Announcement

Collapse
No announcement yet.

ถาม - มือใหม่หัดทำร้านเน็ต

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • ถาม - มือใหม่หัดทำร้านเน็ต

    คือ...

    จากสาย adsl เข้า modemrouter แล้ว...

    ต้องลากเข้ามาต่อที่ switch หรือ เข้าเครื่องหลัก(เครื่องคิดเงิน)

    ถ้า เข้า switch แล้วจะเซ็ต ip เครื่องลูกยังไง(ip จะถูกแจกอัตโนมัติจากผู้ให้บริการ)

    ถ้า เข้าเครื่องคิดเงิน งั้นก้อต้องใช้ lan card อีกใบ (ใช้ออกเน็ต กับ แลน)

    ผมเข้าใจถูกไหมนี้

  • #2
    ใช้โปรแกรม snong ง่ายๆ

    Comment


    • #3
      Originally posted by TPMPS View Post
      ใช้โปรแกรม snong ง่ายๆ
      "สนอง"นี้ NCafe ซิมิ อิๆ

      Comment


      • #4
        Originally posted by ง่ายง่าย View Post
        คือ...

        จากสาย adsl เข้า modemrouter แล้ว...

        ต้องลากเข้ามาต่อที่ switch หรือ เข้าเครื่องหลัก(เครื่องคิดเงิน)

        ถ้า เข้า switch แล้วจะเซ็ต ip เครื่องลูกยังไง(ip จะถูกแจกอัตโนมัติจากผู้ให้บริการ)

        ถ้า เข้าเครื่องคิดเงิน งั้นก้อต้องใช้ lan card อีกใบ (ใช้ออกเน็ต กับ แลน)

        ผมเข้าใจถูกไหมนี้
        ตัวผมขอแนะนำในฐานนะคนทำร้านเน็ต(แบบทำเอง ดูเอง ไม่พึ่งไม่จ้างใคร)นะครับ...

        จากที่อ่านคำถามของคุณแล้ว(อันนี้พูดแบบใจถึงใจนะครับ) ผมเข้าใจว่าคุณเป็นมือใหม่มากๆ และมีพื้นฐานNetworkน้อยมาก ฉะนั้นหากคุณเป็นตามตามนี้ ผมขอแนะนำเป็นไกด์ไลน์ใน"แนวมือใหม่ทำร้านเน็ต"นะครับ ( ขอให้คุณลืมคำถามที่ถามมาให้หมดเสียก่อนครับ)...



        เฉพาะกรณีการให้บริการอินเตอร์เน็ต
        อันนี้เราจะว่ากันในรูปแบบวงการของร้านเน็ตบ้านเรา ที่ทำๆกันอยู่นะครับ
        สิ่งที่เราต้องมีใน Network ของร้านเน็ตนั้น มีดังนี้

        1. คู่สายอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์เราเตอร์ (ซึ่งจะแค่สายเดียว หรือมากว่า1คู่สายจัดทำLoadbalanceก็ว่าไป)

        2. อุปกรณ์Switching(แนะนำให้เป็น Gigabit-Switching แบบมีManageในตัวด้วยจะดีมาก เป็นการลงทุ่นครั้งเดียวแล้วคุ่มระยะยาว) กรณีมีคอม 10-20 เครื่อง ก็ใช้สวิตแค่ตัวเดียว, ถ้าเกิน20เครื่อง ก็ต้องใช้สวิต2หรือ3ตัว ว่ากันไป

        3. การวางสายแลนทั้งหมดในร้าน หากวางระบบNetworkในร้านให้เป็น Gigabit จะต้องจั๊มหัวปลั๊กแลนให้ถูกต้อง(ต้องเรียงทองแดงให้ถูกทั้ง8สาย)

        4. เครื่องPCสำหรับเป็นเครื่องเก็บเงิน... ซึ่งมีโปรแกรมBilling หรือโปรแกรมคุ่มร้านเน็ต ให้ใช้กันหลายตัว เช่น ถ้าฟรีก็แนะนำHandyCafe, ถ้ายอดนิยมก็NCafe(เสียตัง), ถ้าเป็นสมาชิกAsianSoft/Winnerพวกนี้เขาจะมีโปรแกรมคุ่มร้านเน็ตของทางค่ายเขาแจกให้ใช้(จะผูกกับระบบIP-Bonusด้วย)

        5. ถ้าคุณทำระบบ Harddiskless หรือ No-Harddisk หรือ วางระบบเครื่อลูกข่ายที่ไม่มีHarddisk... กรณีนี้คุณต้องเตรียมเครื่องPC สำหรับเป็น Harddisk-Server ด้วย(ต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง, ต้องชัวร์, ต้องจัดRAID-Harddisk ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วให้เตรียมงบสำหรับเครื่องนี้ไว้3หมื่นบาทได้เลยครับ)

