Announcement

Collapse
No announcement yet.

เรื่องของ IP v6

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • #31
    ^
    ^
    ตามที่ท่าน NeoXeoN7 ว่าครับ
    เราต้องรู้ DNS / Gateway ก่อนครับ
    =========

    ว่าแต่..คุณกำลังต่อกับเราเตอร์ของอะไรครับ... บ้าน/หอพัก/ทรูไวไฟ ???

    ถ้ากรณี บ้านหรือหอพัก ที่ใช้เราเตอร์ที่ทำงานตามหลักมาตรฐานทั่วไป (ไม่นับทรูไวไฟนะครับ เพราะเขามีเล่นกลครับ)

    เราสามารถตั้ง IP Fixed เองได้ครับ... มีด้วยกัน 2 แนวทาง

    - ทางแรก คือ ให้ตั้งIPตามที่เราได้มาจากDHCPนั้นล่ะครับ โดยทั่วไปจะทำได้ครับ แต่จะมีเราเตอร์บ่างตัวที่ไม่ยอมให้fixedเลขIPที่อยู่ในช่วงpoolของDHCP

    - ทางสอง ให้เดาว่าเลข IP ที่อยู่นอกPoolของDHCPครับ เช่น คุณอาจเคยได้ไอพีจากDHCPเป็น 192.168.1.6 ก็ให้คุณลองตั้งFixed-IPเองเป้น 192.168.1.221 ไปเลย (เราเดาว่าpoolมันคงอยู่ในช่วง 192.168.1.2-100 ล่ะมัง เราก็ตั้ง 221 ไปซะเลยนอกPool)

    ก็ลองๆดูนะครับ

    Comment


    • #32
      ขอขอบคุณท่านทั้ง 2 เลยนะครับ
      NeoXeoN7
      Dokmai

      ที่ช่วยผม ทำได้ละครับ ไม่รู้ว่าจะเป็นอีกรึป่าว

      Comment


      • #33
        ขอบคุณท่านดอกไม้มากน่ะคับ สำหรับความรู้ที่ชี้แนะและทุกท่านที่เพิ่มเติมความรู้ ผมจะลองไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมแล้วกันน่ะคับ

        Comment


        • #34
          Originally posted by Dokmai View Post
          ^
          ^
          ตามที่ท่าน NeoXeoN7 ว่าครับ
          เราต้องรู้ DNS / Gateway ก่อนครับ
          =========

          ว่าแต่..คุณกำลังต่อกับเราเตอร์ของอะไรครับ... บ้าน/หอพัก/ทรูไวไฟ ???

          ถ้ากรณี บ้านหรือหอพัก ที่ใช้เราเตอร์ที่ทำงานตามหลักมาตรฐานทั่วไป (ไม่นับทรูไวไฟนะครับ เพราะเขามีเล่นกลครับ)

          เราสามารถตั้ง IP Fixed เองได้ครับ... มีด้วยกัน 2 แนวทาง

          - ทางแรก คือ ให้ตั้งIPตามที่เราได้มาจากDHCPนั้นล่ะครับ โดยทั่วไปจะทำได้ครับ แต่จะมีเราเตอร์บ่างตัวที่ไม่ยอมให้fixedเลขIPที่อยู่ในช่วงpoolของDHCP

          - ทางสอง ให้เดาว่าเลข IP ที่อยู่นอกPoolของDHCPครับ เช่น คุณอาจเคยได้ไอพีจากDHCPเป็น 192.168.1.6 ก็ให้คุณลองตั้งFixed-IPเองเป้น 192.168.1.221 ไปเลย (เราเดาว่าpoolมันคงอยู่ในช่วง 192.168.1.2-100 ล่ะมัง เราก็ตั้ง 221 ไปซะเลยนอกPool)

          ก็ลองๆดูนะครับ
          ยังเป็นอยู่ครับ ใช้เน็ตหอพัก ผมต้องไปนั่งถอดสายปลั็กไฟเราท์เตอร์ออก แล้วรอประมาณ 10 นาที แล้วค่อยมาต่อเน็ตใหม่อีกถึงจะได้ บางครั้งก็ไม่ได้ ผมละเซง พรุ่งนีผมจะให้ช่างมาดู ถ้าเปลี่ยนเราท์เตอร์ใหม่ให้คงดี

