มันไก่มาก !!! รีวิว Philips PFL7606 จัดเต็ม 3D Polarized + Ambilight + Net TV
เมื่อพูดถึง Philips ทำให้เรานึกถึงทีวีสีสดนวลสไตล์ยุโรปที่และเอกลักษณ์คือมี Ambilight เรืองแสงออกด้านข้างทีวีได้ ผมเองได้มีโอกาสนำตัว Philips "Smart 3D LED TV" Series 7000 รุ่น 7606 ขนาด 42" มารีวิว ซึ่งถือว่าเป็น Series Line Up ใหม่ประจำปี 2011-2012 ของ Philips เลยครับ ใหม่ล่าสุดแบบยังไม่มีที่ไหนได้เคยสัมผัสมาก่อน หลังจากปีที่แล้วรุ่น 6605 ได้สร้างบรรทัดฐานของความสุดยอดในด้านภาพ + แสงไฟ Ambilight เอาไว้ในระดับราคาที่ไม่แพงนัก จึงมีเพื่อนๆในเว็บหลายคนถามว่าเมื่อไหร่รุ่นใหม่จะออก ก็เลยเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะทำการทดสอบและรีวิวให้ได้รับชมกัน เกริ่นเพิ่มอีกนิดว่าเจ้า PFL7606 ใช้เทคโนโลยี 3D แบบ Polarized ด้วยนะครับ และแถมมีลูกเล่น Net TV อัก ก็บอกได้เลยว่าครั้งนี้ Philips เค้าจัดเต็มมาเลย !!!

Spec ของ Philips PFL7606


ดีไซน์ของ Philips PFL7606 นั้น ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นท็อปๆ Series 9000 และ 8000 ของปีที่แล้วมากนัก มีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมขอบมน กรอบทีวีเป็นอลูมิเนียมสีเงินดูหรูหรา ตัวเครื่องโดยรวมมีความบางกว่ารุ่นก่อน คอขาตั้งเป็นเหล็กแกนเดียว เพื่อให้ดูพริ้วมากยิ่งขึ้น ขาตั้งปรับหมุนซ้ายขวาได้ปกติ ส่วนแถบคิ้วด้านล่างเป็นปุ่มกดระบบสัมผัสครับ ส่วนฐานตั้งทีวีก็เป็นอลูมิเนียมสีเงินเฉกเช่นตัวกรอบทีวี ส่วนที่เป็นไฮไลท์คือระบบ Ambilight แบบ 2 ทิศทาง (Ambilight Spectra 2) เปล่งแสงสีให้สัมพันธ์กับสีสันของคอนเทนต์ที่รับชมอยู่ได้ และก็ยังมีรีโมทคอนโทรลทรง Oval Design หรือวงรีรูปไข่มาให้ด้วย ซึ่งเน้นจำนวนปุ่มกดน้อย ขนาดเล็กกะทัดรัด แตกต่างจากรีโมททีวีค่ายอื่นๆโดยสิ้นเชิง !!!

หน้าตรง Philips PFL7606

Philips 7606 ตัวเครื่องสีเงินอลูมิเนียม พร้อม Ambilight สุดเท่ห์ 2 ทิศทาง

คิ้วด้านล่างตัวกรอบทีวีเป็นปุ่มกดระบบสัมผัส

รีโมทคอนโทรล "รูปไข่" สไตล์ Oval Design สีดำด้าน

พี่น้องครับ !!! แถมแว่น 3 มิติแบบ Polarized มาด้วย 2 อัน งานนี้มี "ลอย" แน่ๆ !!!