        6. UPS หรือ เครื่องสำรองไฟ สำหรับสำรองไฟให้ เราเตอร์+โมเด็ม+Switch+HarddiskServer และทีเครื่องเก็บเงินด้วย(เพราะถ้าเครื่องเก็บเงินไฟดับ การนับเวลาเก็บเงิน อาจลบหายไปด้วยทั้งร้าน)



        ลักษณะการวางNetworkในร้าน
        แนะนำให้วางNetworkในรูปแบบมาตรฐานครับ (มือใหม่ไม่ควรพลิกแพลงระบบNetworkครับ)

        ถ้าว่าแผนผังอย่างง่าย ก็คือ
        [คู่สายอินเตอร์เน็ต]-->[Modem]-->[เราเตอร์]-->[Switching]-->{แยกไปเข้าเครื่องลูกข่าย PC1,PC2,PC3,PC...,PC-Billing(เครื่องเก็บเงิน)}

        - โดยอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมแบนวิสหรือการจารจรอินเตอร์เน็ต(แจกไอพี/บล็อกเว็บโป๊/ฯลฯ) คือ เราเตอร์

        - ส่วนระบบของโปรแกรมคุมร้านเน็ตนั้น ตัวโปรแกรมมันจะมีแยกสองตัวครับ คือ ตัวโปรแกรมส่วนที่ต้องลงในเครื่องเก็บเงิน และตัวโปรแกรมที่ต้องลงในเครื่องลูกข่าย
        -- โดยตัวโปรแกรมส่วนที่ต้องลงในเครื่องเก็บเงินนั้น มันจำทำหน้าที่ควบคุ่ม/นับเวลา/ออกคูปอง/สั่งเปิด-ปิดการล็อกอินเคื่องลูกข่าย/บางโปรแกรมสามารถควบคุมการทำงานของเครื่องลูกข่ายได้ด้วย
        -- ส่วนตัวโปรแกรมที่ต้องลงในเครื่องลูกข่ายนั้น จะเป็นBackgroud-Serviceเพื่ออนุุญาติให้ตัวโปรแกรมจากเครื่องเก็บเงิน สามารถเข้ามาควบคุบการทำงานของวินโดว์ในเคอร์่งลูกข่ายได้นั้นเอง
        (*ตัวเครื่องเก็บเงินนั้น หากมองในวงแลน มันก็คือลูกข่ายตัวนึงของวงLanนั้นเองครับ ฉะนั้นคือเสียสายเครื่องเก็บเงินเข้าหลังSwitchครับ แล้วระบบมันจะจัดการเครื่องอื่นๆผ่านทางระบบเลขIPเองครับ)

        - ระบบปฎิบัติการที่ร้านเน็ตนิยมใช้ คือ Windows XP-SP2 เพราะเป็นวินโดว์ที่เลิกขายแล้ว ไม่ค่อยโดนไล่เบี้ยจับลิขสิทธิ์

        - ส่วนโปรแกรมแนวOfficeนั้น มักไม่ลงไว้ในเครื่องลูกข่าย เพราะจะโดนจับลิขสิทธิ์ได้.. ซึ่งบางร้านอาจหันไปใช้ OpenOffice ทดแทน



        กรณีให้บริการเกมออนไลน์
        - ถ้าคุณมีเครื่องลูกข่ายมากกว่า 20 เครื่อง และมีลูกค้าใช้บริการเต็ม(หรือเกือบเต็ม)ตลอดเวลา กรณีนี้ควรมีคู่สายอินเตอร์เน็ต2สายขึ้นไป แล้วจัดทำLoadbalanceครับ เพื่อจะได้จัดแยกสายเน็ต/แยกสายเกม ก็จะทำให้บริการในร้านมีประสิทธภาพสูงขึ้น

        - เกมออนไลน์ในปัจจุบันนั้น เราไม่ต้องซีเรียสเรื่องประสิทธิภาพการ์ดจอครับ ไม่ต้องการ์ดเทพสูงๆก็ได้ครับ เพราะเกมออนไลน์บ้านเรามันยังย่ำเท้าอยู่กับที่ มันยังใช้ DX9.0C กันอยู่เลย ฉะนั้นถ้าจะซื้อคอมใหม่ ก็จัดการ์ดจอสัก AMD HD4670 ขึ้นไป หรือ nVidia GT210/220 ขึ้นไป (หรือพูดง่ายๆก็จัดการ์ดจอราคา 1600-1700 บาท ก็เพียงพอแล้วครับ... ถ้าจัดแพงกว่านี้ก็ต้องใช้เวลาคืนทุนยาวนาน อันนี้ต้องพิจารณากันเองนะ)