          Comment


          • #35
            Originally posted by markesesr View Post
            ยังเป็นอยู่ครับ ใช้เน็ตหอพัก ผมต้องไปนั่งถอดสายปลั็กไฟเราท์เตอร์ออก แล้วรอประมาณ 10 นาที แล้วค่อยมาต่อเน็ตใหม่อีกถึงจะได้ บางครั้งก็ไม่ได้ ผมละเซง พรุ่งนีผมจะให้ช่างมาดู ถ้าเปลี่ยนเราท์เตอร์ใหม่ให้คงดี
            โดนใครเล่น Netcut หรือเปล่า

            Comment


            • #36
              พูดถึงถ้าจะทำโปรเจค ipv6 ผมแนะนำหัวข้อ เปรียบเทียบ ระหว่าง ipv4 กับ ipv6
              ว่ามันแต่ละส่วนแตกต่างกันอย่างไร พวก ส่วนหัวของแพตเกต32bit 128bit ต่างกันอย่างไร, protocal, tunnel ที่ใช้แปลงระหว่าง ip แต่ละเวอร์ชั้น ทำงานอย่างไร , header แต่ละส่วนต่างกันอย่างไร ตัดอะไรออกบ้าง เพิ่มอะไรบ้าง ระบบความปลอดภัยมีมากขนาดไหน , 7 layer encapsulation อย่างไร อะไรประมาณนี้ครับ

              Comment


              • #37
                Originally posted by Dokmai View Post
                ถูถูถุถุถุ...ถูกต้องแล้วครับ

                ก็เลขไหนก็ได้ครับ ที่อยู่ในช่วงของ Class-B
                แล้วที่นี่มันจะทำให้เรางง ที่เลขIPของ Subnet ID กับ Broadcast Address เพราะช่วงของ Class-B ไม่จบที่ x.x.x.255 แบบง่ายอย่าง Class-C แล้วครับ

                เช่น

                Class-C
                เลข IP 192.168.1.1/24
                จะมี Subnet ID ที่ 192.168.1.0
                จะมี Broadcast Addres 192.168.1.255


                Class-B
                เลข IP 172.16.1.1 / 22
                จะมี Subnet ID ที่ 172.16.0.0
                จะมี Broadcast Addres 172.16.3.255

                ฉะนั้น ถ้าเป็น Class-B เมื่อไหร ต้องเตือนตัวเองอย่าเอาความรู้สึกแบบ C มาใช้
                อันนี้มันเป็นตามหลักการ classfull ซึ่งค่อนข้างโบราณแล้วครับที่ใช้กับพวก protocal เก่าๆอย่าง rip (ซึ่งแทบไม่เห็นมีใครใช้กันแล้วเนื่องจากข้อด้อยมากมาย)และในปัจจุบันอุปกรณ์ network แทบทั้งหมดรองรับ classless และการแบ่ง network ด้วย vlsm หมดแล้วครับ เพราะฉนั้นแม้จะตั้ง 192.168.0.0/8 ก็ไม่ผิดแต่อย่างไรครับ

                ส่วน ipv6 ตอนนี้หลายหน่วยงานก็ทำก็มีการนำไปใช้แล้วครับ รวมถึงหน่วยงานผมก็ขอ ipv6 ไปประมาณ 1000-2000address (ทดแทน ipv4 ที่มีอยู่เดิมประมาณ 256address) เหมือนกันและกำลังทยอยเปลี่ยนเหมือนกันครับ ส่วนถ้าถามว่า ipv6 มันดีอย่างไรก็คือ ipv6 สามารถเริ่มปริมาณ ip ที่ใช้อยู่ในโลกได้เพิ่มซึ่งหมายความว่าในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องทำ nat private ip to public ip อีกต่อไป ซึ่งถ้าอยู่ในสาย network ก็น่าจะพอทราบนะครับว่า nat มันมีข้อด้อยมากมายเลยทีเดียว
                Last edited by JO; 24 Nov 2011, 02:14:44. Reason: แก้ไขคำผิด

