมาโลนี่ยังแถลงถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของโปรเซสเซอร์ เนฮาเลม อีเอ็กซ์ (Nehalem-EX) ที่จะเริ่มจำหน่ายในเร็วๆนี้ โดยจะมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับอินเทล™ ซีออน™ โปรเซสเซอร์ ซีรีส์ 5300 รุ่นปัจจุบันกับโปรเซสเซอร์รุ่นก่อนหน้า


    มาโลนี่พูดถึงการรวมระบบประมวลผล ระบบเครือข่าย และระบบจัดเก็บข้อมูลภายในศูนย์ข้อมูลเข้าด้วยกัน โดยอินเทลตั้งเป้าที่จะเชื่อมโยง IO fabric ภายในศูนย์ข้อมูลโดยใช้โซลูชัน Intel 10GbE เป็นหลัก นอกจากนั้นอินเทลยังร่วมมือกับบริษัทชั้นนำอื่นๆในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม ระบบเทคโนโลยี และโซลูชั่นเพื่อรองรับการทำงานของระบบศูนย์ข้อมูลแบบ “Hyper-scale” ตามแนวโน้มของการใช้งานอินเทอร์เน็ตและบริการ cloud อีกด้วย

    หลังจากนั้น มาโลนี่ยังได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์ที่กินไฟน้อยเป็นพิเศษ อินเทล™ ซีออน™ โปรเซสเซอร์ ซีรีส์ 3000 ที่มี TDP (Thermal Design Power) แค่ 30 วัตต์เท่านั้น นอกจากนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนแพลตฟอร์มที่ทำงานร่วมกันอย่างหนักหน่วงและต้องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อินเทลยังได้สาธิต reference system ของ “ไมโครเซิร์ฟเวอร์” แบบ single-socket เป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่ง reference system นี้ใช้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับสร้างนวัตกรรมไมโครเซิร์ฟเวอร์ในอนาคต

    มาโลนี่ได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์แบบ embedded “แจสเปอร์ ฟอร์เรสต์” (Jasper Forest) ที่เป็นตัวอย่างของการนำเอาสถาปัตยกรรมเนฮาเลม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากมาขยายขอบเขตไปสู่ตลาดใหม่ๆ แจสเปอร์ฟอร์เรสต์ที่จะเริ่มจำหน่ายในปีหน้าถูกออกแบบมาสำหรับรายงานด้านระบบจัดเก็บข้อมูลเฉพาะด้าน ระบบสื่อสาร ระบบงานด้านการทหาร และระบบการบินอวกาศเป็นต้น โดยจะมีการผสมผสานระบบระดับใหม่เพื่อช่วยประหยัดพื้นที่และยังช่วยประหยัดพลังงานสำหรับสภาพแวดล้อมที่แออัดเป็นพิเศษอีกด้วย

    ท้ายสุด มาโลนี่ได้เปิดตัวระบบและเครื่องมือรักษาความปลอดภัยรุ่นใหม่สำหรับพีซีโดยใช้เทคโนโลยี อินเทล™ วีโปร™ (Intel® vPro™) และเครื่องมือที่ชื่อคีย์บอร์ดวิดีโอเมาส์ (KVM) รีโมทคอนโทรลที่จะช่วยให้พนักงานฝ่ายไอทีสามารถมองเห็นปัญหาได้เหมือนที่ผู้ใช้งานเห็น ทำให้สามารถวินิจฉัยปัญหาได้เร็วขึ้น ลดเวลาที่จะต้องเดินทางไปที่เครื่อง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นอีกด้วย

    เทคโนโลยีและการผลิตของอินเทล ทรานซิสเตอร์เกือบ 3 ล้านชิ้นในชิปเพียงอันเดียว

    บ็อบ เบเกอร์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปแผนกเทคโนโลยีและฝ่ายการผลิตของ อินเทล ทำการบรรยายเน้นย้ำว่าอินเทลยังคงดำเนินตามกฎของมัวร์ และมุ่งมั่งคิดค้นนวัตกรรมที่จะสร้างประโยชน์ต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดยอธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นตอนการผลิตแบบ 22 nm ซึ่งอินเทลถือเป็นบริษัทแรกซึ่งนำเอา SRAM และ logic test circuit แบบ 22 mm สำหรับการใช้งานจริงมาสาธิตเป็นรายแรก โดย SRAM แบบ 364 ล้านบิตประกอบด้วยเซล SRAM ขนาด 0.092 ตารางไมครอนและทรานซิสเตอร์จำนวน 2.9 พันล้านชิ้น ซึ่งถือเป็นเซล SRAM ที่มีขนาดเล็กที่สุดซึ่งนำมาใช้งานได้จริงในปัจจุบันนี้