        - จอภาพที่ใช้ ถ้าซื้อใหม่ ให้เลือกจอในระดับราคา 4000 บาท 20นิ้วหรือมากกว่าได้ก็ดี

        - เมาท์ คียบอร์ด เลือกแบบง่ายๆครับ ไม่ต้องเลือกราคาแพง เพราะพวกมันมักพังภายในไม่เกิน6เดือน(มันใช้กันหลายมือ ซื้อLogitechแท้ก็ทนมือทนteenไม่ไหวครับ)


        กรณีที่ต้องทำเราเตอร์แบบLoadbalance
        หากต้องการทำLoadbalance หรือใช้เน็ตมากว่า1สาย จะมีทางเลือกสองทางครับ

        1. ซื้อเราเตอร์Loadbalanceสำเร็จรูป เช่น Linksys RV042 ยอดนิยม ทนทาน ราคา 6-7พันบาท

        หรือ

        2. จัด PC-Router หรือตั้งเราเตอร์ด้วยเครื่องPCนั้นเอง(คล้ายๆเราตั้งServerเพิ่มอีก1ตัว) หรือบางคนเรียกว่าลงลีนุกทำโหลดบาลานซ์นั้นล่ะ ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่Linuxอะไรยุ่งยากหรอกครับ... เพราะจริงๆส่วนใหญ่มันคือ pfSense ซึ่งเป็น Unix FreeBSD เสียมากกว่า (ที่ว่าจ้างราคาลงกัน 2พัน-3พัน แยกเย็ตแยกเกม ก็ใช้ไอตัวนี้ล่ะครับ) โดยส่วนตัวของผม ผมขอแนะนำให้ใช้ pfSense 2.0 RC1 ครับ (ตัวอื่นๆก็มี MonoWall, Ipcop, endian ซึ่งผมได้ลองมาหมดแล้ว ผมพบว่างานทำLoadbalanceนั้น pfSense 2.0แม้ยังเป็นRC1นั้น..มันดีที่สุดในกลุ่มครับ ก็ให้เลือกSnapใหม่ล่ะกันครับ)... สำหรับHardwareที่จะเอามาทำเครื่องLoadbalanceนั้น ก็ให้ใช้เครื่องคอมที่คุณมั่นใจว่าชัวร์เปิด24ชม.ได้ไม่วูบไม่ดับ (หรือถ้าซื้อใหม่ ก็แนะนำ Intel775+บอร์ดG41+แรม2กิ๊ก+PSU80Plusชัวร์ๆ = ราคาราว 4000-5000 บาทครับ) จะเห็นว่าราคาเครื่องถูกกว่า แต่มันจะมีประสทิธิภาพที่สูงกว่า Loadbalance สำเร็จรูปแบบ RV042 เสียอีกครับ จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า 3-4 เท่าตังเลยที่เดียว (แต่อย่าลืมว่าถ้าลงpfSenseเองไม่เป็น คุณจะโดนค่าจ้างอีก2-3พันบาท เนอะ)


        เอาล่ะ..จบ
        --------

        สำหรับภาพรวมร้านเน็ตแบบจริงๆจังๆก็คือแบบนี้ล่ะครับ อย่างไงก็หนีไม่พ้นภาพร่วมที่ผมเล่านี่หรอกครับ...อิๆ
        แล้วกรณีของร้านคุณนั้น ทำร้านเน็ตไปถึงระดับไหนแล้วล่ะครับ... ต้องจัดการวางแผนร้านดีๆนะครับ ไม่งั่นจะ"จมต้นทุน"ถอดทุนไม่ขึ้นกันง่ายๆครับ
        Last edited by Dokmai; 20 May 2011, 10:58:18.

        Comment


        • #5
          Originally posted by Dokmai View Post
          ตัวผมขอแนะนำในฐานนะคนทำร้านเน็ต(แบบทำเอง ดูเอง ไม่พึ่งไม่จ้างใคร)นะครับ...

          จากที่อ่านคำถามของคุณแล้ว(อันนี้พูดแบบใจถึงใจนะครับ) ผมเข้าใจว่าคุณเป็นมือใหม่มากๆ และมีพื้นฐานNetworkน้อยมาก ฉะนั้นหากคุณเป็นตามตามนี้ ผมขอแนะนำเป็นไกด์ไลน์ใน"แนวมือใหม่ทำร้านเน็ต"นะครับ ( ขอให้คุณลืมคำถามที่ถามมาให้หมดเสียก่อนครับ)...