สำหรับ Spec ด้านภาพของ Philips PFL7606 ตัวนี้มีจุดเด่นที่ใช้ชิพ Pixel Precise HD Engine ซึ่งเป็นชิพตัว "รองท็อป" (ตัวท็อปคือ perfect Pixel HD Engine) ใช้ระบบหลอดไฟแบบ Edge LED เป็นตัวกำเนิดแสง มีความละเอียดหน้าจอแบบ Full HD 1920 x 1080 มีเทคโนโลยี 100Hz Clear LCD และ มี Response Time อยู่ที่ 2 ms ที่สำคัญที่สุดคือรองรับระบบภาพ 3 มิติแล้ว ซึ่งใช้เทคโนโลยีแบบ Polarized 3D แบบเดียวกับ LG และ ProVision ซึ่ง Philips เองเรียกว่า Easy 3D โดยค่ายทีวีดังจากแดนกังหันลมยังแถมแว่น 3 มิติแบบ Polarized มาให้ด้วย 2 อัน หมดกังวลเรื่องปัญหาการกะพริบของแว่นและไม่ต้องใช้แบตเตอรี่อีกด้วย สุดท้ายคือลูกเล่นอย่าง Ambilight Spectra 2 หลอด LED ที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่องจะคอยทำหน้าที่เปล่งแสงสีให้สัมพันธ์กับสีสันของฉากที่เรารับชมอยู่ นอกเหนือจากช่วยสร้างบรรยายกาศการรับชมให้มีอรรถรสมากขึ้นแล้ว ยังช่วยถนอมสายตาได้อีกด้วยครับ โดย Ambilight นี้เราเลือกที่จะเปิดหรือเปิดก็ได้แล้วแต่ความชอบของเรา (หากใช้ยามค่ำคืน...มันจะโรแมนติกมาก ^ ^)
โหมดภาพสำเร็จรูป :: Smart Picture
มีทั้งหมด 8 โหมดด้วยกัน โหมดที่แนะนำหากอยากดูแบบสบายๆตาได้แก่ Personal / Cinema / Custom ที่จะเน้นความถูกต้องของสี ใกล้เคียงกับโรงหนัง สีเป็นโทนอุ่นสบายตา ไม่มีการเปิด HD Natural Motion หรือใช้ชิพประมวลผลในการเสริมแต่งภาพมากนัก หรือหากต้องการสีสดนวล ภาพมีมิติอลังการ ก็แนะนำพวกโหมด Natural / Standard ครับ และยังมีโหมด Game หากจะต่อพวกเครื่องเล่น Xbox และ PS3 อีกด้วย

โหมดภาพสำเร็จรูป โหมด Cinema สีสันค่อนข้างถูกต้องที่สุด
สังเกตแสงสีของ Ambilight ในแต่ละโหมดภาพก็จะเปลี่ยนตามภาพไปด้วย
สัดส่วนภาพ :: Picture Format
มีหลายขนาดให้เลือกสรรครับ แนะนำหากดูหนังไฮเดฟให้เลือกไปที่ Unscaled ทีวีจะแสดงภาพตามต้นฉบับออกมาไม่มีการ Crop ภาพให้เล็กลงไปนิดนึงเหมือนโหมด Widescreen แต่ถ้าต่อเกมส์อย่างเครื่อง PS3 ผ่าน HDMI ต้องปรับเป็น Auto Fill นะครับภาพจะเต็มจอพอดี !!!

