Announcement

Collapse
No announcement yet.

ทำไมไม่มี IPv5 ล่ะครับ???

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • ทำไมไม่มี IPv5 ล่ะครับ???

    คือว่า พอดีสงสัยน่ะครับ เห็นมีแต่ IPv4 แล้วก็กระโดเป็น IPv6 เลยน่ะครับ


    ขอบคุณมากครับ

  • #2
    เออ นั้นดิ ไม่เคยคิดเลย คุณเป็นชังสังเกตุมาก ๆ สงสัยมันไม่ทำเลขคู่ม้างครับ อิอิ

    Comment


    • #3
      ถ้าจำไม่ผิด v4 v6 มันไม่ใช่เวอร์ชั่นอ่ะครับ แต่เป็นมาตฐานของมัน

      Comment


      • #4
        ขออธิบายง่ายๆนะครับ ip v.4 มันเป็น xxx.xxx.xxx.xxx จำนวน4part (เช่น 255.255.255.0) แต่ ip v.6 ก็จะทำเป้น 6part อะครับ แบบ xxx.xxx.xxx.xxx.xxx.xxx ซึ่งที่ไม่ทำ5part (v5)ว่ากันว่า เพราะจำนวนผู้ใช้ปัจจุบันมีมาก แทนที่จะทำเพิ่มอีกpart เดียวก็เลยทำซะ2ไปเลย

        Comment


        • #5
          ถ้าอย่างนั้น ทำไมไ่ม่ทำซัก 10 20 เลยละ ใช้ได้นานเลยนะ หุหุ คงจะกินทรัพยากรณ์เต็มพิกัด

          Comment


          • #6
            Originally posted by prinnv View Post
            ขออธิบายง่ายๆนะครับ ip v.4 มันเป็น xxx.xxx.xxx.xxx จำนวน4part (เช่น 255.255.255.0) แต่ ip v.6 ก็จะทำเป้น 6part อะครับ แบบ xxx.xxx.xxx.xxx.xxx.xxx ซึ่งที่ไม่ทำ5part (v5)ว่ากันว่า เพราะจำนวนผู้ใช้ปัจจุบันมีมาก แทนที่จะทำเพิ่มอีกpart เดียวก็เลยทำซะ2ไปเลย
            IpV4 จะเป็น 255.255.255.255 หรือ FF.FF.FF.FF ซึ่งเป็น 32 bit ซึ่งในปัจจุบัน เหลือไม่ กี่ช่วงแล้ว เลยพัฒนา IpV ใหม่ขึ้นมา แต่ IpV5 จะถูกกันไว้ใช้ในการวิจัยนะครับ เค้าไม่เอามาให้ใช้ แบบ ปกติ ดังนั้นมานเลย กระโดดข้าม V5 ไปเลย

            IpV6 จะเป็น FFFF:FFFF:FFFF:FFFF:FFFF:FFFF:FFFF:FFFF:ซึ่งเป็น 128 Bit


            หากพิจารณาเฮดเดอร์ของ IPV 6 เทียบกับของ IPV 4 จะสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างได้ดังนี้

            1 ตำแหน่งที่ตัดออก

            - Header length ถูกตัดออกไป เพราะเฮดเดอร์ของ IPV 6 มีขนาดควที่ที่ 40 octets(bytes) ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของการประมวลผลแพ็กเก็ตดีขึ้นเพราะไม่เสียเวลาในการคำนวณขนาดของ header
            - Identifiaction,Flag,Segmentation,Protocal,Options, และ Padding ถูกย้ายไปอยู่ในส่วนขยายของเฮ็ดเดอร์ เพราะถือว่าเป็นส่วยไม่จำเป็นต้องประมวลผลในทุกๆเราเตอร์
            - Header Checksum ถูกตัดออกเพราะว่าซ้ำซ้อนกับฟังก็ชันของโพรโตคอลในชั้นที่อยู่สูงกว่า อีกทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วย เพราะ Checksum จะต้องมีการคำนวณใหม่ที่เราเตอร์เสมอ หากตัดออกก็จะลดภาระงานที่เราเตอร์ไปได้

            2 ตำแหน่งทีปรับเปลี่ยน

            - Total Length เปลี่ยนมาเป็น Payload length เพื่อระบุขนาดของ payload ในหน่วย octets(bytes) ดังนั้นขนาดของ payload สูงสุดเป็น 65,535 octets
            - Time-To-Live (TTL)ของ IPV4 เปลี่ยนมาเป็น Hop Limit เพราะTTL ระบุเวลาที่ packet จะวนเวียนอยู่ใน อินเทอร์เน็ต (หน่วยเป็นวินาที) โดยระบุว่าแต่ละเราเตอร์ต้องลด TTL ลงอย่างน้อย 1 วินาที เราเตอร์จึงลด TTL ครั้งละ 1 หน่ววยเสมอแม้ว่าจะใช้เวลาประมวลผลแพ็กเก็ตน้อยกว่านั้น ทำให้ไม่ตรงกับความหมายของ TTL ดั้งนั้นจึงถูกเปลี่ยนเป็น Hop limit เพื่อให้ตรงกับความหมายจริงๆซึ่งเหมาะสมและง่ายต่อการประมวลผล
            - Protocal เปลี่ยนมาเป็น Next Header ซึ่งใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็นเฮดเดอร์ประเภทไหน เช่น IPSec ซี่งเป็น extended header ก็จะมีค่า Next Header = 51

            3 ตำแหน่งที่เพิ่ม

            - Flow label ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของทราฟฟิก ระหว่างต้นทางกับปลายทาง เช่น ในแอปพลิเคชัน video conference มีทราฟฟิกหลายลักษณะ (เช่น ภาพ เสียง ตัวอักษร ฯลฯ)ในแอปพลิเคชั่นหนึ่งจะสร้าง flow label ได้หลายลักษณะและสามารถแยก flow ของภาพและเสียงออกจากกันได้
            - Traffic Class ใช้ระบุว่าแพ็กเก็ตนี้อยู่ในกลุ่มใดและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่เพื่อที่เราเตอร์จะจัดลำดับขั้นการส่งแพ็กเก็ตให้เหมาะสม


            แล้วก็ที่ไม่ 10 มานไม่ได้เพิ่มแต่ตัวเลขนะครับ ต้องปรับปรุง รูปแบบ อุปกรณ์ การเข้ากับอุปกรณ์เก่าอีก เยอะไปหมด

            Comment


            • #7
              แล้วก็ที่ไม่ 10 มานไม่ได้เพิ่มแต่ตัวเลขนะครับ ต้องปรับปรุง รูปแบบ อุปกรณ์ การเข้ากับอุปกรณ์เก่าอีก เยอะไปหมด
              แหะ ๆ แบบว่าน่าไปเผื่อไปซักร้อยปีไปเลยเหรอครับ ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ โดดไป 10 นี้ โละเป็นแถบแน่ ๆ เลย

              Comment


              • #8
                เล่นซะง่วงเลย

                Comment

                Working...
                X