          เฉพาะกรณีการให้บริการอินเตอร์เน็ต
          อันนี้เราจะว่ากันในรูปแบบวงการของร้านเน็ตบ้านเรา ที่ทำๆกันอยู่นะครับ
          สิ่งที่เราต้องมีใน Network ของร้านเน็ตนั้น มีดังนี้

          1. คู่สายอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์เราเตอร์ (ซึ่งจะแค่สายเดียว หรือมากว่า1คู่สายจัดทำLoadbalanceก็ว่าไป)

          2. อุปกรณ์Switching(แนะนำให้เป็น Gigabit-Switching แบบมีManageในตัวด้วยจะดีมาก เป็นการลงทุ่นครั้งเดียวแล้วคุ่มระยะยาว) กรณีมีคอม 10-20 เครื่อง ก็ใช้สวิตแค่ตัวเดียว, ถ้าเกิน20เครื่อง ก็ต้องใช้สวิต2หรือ3ตัว ว่ากันไป

          3. การวางสายแลนทั้งหมดในร้าน หากวางระบบNetworkในร้านให้เป็น Gigabit จะต้องจั๊มหัวปลั๊กแลนให้ถูกต้อง(ต้องเรียงทองแดงให้ถูกทั้ง8สาย)

          4. เครื่องPCสำหรับเป็นเครื่องเก็บเงิน... ซึ่งมีโปรแกรมBilling หรือโปรแกรมคุ่มร้านเน็ต ให้ใช้กันหลายตัว เช่น ถ้าฟรีก็แนะนำHandyCafe, ถ้ายอดนิยมก็NCafe(เสียตัง), ถ้าเป็นสมาชิกAsianSoft/Winnerพวกนี้เขาจะมีโปรแกรมคุ่มร้านเน็ตของทางค่ายเขาแจกให้ใช้(จะผูกกับระบบIP-Bonusด้วย)

          5. ถ้าคุณทำระบบ Harddiskless หรือ No-Harddisk หรือ วางระบบเครื่อลูกข่ายที่ไม่มีHarddisk... กรณีนี้คุณต้องเตรียมเครื่องPC สำหรับเป็น Harddisk-Server ด้วย(ต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง, ต้องชัวร์, ต้องจัดRAID-Harddisk ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วให้เตรียมงบสำหรับเครื่องนี้ไว้3หมื่นบาทได้เลยครับ)

          6. UPS หรือ เครื่องสำรองไฟ สำหรับสำรองไฟให้ เราเตอร์+โมเด็ม+Switch+HarddiskServer และทีเครื่องเก็บเงินด้วย(เพราะถ้าเครื่องเก็บเงินไฟดับ การนับเวลาเก็บเงิน อาจลบหายไปด้วยทั้งร้าน)



          ลักษณะการวางNetworkในร้าน
          แนะนำให้วางNetworkในรูปแบบมาตรฐานครับ (มือใหม่ไม่ควรพลิกแพลงระบบNetworkครับ)

          ถ้าว่าแผนผังอย่างง่าย ก็คือ
          [คู่สายอินเตอร์เน็ต]-->[Modem]-->[เราเตอร์]-->[Switching]-->{แยกไปเข้าเครื่องลูกข่าย PC1,PC2,PC3,PC...,PC-Billing(เครื่องเก็บเงิน)}

          - โดยอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมแบนวิสหรือการจารจรอินเตอร์เน็ต(แจกไอพี/บล็อกเว็บโป๊/ฯลฯ) คือ เราเตอร์

          - ส่วนระบบของโปรแกรมคุมร้านเน็ตนั้น ตัวโปรแกรมมันจะมีแยกสองตัวครับ คือ ตัวโปรแกรมส่วนที่ต้องลงในเครื่องเก็บเงิน และตัวโปรแกรมที่ต้องลงในเครื่องลูกข่าย
          -- โดยตัวโปรแกรมส่วนที่ต้องลงในเครื่องเก็บเงินนั้น มันจำทำหน้าที่ควบคุ่ม/นับเวลา/ออกคูปอง/สั่งเปิด-ปิดการล็อกอินเคื่องลูกข่าย/บางโปรแกรมสามารถควบคุมการทำงานของเครื่องลูกข่ายได้ด้วย
          -- ส่วนตัวโปรแกรมที่ต้องลงในเครื่องลูกข่ายนั้น จะเป็นBackgroud-Serviceเพื่ออนุุญาติให้ตัวโปรแกรมจากเครื่องเก็บเงิน สามารถเข้ามาควบคุบการทำงานของวินโดว์ในเคอร์่งลูกข่ายได้นั้นเอง
          (*ตัวเครื่องเก็บเงินนั้น หากมองในวงแลน มันก็คือลูกข่ายตัวนึงของวงLanนั้นเองครับ ฉะนั้นคือเสียสายเครื่องเก็บเงินเข้าหลังSwitchครับ แล้วระบบมันจะจัดการเครื่องอื่นๆผ่านทางระบบเลขIPเองครับ)