สัดส่วนภาพ
ทดสอบคุณภาพของภาพ 2 มิติ
การทดสอบนั้นผมได้ใช้ Oppo BDP95 ต่อตรงไปยัง Philips PFL7606 โดยใบ้แผ่นหนัง Blu-ray เรื่องดังที่ใช้ทดสอบกันบ่อยๆอย่างเรื่อง Batman :: The Dark Knight, Avatar, Iron Man 2 ในการทดสอบรับชมจริงบวกกับทดสอบกับฉากที่คุ้นเคยเพื่อเปรียบเทียบภาพกับทีวี รุ่นอื่นๆที่เคยทดสอบมาครับ แนวภาพเน้นไปทางสดนวลหากใช้โหมดภาพพื้นฐานอย่าง Natural หรือ Standard สีสันโดดเด่นจัดจ้าน ประกอบกับ Ambilight แล้วยิ่งโดนใจเข้าไปใหญ่ มิติภาพอย่างกับภาพ 3 มิติ เพราะชิพ Pixel Precise HD Engine และเลือกที่จะเปิด HD Natural Motion ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นแทรกเฟรมภาพให้ภาพลื่นไหลและมีมิติมากขึ้นถูกกำหนดให้เปิด ใช้งานอยู่ตั้งแต่เริ่ม แต่ตามสูตรก็คือจะมีภาพหลอกตาอยู่บ้าง รวมถึงความสมูธของภาพอาจจะดูเรืองๆตามขอบวัตถุแอบหลอกตาเล็กน้อย อย่างไรก็ ตามมันก็สร้างความประทับใจแรกเริ่มได้อย่างดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ชอบภาพ 2 มิติที่มีความใกล้เคียงกับภาพ 3 มิติมาก และการได้ Ambilight มา"เสริมฮวงจุ้ย" นั้นยิ่งทำให้อะไรอะไรดูอลังการเข้าไปใหญ่ !!!
จากการทดสอบเรื่อง Avatar ฉากที่อยู่ในป่าที่เขียวชะอุ่มประกอบกับพระเอกและนางเอกตัวสีฟ้าโดดเด่น ทำให้ Ambilight มันยิ่งแสดงศักยภาพของมันออกมาอวดทีมงานให้ได้พลอยตื่นเต้นกัน ยิ่ง ช่วงที่ทดสอบก็เย็นๆค่ำๆ บรรยากาศเริ่มมืดทีละนิดด้วย แสงไฟก็ยิ่งส่องสว่างเปล่งกระกาย "ออร่า" สีเขียวและสีฟ้าสลับกันในระดับความสว่างที่ไม่รู้สึกว่ากวนสายตาเลยแม้แต่ น้อย แต่กลับกันเจ้า Ambilight มันทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ !!!
ทีนี้ผมเองมาเปลี่ยนโหมดภาพมาเป็น Cinema และ Custom (ปรับภาพเบื้องต้นด้วยแผ่น DVE ก่อน) ซึ่งให้โทนสีที่ค่อนข้างถูกต้องเป็นธรรมชาติ มีการปิดฟังก์ชั่นเสริมคุณภาพ ของภาพจากชิพ Pixel Precise HD Engine ไปจนเกือบหมด โทนภาพที่ได้ค่อนข้างนุ่มนวลสบายตา เป้็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น มิติภาพถึงจะไม่โดดเด่นเท่าการเปิด HD Natural Motion แต่ผมว่ามันทำให้เรานั่งดูได้เป็นระยะเวลานานแบบชิลชิลได้อย่างดีเยี่ยม ที่ขอติเล็กน้อยคือเนื่องด้วยเจ้า Philips PFL7606 ใช้หลอดไฟแบบ Edge LED การแสดงรายละเอียดในที่มืด หรือ Shadow Detail อาจจะมีติดจมบ้างในบางฉากมืดๆ ดังนี้จากการทดสอบของผมเองก็ลองเลือกดูว่า ท่านเองชอบแนวภาพแบบไหนระหว่าง สีสดนวลมีมิติจัดจ้าน หรือ นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ก็สามารถเลือกโหมดภาพให้เหมาะสมกับไลฟสไตล์ของท่านได้ครับ

HD Natural Motion เทคโนโลยีแทรกเฟรมภาพเพื่อให้ภาพลื่นไหล มีมิติ
ซึ่งจะต้องแลกกับความสมจริงของภาพที่ถูกลดทอนลงไป

ฉากปล้นธนาคารในเรื่อง Batman :: The Dark Knight เอาไว้ทดสอบ
การแสดงรายละเอียดภาพในที่มืด ภาพเคลื่อนไหว รวมถึงคุณภาพของเสียงได้เป็นอย่างดี

ความจัดจ้านในโหมดภาพ Standard

Avatar เป็นหนังที่เหมาะกับ Philips TV ที่มี Ambilight มาก
แนวภาพได้สดนวล แถมได้ Ambilight เสริมบรรยากาศการรับชมเข้าไปอีกต่อนึง