    โปรเซสเซอร์แบบ 22 nm ที่อยู่ในขั้นทดสอบนี้ ถือเป็นเทคโนโลยี high-k metal gate รุ่นที่สาม หลังจากที่โปรเซสเซอร์แบบ 45 nm รุ่นแรกเปิดตัวไปเมื่อ 2 ปีก่อน อินเทลยังคงเป็นบริษัทเดียวที่ผลิตโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูงที่ใช้พลังงานอย่างประหยัด จนกระทั่งปัจจุบันอินเทลมียอดจำหน่ายโปรเซสเซอร์ 45 nm อยู่ที่ 200 ล้านชิ้น

    ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของฝ่ายการผลิตของอินเทลที่พัฒนาเทคโนโลยีที่ โดดเด่น มีคุณสมบัติครบถ้วน สำหรับใช้ร่วมกับการออกแบบในลักษณะ ซิสเต็มออนชิป (SoC) โดยใช้เทคโนโลยี 32 nm ของอินเทล เพื่อขยายขอบเขตการผลิตซีพียูไปสู่ตลาด SoC ใหม่นี้ นักออกแบบจะสามารถเลือกระหว่างขั้นตอนการประมวลผลประสิทธิภาพสูงสุดของซีพียูหรือการใช้พลังงานต่ำสุดก็ได้ ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับ SoC ที่ใช้ในการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรีในโทรศัพท์มือถือและผลิตภัณฑ์อื่นๆ


    ที่มา

    Last edited by Marry; 22 Mar 2010, 18:02:55.

  • #2
    mm หรือ nm ครับอีก 5ปี ตายก่อนและ อิอิ

    Comment


    • #3
      ขอบคุณข่าวครับ

      Comment


      • #4
        อยากให้เปลี่ยน atx เพราะเก่ามากแล้ว
        อยากให้ลดการใช้ไฟ จะได้ไม่ต้องมีซิ๊งค์+พัดลม

        หลายท่านคงไม่รู้ว่า cpu เมื่อก่อนกินไฟแค่ 0.01 Watt
        ยิ่งพัฒนายิ่งกินไฟยิ่งร้อนยิ่งหนวกหู

        Comment


        • #5
          Originally posted by m shifu View Post
          อยากให้เปลี่ยน atx เพราะเก่ามากแล้ว
          อยากให้ลดการใช้ไฟ จะได้ไม่ต้องมีซิ๊งค์+พัดลม

          หลายท่านคงไม่รู้ว่า cpu เมื่อก่อนกินไฟแค่ 0.01 Watt
          ยิ่งพัฒนายิ่งกินไฟยิ่งร้อนยิ่งหนวกหู
          cpu เครื่องคิดเลข นั้นเอง อิอิ

          Comment


          • #6
            Originally posted by NoMiX View Post
            cpu เครื่องคิดเลข นั้นเอง อิอิ
            ผมหมายถึง cpu ทีใช้กับ desktop computer ครับ
            ใช้ cp/m ms-dos dbase supercalc

            ส่วนเครื่องคิดเลข ก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์เหมือนกัน

            Comment


            • #7
              ข่าวดีครับ แต่สรุป ย้อนหลังไปปีนะครับ

              Comment


              • #8
                ไม่ทำ0.1nanoไปเลยล่ะ

                Comment


                • #9
                  mm = ใหญ่จังคับ 555
                  nm อันนี้เล็ก

                  Comment


                  • #10
                    อืม 32nm ยังไม่ได้ใช้เลย

                    Comment


                    • #11
                      อย่าว่า11nmเล้ย
                      32nmยังไม่ได้สอยเลย
                      ปล.บ้านผมจน

                      Comment


                      • #12
                        Originally posted by m shifu View Post
                        ผมหมายถึง cpu ทีใช้กับ desktop computer ครับ
                        ใช้ cp/m ms-dos dbase supercalc

                        ส่วนเครื่องคิดเลข ก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์เหมือนกัน
                        กินไฟน้อยจริงครับ แต่มันทำงานได้ไม่เท่า cpu รุ่นใหม่ๆ

                        Comment


                        • #13
                          ยังใช้ 65 nm อยู่เลย

                          Comment


                          • #14
                            จะทำให้เล็กลงก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่าเปลี่ยน socket อีกนะ

                            Comment


                            • #15
                              แปปเดียวเอง 5 ปี ชิวๆ - -

                              Comment

                              Working...
                              X