          - ระบบปฎิบัติการที่ร้านเน็ตนิยมใช้ คือ Windows XP-SP2 เพราะเป็นวินโดว์ที่เลิกขายแล้ว ไม่ค่อยโดนไล่เบี้ยจับลิขสิทธิ์

          - ส่วนโปรแกรมแนวOfficeนั้น มักไม่ลงไว้ในเครื่องลูกข่าย เพราะจะโดนจับลิขสิทธิ์ได้.. ซึ่งบางร้านอาจหันไปใช้ OpenOffice ทดแทน



          กรณีให้บริการเกมออนไลน์
          - ถ้าคุณมีเครื่องลูกข่ายมากกว่า 20 เครื่อง และมีลูกค้าใช้บริการเต็ม(หรือเกือบเต็ม)ตลอดเวลา กรณีนี้ควรมีคู่สายอินเตอร์เน็ต2สายขึ้นไป แล้วจัดทำLoadbalanceครับ เพื่อจะได้จัดแยกสายเน็ต/แยกสายเกม ก็จะทำให้บริการในร้านมีประสิทธภาพสูงขึ้น

          - เกมออนไลน์ในปัจจุบันนั้น เราไม่ต้องซีเรียสเรื่องประสิทธิภาพการ์ดจอครับ ไม่ต้องการ์ดเทพสูงๆก็ได้ครับ เพราะเกมออนไลน์บ้านเรามันยังย่ำเท้าอยู่กับที่ มันยังใช้ DX9.0C กันอยู่เลย ฉะนั้นถ้าจะซื้อคอมใหม่ ก็จัดการ์ดจอสัก AMD HD4670 ขึ้นไป หรือ nVidia GT210/220 ขึ้นไป (หรือพูดง่ายๆก็จัดการ์ดจอราคา 1600-1700 บาท ก็เพียงพอแล้วครับ... ถ้าจัดแพงกว่านี้ก็ต้องใช้เวลาคืนทุนยาวนาน อันนี้ต้องพิจารณากันเองนะ)

          - จอภาพที่ใช้ ถ้าซื้อใหม่ ให้เลือกจอในระดับราคา 4000 บาท 20นิ้วหรือมากกว่าได้ก็ดี

          - เมาท์ คียบอร์ด เลือกแบบง่ายๆครับ ไม่ต้องเลือกราคาแพง เพราะพวกมันมักพังภายในไม่เกิน6เดือน(มันใช้กันหลายมือ ซื้อLogitechแท้ก็ทนมือทนteenไม่ไหวครับ)


          กรณีที่ต้องทำเราเตอร์แบบLoadbalance
          หากต้องการทำLoadbalance หรือใช้เน็ตมากว่า1สาย จะมีทางเลือกสองทางครับ

          1. ซื้อเราเตอร์Loadbalanceสำเร็จรูป เช่น Linksys RV042 ยอดนิยม ทนทาน ราคา 6-7พันบาท

          หรือ

          2. จัด PC-Router หรือตั้งเราเตอร์ด้วยเครื่องPCนั้นเอง(คล้ายๆเราตั้งServerเพิ่มอีก1ตัว) หรือบางคนเรียกว่าลงลีนุกทำโหลดบาลานซ์นั้นล่ะ ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่Linuxอะไรยุ่งยากหรอกครับ... เพราะจริงๆส่วนใหญ่มันคือ pfSense ซึ่งเป็น Unix FreeBSD เสียมากกว่า (ที่ว่าจ้างราคาลงกัน 2พัน-3พัน แยกเย็ตแยกเกม ก็ใช้ไอตัวนี้ล่ะครับ) โดยส่วนตัวของผม ผมขอแนะนำให้ใช้ pfSense 2.0 RC1 ครับ (ตัวอื่นๆก็มี MonoWall, Ipcop, endian ซึ่งผมได้ลองมาหมดแล้ว ผมพบว่างานทำLoadbalanceนั้น pfSense 2.0แม้ยังเป็นRC1นั้น..มันดีที่สุดในกลุ่มครับ ก็ให้เลือกSnapใหม่ล่ะกันครับ)... สำหรับHardwareที่จะเอามาทำเครื่องLoadbalanceนั้น ก็ให้ใช้เครื่องคอมที่คุณมั่นใจว่าชัวร์เปิด24ชม.ได้ไม่วูบไม่ดับ (หรือถ้าซื้อใหม่ ก็แนะนำ Intel775+บอร์ดG41+แรม2กิ๊ก+PSU80Plusชัวร์ๆ = ราคาราว 4000-5000 บาทครับ) จะเห็นว่าราคาเครื่องถูกกว่า แต่มันจะมีประสทิธิภาพที่สูงกว่า Loadbalance สำเร็จรูปแบบ RV042 เสียอีกครับ จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า 3-4 เท่าตังเลยที่เดียว (แต่อย่าลืมว่าถ้าลงpfSenseเองไม่เป็น คุณจะโดนค่าจ้างอีก2-3พันบาท เนอะ)