ภาพจากเรื่อง Iron Man 2 รายละเอียดของภาพอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างดี
อีกลุกเล่นที่น่าสนใจในชิพ Pixel Precise HD Engine คือ การปรับค่า Dynamic Backlight โดย Dynamic Backlight จะทำการเร่งและหรี่หลอดไฟ Edge LED ของตัวเครื่อง ให้เหมาะสมกับความมืด-สว่างของฉากที่กำลังรับชมอยู่ (ไม่เกี่ยวกับหลอด LED ของ Ambilight นะครับ !!! ) ช่วยให้รายละเอียดของภาพดีขึ้น ความสว่าง "ลดและเพิ่ม" อย่างอัตโนมัติสอดคล้องกับความเป็นจริงของฉากนั้นๆมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยังช่วยประหยัดไฟได้อีกเล็กน้อยด้วยครับ หากอยู่ห้องมืดๆผมแนะนำให้เปิดแบบ "Best Power" ในฉากทดสอบ "พระจันทร์ในคืนมืด" ของ Pioneer โหมดนีี้จะทำการคุม Backlight บริเวณฉากท้องฟ้าอันมืดมิดให้แสดงสีดำได้ดำสนิทกว่า แต่อย่างไรก็ตามความสว่างและรายละเอียดโดยรวมบริเวณ "พระจันทร์" ก็จะลดลงไปด้วย จึงเป็นระดับที่เหมาะสมมากกับห้องที่มืดๆก็จะช่วยถนอมสายตาได้ดี ส่วนระดับ Standard และ Best Power ก็จะเน้นเรื่องความสว่างของ Backlight ที่มีมากกว่าระดับ Best Power ครับ รายละเอียดในด้วงจันทร์ส่าวงและแสดงรายละเอียดออกมาอย่างครบถ้วนชัดเจนมาก แต่ระดับความมืดของฉากหลังก็เริ่มมีแสงรั่วให้เห็นออกมาบ้าง จึงแนะนำหากดูที่ห้องนั่งเล่นที่คุมแสงไม่ได้ และยังคงต้องการคงระดับความสว่างของภาพก็ให้เลือก Standard หรือ Best Picture ครับ
สรุปการเลือกระดับ Dynamic Backlight
ห้องมืด :: เลือก Best Power
ห้องสว่างเลือก :: Best Picture หรือ Standard

ทดสอบกับเรื่อง Die Hard 4 :: ลองปรับพวกตัวช่วยอย่าง Dynamic Contrast
ก็ไม่ได้ช่วยยกรายละเอียดของภาพเท่าใดนัก (ผมจึงเลือก Off)

ระบบเสียงของ Philips ติดตั้งดอกลำโพงกำลังขับ 20 Watts ไว้ด้านล่างตัวเครื่องเช่นเคย (เหมือรุ่น 8605 ปีที่แล้ว) "โหมดเสียงสำเร็จรูป" หรือ "Smart Sound" มีมาให้เลือกเยอะมากครับ แนะนำให้เลือก Personal / Standard / News / Drama นะครับ เสียงใสกำลังดี มีความชัดเจนแบบพอเหมาะ หากใช้รับชมรายการทีวีปกติหรือรับชมหนังไฮเดฟก็ถือว่าคุณภาพเสียงดีใช้ได้ เลยทีเดียว แต่โหมดอื่นๆอย่าง Movie หรือ Game มันจะไป "ขยาย" ช่วง Dynamic ของเสียงสูงและเสียงต่ำให้กว้างขึ้นไปอีก ผมลองแล้วยังมีเสียงแตกอยู่บ้างเป็นช่วงๆ จึงไม่แนะนำโหมดเหล่านี้ ส่วนลูกเล่นอื่นๆอย่างการปรับ Bass/ Treble / Balance และรวมถึงโหมดเสียงแบบ Surround ก็ยังมีให้อยู่เช่นเดิม หากให้สรุปโดยรวมแล้วก็ถือว่าว่าเป็นทีวีที่ให้ คุณภาพเสียงที่ดีตามมาตรฐาน ไม่ขี้เหร่แน่นอนหากปรับตามที่ผมแนะนำไปครับ