                Comment


                • #38
                  งง ไม่เข้าใจ ที่มีความรู้ก็งูๆปลาๆพอทำได้ นิดๆหน่อยๆ

                  ขอถามเอาความรู้หน่อยนะครับ

                  Class A มันจะมีเลขนำ(First Octet) ในช่วง 1-122 เช่น 10.0.0.1
                  Class B มันจะมีเลขนำ ในช่วง 128-191 เช่น 172.16.0.1
                  Class C มันจะมีเลขนำ ในช่วง 192-223 เช่น 192.168.0.1


                  แล้วตามมาตรฐานบอกว่า จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีได้มากที่สุด ในแต่ล่ะNetwortของแต่ล่ะคราสคือ
                  Class A มีได้สูงสุด 2^24 = 16,777,216 เครื่อง >>> ทำไมอันนี้ทำได้มากถึง 16,777,216 เครื่อง ครับ แล้ว IP จะเป็นเท่าไหร่ ถึง เท่าไหร่ครับ
                  Class B มีได้สูงสุด 2^16 = 65,536 เครื่อง >>> ทำไมอันนี้ทำได้มากถึง 65,536 6 เครื่อง ครับ แล้ว IP จะเป็นเท่าไหร่ ถึง เท่าไหร่ครับ
                  Class C มีได้สูงสุด 2^8 = 256 เครื่อง >>> อันนี้พอเข้าใจบ้าง แต่ถ้าอธิบายเพิ่มอีกหน่อย ก็จะเป็นพระคุณมาก


                  ขอบคุณครับ

                  Comment


                  • #39
                    IPv4 มี 24 bit (แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 bit)

                    Class A : Network 8 bit, Host 24 bit Default Subnet จึงเป็น 255.0.0.0
                    Class B : Network 16 bit, Host 16 bit Default Subnet จึงเป็น 255.255.0.0
                    Class C : Network 24 bit, Host 8 bit Default Subnet จึงเป็น 255.255.255.0

                    Class A เลยได้ 16m+ ต่อ 1 วงเน็ตเวิร์คครับ
                    Class B และ Class C ก็คำนวณตามด้านบนเลยครับ

                    เพิ่มเติมครับ
                    Class A มี Network 8 bit, Host 24 bit
                    bit ทางซ้ายจะเป็น 00000000 แสดงว่า Class A เริ่มต้นที่ 0.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 (ก่อนขึ้น Class B)

                    Class B มี bit ทางซ้าย 10000000 (เท่ากับ 128) Class B จึงเริ่มต้นที่ 128.0.0.0 ถึง 191.255.255

                    Class C มี bit ทางซ้าย 11000000 (เท่ากับ 192) Class C จึงเริ่มต้นที่ 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.255

                    Class D bit ทางซ้าย 1110 (224)
                    Class E bit ทางซ้าย 1111 (240)

                    *bit ทางซ้าย(หรืออาจจะมีการเรียกแบบอื่น) คือ xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx.xxxxxxxx

                    จริงๆมันยังมีอะไรอีกเยอะแยะเลย ผมไม่ได้อธิบายละเอียดเท่าไร
                    มีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ
                    Last edited by KanGserzA; 25 Nov 2011, 21:42:34.

                    Comment


                    • #40
                      ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ (พรุ่งนี้เช้าจะมาอ่านนะครับ)

                      Comment


                      • #41
                        ขอบคุณครับ งง อยู่ แต่พอเข้าใจบ้าง ...

                        Comment


                        • #42
                          class a ที่บอกว่า 16 ล้านกว่าเครื่อง เช่น 10.0.0.1/8
                          ก็จะได้ 10.0.0.1-10.255.255.254

                          class b 65535 เครื่อง เช่น 128.0.0.1/16
                          ก็จะได้ 128.0.0.1-128.0.255.254


                          ส่วน class a 0-127
                          class b 128-191
                          class c 192-223
                          อันนี้เอาไว้ดูว่า ip อยู่ class ไหน


                          class ของ ip กับของ sub net มันคนละอันกันนะครับ
                          การใช้งานจริง สามรถเอา ip class c มาใส่ subnet class a หรือ b ได้ครับ
                          Last edited by wabmes; 26 Nov 2011, 15:42:30.

                          Comment


                          • #43
                            เห็นคำตอบส่วนใหญ่แล้ว...

                            แนะนำให้ไปอ่านเรื่อง classful กับ classless และการทำ vlsm ก่อนครับ
                            Last edited by JO; 26 Nov 2011, 16:51:27.

                            Comment

                            Working...
                            X