          เอาล่ะ..จบ
          --------

          สำหรับภาพรวมร้านเน็ตแบบจริงๆจังๆก็คือแบบนี้ล่ะครับ อย่างไงก็หนีไม่พ้นภาพร่วมที่ผมเล่านี่หรอกครับ...อิๆ
          แล้วกรณีของร้านคุณนั้น ทำร้านเน็ตไปถึงระดับไหนแล้วล่ะครับ... ต้องจัดการวางแผนร้านดีๆนะครับ ไม่งั่นจะ"จมต้นทุน"ถอดทุนไม่ขึ้นกันง่ายๆครับ
          กระจ่าง

          ชัดเจน

          ขอบคุณพี่ Dokmai มากมายครับ
          เด๋ว ลองทำดูก่อนครับ

          นิดหนึ่ง หัว RJ-45 Cat6 ใช้กับสาย Cat5 ได้ไหม
          ถามช่างที่ร้าน Advice เขาว่า ใช้ไม่ได้
          Last edited by ง่ายง่าย; 20 May 2011, 22:53:06.

          Comment


          • #6
            Originally posted by ง่ายง่าย View Post
            กระจ่าง

            ชัดเจน

            ขอบคุณพี่ Dokmai มากมายครับ
            เด๋ว ลองทำดูก่อนครับ

            นิดหนึ่ง หัว RJ-45 Cat6 ใช้กับสาย Cat5 ได้ไหม
            ถามช่างที่ร้าน Advice เขาว่า ใช้ไม่ได้
            RJ-45 มาตรฐานใช้ได้หมดครับ... มันขึ้นอยู่กับการเรียงสายทองแดง (ปกติก็มีสายตรงกัยสายไขว่) อันนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า สาย Cat6 บางยีห้อมีคู่สีสายทองแดงไม่เหมือนกับสาย Cat5 นะครับ... ฉะนั้นอาจต้องเช็คคู่สายทองแดงกันให้ดีๆ บางคนอาจจั๊มหัวปลั๊กผิดได้

            จริงๆถ้าในกรณีร้านเน็ต ระยะเดินสายแค่ภายในห้อง ไม่จำเป็นต้อง CAT6 เลยครับ... ใช้ Cat5e ไปเถอะครับ ไม่แตกต่าง ไม่ได้คุณภาพมากขึ้นแต่อย่างใด

            * ถ้าเราทำร้านเน็ตเอง เราควรหัดจั๊มหัวสายแลนเองให้เป็นครับ... ทำไม่ยากหรอกครับ มีสายอยู่สองแบบ ตรง กับ ไขว้ (หาอ่านได้เพียบบน Google) และหาซื้อคีม ราคาตัวล่ะ 300 กว่าบาท(เอาแบบที่มีสองหัว ทั้งปลั๊กแลน และปลั๊กโทรศัพท์นะ จะได้คุ่มๆ), แล้วซื้อหัวปลั๊ก ราคาหัวล่ะ 5-10 บาท แล้วแต่จำนวนที่ซื้อ...

            Comment


            • #8
              Originally posted by Dokmai View Post
              RJ-45 มาตรฐานใช้ได้หมดครับ... มันขึ้นอยู่กับการเรียงสายทองแดง (ปกติก็มีสายตรงกัยสายไขว่) อันนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า สาย Cat6 บางยีห้อมีคู่สีสายทองแดงไม่เหมือนกับสาย Cat5 นะครับ... ฉะนั้นอาจต้องเช็คคู่สายทองแดงกันให้ดีๆ บางคนอาจจั๊มหัวปลั๊กผิดได้

              จริงๆถ้าในกรณีร้านเน็ต ระยะเดินสายแค่ภายในห้อง ไม่จำเป็นต้อง CAT6 เลยครับ... ใช้ Cat5e ไปเถอะครับ ไม่แตกต่าง ไม่ได้คุณภาพมากขึ้นแต่อย่างใด