โหมดเสียงสำเร็จรูป แนะนำ Personal / Standard / News / Drama นะครับ
เสียงดีใช้ได้เลย เลือกใช้ตามรายการที่กำลังรับชมอยู่ได้เลย
ที่มา:LCDTVTHAILAND.COM


Spec ของ Philips PFL7606
- LED Edge TV 3D Ready 1080p (Clear LCD 100 Hz)
- Easy 3D (3D Passive), 2D/3D conversion on the fly
- Pixel Precise HD Engine, HD Natural Motion
- Super Resolution / Ambilight Spectra 2 / Dual View Mode
- DLNA 1.5, Net TV, optional WiFi (USB dongle)
- USB UPnP: Divx HD, MKV, AVI, TS, MP4, WMAV, AAC, MP3, WMA
- 4 x HDMI 1.4 (ARC/3D), 2 x USB Media Play, SD card reader, Ethernet, VGA (PC), SCART


ดีไซน์ของ Philips PFL7606 นั้น ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นท็อปๆ Series 9000 และ 8000 ของปีที่แล้วมากนัก มีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมขอบมน กรอบทีวีเป็นอลูมิเนียมสีเงินดูหรูหรา ตัวเครื่องโดยรวมมีความบางกว่ารุ่นก่อน คอขาตั้งเป็นเหล็กแกนเดียว เพื่อให้ดูพริ้วมากยิ่งขึ้น ขาตั้งปรับหมุนซ้ายขวาได้ปกติ ส่วนแถบคิ้วด้านล่างเป็นปุ่มกดระบบสัมผัสครับ ส่วนฐานตั้งทีวีก็เป็นอลูมิเนียมสีเงินเฉกเช่นตัวกรอบทีวี ส่วนที่เป็นไฮไลท์คือระบบ Ambilight แบบ 2 ทิศทาง (Ambilight Spectra 2) เปล่งแสงสีให้สัมพันธ์กับสีสันของคอนเทนต์ที่รับชมอยู่ได้ และก็ยังมีรีโมทคอนโทรลทรง Oval Design หรือวงรีรูปไข่มาให้ด้วย ซึ่งเน้นจำนวนปุ่มกดน้อย ขนาดเล็กกะทัดรัด แตกต่างจากรีโมททีวีค่ายอื่นๆโดยสิ้นเชิง !!!

หน้าตรง Philips PFL7606
Philips 7606 ตัวเครื่องสีเงินอลูมิเนียม พร้อม Ambilight สุดเท่ห์ 2 ทิศทาง
คิ้วด้านล่างตัวกรอบทีวีเป็นปุ่มกดระบบสัมผัส
รีโมทคอนโทรล "รูปไข่" สไตล์ Oval Design สีดำด้าน
พี่น้องครับ !!! แถมแว่น 3 มิติแบบ Polarized มาด้วย 2 อัน งานนี้มี "ลอย" แน่ๆ !!!