              * ถ้าเราทำร้านเน็ตเอง เราควรหัดจั๊มหัวสายแลนเองให้เป็นครับ... ทำไม่ยากหรอกครับ มีสายอยู่สองแบบ ตรง กับ ไขว้ (หาอ่านได้เพียบบน Google) และหาซื้อคีม ราคาตัวล่ะ 300 กว่าบาท(เอาแบบที่มีสองหัว ทั้งปลั๊กแลน และปลั๊กโทรศัพท์นะ จะได้คุ่มๆ), แล้วซื้อหัวปลั๊ก ราคาหัวล่ะ 5-10 บาท แล้วแต่จำนวนที่ซื้อ...
              Originally posted by Dokmai View Post
              ดูหน้านี้ ประกอบ

              http://www.overclockzone.com/forums/...ad.php/1205594
              ขอบคุณครับ
              สรุปคือ หัว RJ-45 cat6 สามารถใช้กับสาย cat5 ได้
              เพียงเราเรียงสายให้ถูก ใช่ไหมครับ

              Comment


              • #9
                ท่านดอกไม้อธิบายเข้าใจง่ายดีครับ

                xp sp2 , sp3 นี่ยัดลงแฟรตไดร์เพื่อใช้ลงวินโด้ได้อย่าง win7 มั้ยครับ

                ผมทำลงwin7 ผ่าน แต่ใช้กับ xp ลงไม่ผ่านเลย

                Comment


                • #10
                  Originally posted by jamejazz View Post
                  ท่านดอกไม้อธิบายเข้าใจง่ายดีครับ

                  xp sp2 , sp3 นี่ยัดลงแฟรตไดร์เพื่อใช้ลงวินโด้ได้อย่าง win7 มั้ยครับ

                  ผมทำลงwin7 ผ่าน แต่ใช้กับ xp ลงไม่ผ่านเลย
                  search "wintoflash" ใน Google ดูครับมีทั้งที่โหลด&วิธีทำ

                  Comment


                  • #11
                    ขอสอบถามหน่อยนะครับ

                    ถ้าร้านเกมใช้ office 97 ติดลิขสิทธิ์มั้ยครับ

                    รึว่าควรใช้ OpenOffice เท่านั้น

                    Comment


                    • #12
                      Originally posted by jamejazz View Post
                      ขอสอบถามหน่อยนะครับ

                      ถ้าร้านเกมใช้ office 97 ติดลิขสิทธิ์มั้ยครับ

                      รึว่าควรใช้ OpenOffice เท่านั้น
                      office 97 ติดครับ แต่ไม่ค่อยมีใครมาไล่เบี้ยครับ...

                      เรื่อง WarCraft ลง DOTA ต่างหาก เสียวใส้ลิขสิทธิ์กว่าเยอะ

                      Comment


                      • #13
                        ผมเองก็จะเปิดร้านแถวตจว.นอกๆเมืองซัก 6เครื่อง(รวมเครื่องคิดเงิน)

                        ผมความรู้เรื่องNetworkน้อยมากเหมือนกันครับ เคยใช้แต่ adslต่อจากโมเด็มเข้าคอมเครื่องเดียว

                        ได้แต่เรื่องจัดสเปค-ประกอบเครื่อง-ลงวินโด้,ซอปแวร์ต่างๆ

                        ถ้าว่าแผนผังอย่างง่าย ก็คือ
                        [คู่สายอินเตอร์เน็ต]-->[Modem]-->[เราเตอร์]-->[Switching]--> {แยกไปเข้าเครื่องลูกข่าย PC1,PC2,PC3,PC...,PC-Billing(เครื่องเก็บเงิน)}


                        อุปกรณ์ที่ผมยังไม่มี เราเตอร์--Switching--สายแลนต่างๆ (เปิดร้านเริ่ม6เครื่องก่อนครับ)

                        อนาคตอาจจะเพิ่มเครื่องเป็น10-12เครื่องครับ

                        รบกวนแนะนำรุ่น-ยี่ห้อ-ราคาประมาณของอุปกรณ์ต่างๆด้านบนด้วยนะครับ

                        ขอบคุณครับ

                        Comment


                        • #14
                          ผมว่า Unmanaged Switch ยี่ห้อไหนก็ได้ครับ ขอให้รองรับ Gigabit จะทำ Diskless หรือไม่ทำก็แล้วแต่
                          ผมไม่ได้ทำร้านเกมนะ แต่ส่วนตัวเลือกใช้ D-link,Linksys เพราะมัน Lifetime (เคลม Value เอา) Linksys จะราคาสูงกว่า
                          TP-link ก็ Lifetime เหมือนกันแต่ไม่แนะนำ อยากรู้ต้องลอง ^^
                          ควรมีสำรองตัวนึงเพราะพวกนี้เคลมนาน ใช้ๆไปภาคจ่ายไฟมีปัญหา แต่ตัวที่เอาไว้สำรองยังไม่ต้องรีบซื้อก็ได้

                          Router สำหรับร้านเกม ตัวมาตราฐานเป็น RV042 แยกเนตแยกเกมส์หรือ PC ลง Linux Server ก็แล้วแต่ถนัด
                          ส่วนใหญ่เนต 2 เส้นใช้ RV042 ก็พอ แต่บางร้านใช้มากกว่านั้นเลยต้องไปทาง Linux
                          MikroTik ก็โฆษณาว่าทำได้เหมือนกันในราคาถูกกว่า RV042 แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีเท่า/ดีกว่า RV042 รึเปล่านะ

                          Comment


                          • #15
                            ท่าน DOKMAI อธิบายได้ยาวดีครับ แต่ผมว่า เปิดร้านเกม หรือร้านเน็ต สมัยนี้ ถ้าจะเอาให้ เจ๋งจริง
                            ต้องหาจุดขายที่ต่างกับร้านทั่วไปให้ได้เสียก่อนครับ ถ้าจะเปิดประเภท ต้นทุนถูก คืนทุนไว ก็อาจจะได้เจ๊งไว เป็นของแถมด้วย


                            ลองคิดเล่นๆ ในสมัยนี้ที่กินก๋วยเตี๋ยวชามละ 35บาทเป็นปกติไปแล้ว แต่ร้านเน็ต ชั่วโมงละ 10บาท มันอยู่ยากครับ แล้วแข่งกันเปิดเป็นดอกเห็ด


                            ถ้าเป็นผม ผมจะไม่เน้นจุดขายที่ต้นทุนต่ำ ราคาถูก แต่จะหาจุดขายที่แตกต่างกัน เช่น การบริการ ลูกเล่น content อื่นๆ เช่น HD video streaming
                            HD experience , Group conference - meeting ถ้าเป็นร้านเกมก็เน้นไปที่ inter line และ network gaming (เลี่ยงปัญหาลิขสิทธ์ได้ด้วย สนนราคาก็ไปอิงกับ playinter แทน)

                            เกมออนไลน์ของไทยตอนนี้มันเหมือนเจอทางตันครับ จากปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจทำให้ไม่มีใครกล้าลงทุนกับธุรกิจนี้เต็มตัวเหมือนสมัยก่อน
                            ทำให้ปัจจุบันนี้หาเกมออนไลน์ดีๆในไทยไม่ได้เลย ส่วนมากมีแต่เกมถูกๆ จากจีน ไต้หวัน แบบฉาบฉวย เน้นแต่ขายของไม่เน้นคุณภาพของสังคมและบริการ
                            บวกกับ สมัยนี้คอมถูกลงทุกๆวัน มีแค่หมื่นต้นๆ ก็ถอย notebook สเปคเล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆได้แล้ว

                            เกมกล่องพวก DOTA , starcraft III มันก็ไม่ค่อยคุ้มค่ากับการลงทุนแล้วละ

                            ส่วนของการวางระบบ ถ้ามองระยะยาวๆ แบบที่ผมมองนะ ข้ามพวก PC ประกอบไปได้เลย เพราะแม้ว่าต้นทุนจะถูก แต่มันต้องมาบริหารจัดการปัญหา h/w เพิ่มอีกหากเกิดปัญหา
                            (ไหนต้องวิ่งเคลมไปเคลมมา) กลับกัน พวก branded ในตลาด consumer แข่งกันหนักเรื่องบริการหลังการขาย ( DELL ชู onsite service next business day เจาะลงมาที่กลุ่ม consumer)
                            กลายเป็นผู้บริโภครับเต็มๆ ลดภาระการ maintanace และทุ่นเวลา ค่าใช้จ่ายได้มาก เทียบกับราคาที่จ่ายเพิ่ม ผมว่าคุ้มค่ากว่า


                            อุปกรณ์ network แบบมีสาย กำลังลดบทบาทลงไปทุกๆวัน โดยเฉพาะกับองค์กรขนาดเล็ก ด้วยเทคโนโลยีไร้สายทำให้ ร้านเน็ตไม่จำเป็นต้องมาเดินสาย lan ให้ปวดหัวแล้ว

                            อุปกรณ์ไร้สายยุคใหม่ ที่ตอบสนองย่านความถี่ airmax สามารถทำให้ประสิทธิรับส่งข้อมูลเครื่องลูกข่าย เทียบเคียงได้กับ LAN 10/100 ทำให้การจัดวางตำแหน่งของเครื่องมีอิสระในการวางมากขึ้น
                            ทำได้ง่าย และปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา


                            ถ้าหาจุดแข็งของตัวเองได้เจอ จะเปิดร้านชั่วโมงละ 30บาทก็มีคนแน่นได้ครับ ขึ้นอยู่กับวิธีคิด

                            Comment

                            Working...
                            X