สำหรับ Spec ด้านภาพของ Philips PFL7606 ตัวนี้มีจุดเด่นที่ใช้ชิพ Pixel Precise HD Engine ซึ่งเป็นชิพตัว "รองท็อป" (ตัวท็อปคือ perfect Pixel HD Engine) ใช้ระบบหลอดไฟแบบ Edge LED เป็นตัวกำเนิดแสง มีความละเอียดหน้าจอแบบ Full HD 1920 x 1080 มีเทคโนโลยี 100Hz Clear LCD และ มี Response Time อยู่ที่ 2 ms ที่สำคัญที่สุดคือรองรับระบบภาพ 3 มิติแล้ว ซึ่งใช้เทคโนโลยีแบบ Polarized 3D แบบเดียวกับ LG และ ProVision ซึ่ง Philips เองเรียกว่า Easy 3D โดยค่ายทีวีดังจากแดนกังหันลมยังแถมแว่น 3 มิติแบบ Polarized มาให้ด้วย 2 อัน หมดกังวลเรื่องปัญหาการกะพริบของแว่นและไม่ต้องใช้แบตเตอรี่อีกด้วย สุดท้ายคือลูกเล่นอย่าง Ambilight Spectra 2 หลอด LED ที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่องจะคอยทำหน้าที่เปล่งแสงสีให้สัมพันธ์กับสีสันของฉากที่เรารับชมอยู่ นอกเหนือจากช่วยสร้างบรรยายกาศการรับชมให้มีอรรถรสมากขึ้นแล้ว ยังช่วยถนอมสายตาได้อีกด้วยครับ โดย Ambilight นี้เราเลือกที่จะเปิดหรือเปิดก็ได้แล้วแต่ความชอบของเรา (หากใช้ยามค่ำคืน...มันจะโรแมนติกมาก ^ ^)
โหมดภาพสำเร็จรูป :: Smart Picture
มีทั้งหมด 8 โหมดด้วยกัน โหมดที่แนะนำหากอยากดูแบบสบายๆตาได้แก่ Personal / Cinema / Custom ที่จะเน้นความถูกต้องของสี ใกล้เคียงกับโรงหนัง สีเป็นโทนอุ่นสบายตา ไม่มีการเปิด HD Natural Motion หรือใช้ชิพประมวลผลในการเสริมแต่งภาพมากนัก หรือหากต้องการสีสดนวล ภาพมีมิติอลังการ ก็แนะนำพวกโหมด Natural / Standard ครับ และยังมีโหมด Game หากจะต่อพวกเครื่องเล่น Xbox และ PS3 อีกด้วย
โหมดภาพสำเร็จรูป โหมด Cinema สีสันค่อนข้างถูกต้องที่สุด
สังเกตแสงสีของ Ambilight ในแต่ละโหมดภาพก็จะเปลี่ยนตามภาพไปด้วย
สัดส่วนภาพ :: Picture Format
มีหลายขนาดให้เลือกสรรครับ แนะนำหากดูหนังไฮเดฟให้เลือกไปที่ Unscaled ทีวีจะแสดงภาพตามต้นฉบับออกมาไม่มีการ Crop ภาพให้เล็กลงไปนิดนึงเหมือนโหมด Widescreen แต่ถ้าต่อเกมส์อย่างเครื่อง PS3 ผ่าน HDMI ต้องปรับเป็น Auto Fill นะครับภาพจะเต็มจอพอดี !!!
สัดส่วนภาพ
ทดสอบคุณภาพของภาพ 2 มิติ
การทดสอบนั้นผมได้ใช้ Oppo BDP95 ต่อตรงไปยัง Philips PFL7606 โดยใบ้แผ่นหนัง Blu-ray เรื่องดังที่ใช้ทดสอบกันบ่อยๆอย่างเรื่อง Batman :: The Dark Knight, Avatar, Iron Man 2 ในการทดสอบรับชมจริงบวกกับทดสอบกับฉากที่คุ้นเคยเพื่อเปรียบเทียบภาพกับทีวี รุ่นอื่นๆที่เคยทดสอบมาครับ แนวภาพเน้นไปทางสดนวลหากใช้โหมดภาพพื้นฐานอย่าง Natural หรือ Standard สีสันโดดเด่นจัดจ้าน ประกอบกับ Ambilight แล้วยิ่งโดนใจเข้าไปใหญ่ มิติภาพอย่างกับภาพ 3 มิติ เพราะชิพ Pixel Precise HD Engine และเลือกที่จะเปิด HD Natural Motion ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นแทรกเฟรมภาพให้ภาพลื่นไหลและมีมิติมากขึ้นถูกกำหนดให้เปิด ใช้งานอยู่ตั้งแต่เริ่ม แต่ตามสูตรก็คือจะมีภาพหลอกตาอยู่บ้าง รวมถึงความสมูธของภาพอาจจะดูเรืองๆตามขอบวัตถุแอบหลอกตาเล็กน้อย อย่างไรก็ ตามมันก็สร้างความประทับใจแรกเริ่มได้อย่างดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ชอบภาพ 2 มิติที่มีความใกล้เคียงกับภาพ 3 มิติมาก และการได้ Ambilight มา"เสริมฮวงจุ้ย" นั้นยิ่งทำให้อะไรอะไรดูอลังการเข้าไปใหญ่ !!!
จากการทดสอบเรื่อง Avatar ฉากที่อยู่ในป่าที่เขียวชะอุ่มประกอบกับพระเอกและนางเอกตัวสีฟ้าโดดเด่น ทำให้ Ambilight มันยิ่งแสดงศักยภาพของมันออกมาอวดทีมงานให้ได้พลอยตื่นเต้นกัน ยิ่ง ช่วงที่ทดสอบก็เย็นๆค่ำๆ บรรยากาศเริ่มมืดทีละนิดด้วย แสงไฟก็ยิ่งส่องสว่างเปล่งกระกาย "ออร่า" สีเขียวและสีฟ้าสลับกันในระดับความสว่างที่ไม่รู้สึกว่ากวนสายตาเลยแม้แต่ น้อย แต่กลับกันเจ้า Ambilight มันทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ !!!
ทีนี้ผมเองมาเปลี่ยนโหมดภาพมาเป็น Cinema และ Custom (ปรับภาพเบื้องต้นด้วยแผ่น DVE ก่อน) ซึ่งให้โทนสีที่ค่อนข้างถูกต้องเป็นธรรมชาติ มีการปิดฟังก์ชั่นเสริมคุณภาพ ของภาพจากชิพ Pixel Precise HD Engine ไปจนเกือบหมด โทนภาพที่ได้ค่อนข้างนุ่มนวลสบายตา เป้็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น มิติภาพถึงจะไม่โดดเด่นเท่าการเปิด HD Natural Motion แต่ผมว่ามันทำให้เรานั่งดูได้เป็นระยะเวลานานแบบชิลชิลได้อย่างดีเยี่ยม ที่ขอติเล็กน้อยคือเนื่องด้วยเจ้า Philips PFL7606 ใช้หลอดไฟแบบ Edge LED การแสดงรายละเอียดในที่มืด หรือ Shadow Detail อาจจะมีติดจมบ้างในบางฉากมืดๆ ดังนี้จากการทดสอบของผมเองก็ลองเลือกดูว่า ท่านเองชอบแนวภาพแบบไหนระหว่าง สีสดนวลมีมิติจัดจ้าน หรือ นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ก็สามารถเลือกโหมดภาพให้เหมาะสมกับไลฟสไตล์ของท่านได้ครับ
HD Natural Motion เทคโนโลยีแทรกเฟรมภาพเพื่อให้ภาพลื่นไหล มีมิติ
ซึ่งจะต้องแลกกับความสมจริงของภาพที่ถูกลดทอนลงไป
ฉากปล้นธนาคารในเรื่อง Batman :: The Dark Knight เอาไว้ทดสอบ
การแสดงรายละเอียดภาพในที่มืด ภาพเคลื่อนไหว รวมถึงคุณภาพของเสียงได้เป็นอย่างดี
ความจัดจ้านในโหมดภาพ Standard
Avatar เป็นหนังที่เหมาะกับ Philips TV ที่มี Ambilight มาก
แนวภาพได้สดนวล แถมได้ Ambilight เสริมบรรยากาศการรับชมเข้าไปอีกต่อนึง
ภาพจากเรื่อง Iron Man 2 รายละเอียดของภาพอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างดี
อีกลุกเล่นที่น่าสนใจในชิพ Pixel Precise HD Engine คือ การปรับค่า Dynamic Backlight โดย Dynamic Backlight จะทำการเร่งและหรี่หลอดไฟ Edge LED ของตัวเครื่อง ให้เหมาะสมกับความมืด-สว่างของฉากที่กำลังรับชมอยู่ (ไม่เกี่ยวกับหลอด LED ของ Ambilight นะครับ !!! ) ช่วยให้รายละเอียดของภาพดีขึ้น ความสว่าง "ลดและเพิ่ม" อย่างอัตโนมัติสอดคล้องกับความเป็นจริงของฉากนั้นๆมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยังช่วยประหยัดไฟได้อีกเล็กน้อยด้วยครับ หากอยู่ห้องมืดๆผมแนะนำให้เปิดแบบ "Best Power" ในฉากทดสอบ "พระจันทร์ในคืนมืด" ของ Pioneer โหมดนีี้จะทำการคุม Backlight บริเวณฉากท้องฟ้าอันมืดมิดให้แสดงสีดำได้ดำสนิทกว่า แต่อย่างไรก็ตามความสว่างและรายละเอียดโดยรวมบริเวณ "พระจันทร์" ก็จะลดลงไปด้วย จึงเป็นระดับที่เหมาะสมมากกับห้องที่มืดๆก็จะช่วยถนอมสายตาได้ดี ส่วนระดับ Standard และ Best Power ก็จะเน้นเรื่องความสว่างของ Backlight ที่มีมากกว่าระดับ Best Power ครับ รายละเอียดในด้วงจันทร์ส่าวงและแสดงรายละเอียดออกมาอย่างครบถ้วนชัดเจนมาก แต่ระดับความมืดของฉากหลังก็เริ่มมีแสงรั่วให้เห็นออกมาบ้าง จึงแนะนำหากดูที่ห้องนั่งเล่นที่คุมแสงไม่ได้ และยังคงต้องการคงระดับความสว่างของภาพก็ให้เลือก Standard หรือ Best Picture ครับ
สรุปการเลือกระดับ Dynamic Backlight
ห้องมืด :: เลือก Best Power
ห้องสว่างเลือก :: Best Picture หรือ Standard
ทดสอบกับเรื่อง Die Hard 4 :: ลองปรับพวกตัวช่วยอย่าง Dynamic Contrast
ก็ไม่ได้ช่วยยกรายละเอียดของภาพเท่าใดนัก (ผมจึงเลือก Off)

ระบบเสียงของ Philips ติดตั้งดอกลำโพงกำลังขับ 20 Watts ไว้ด้านล่างตัวเครื่องเช่นเคย (เหมือรุ่น 8605 ปีที่แล้ว) "โหมดเสียงสำเร็จรูป" หรือ "Smart Sound" มีมาให้เลือกเยอะมากครับ แนะนำให้เลือก Personal / Standard / News / Drama นะครับ เสียงใสกำลังดี มีความชัดเจนแบบพอเหมาะ หากใช้รับชมรายการทีวีปกติหรือรับชมหนังไฮเดฟก็ถือว่าคุณภาพเสียงดีใช้ได้ เลยทีเดียว แต่โหมดอื่นๆอย่าง Movie หรือ Game มันจะไป "ขยาย" ช่วง Dynamic ของเสียงสูงและเสียงต่ำให้กว้างขึ้นไปอีก ผมลองแล้วยังมีเสียงแตกอยู่บ้างเป็นช่วงๆ จึงไม่แนะนำโหมดเหล่านี้ ส่วนลูกเล่นอื่นๆอย่างการปรับ Bass/ Treble / Balance และรวมถึงโหมดเสียงแบบ Surround ก็ยังมีให้อยู่เช่นเดิม หากให้สรุปโดยรวมแล้วก็ถือว่าว่าเป็นทีวีที่ให้ คุณภาพเสียงที่ดีตามมาตรฐาน ไม่ขี้เหร่แน่นอนหากปรับตามที่ผมแนะนำไปครับ
โหมดเสียงสำเร็จรูป แนะนำ Personal / Standard / News / Drama นะครับ
เสียงดีใช้ได้เลย เลือกใช้ตามรายการที่กำลังรับชมอยู่ได้เลย
ที่มา:LCDTVTHAILAND.COM
Comment