Announcement

Collapse
No announcement yet.

มันไก่มาก !!! รีวิว Philips PFL7606 จัดเต็ม 3D Polarized + Ambilight + Net TV

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • มันไก่มาก !!! รีวิว Philips PFL7606 จัดเต็ม 3D Polarized + Ambilight + Net TV

    มันไก่มาก !!! รีวิว Philips PFL7606 จัดเต็ม 3D Polarized + Ambilight + Net TV
    เมื่อพูดถึง Philips ทำให้เรานึกถึงทีวีสีสดนวลสไตล์ยุโรปที่และเอกลักษณ์คือมี Ambilight เรืองแสงออกด้านข้างทีวีได้ ผมเองได้มีโอกาสนำตัว Philips "Smart 3D LED TV" Series 7000 รุ่น 7606 ขนาด 42" มารีวิว ซึ่งถือว่าเป็น Series Line Up ใหม่ประจำปี 2011-2012 ของ Philips เลยครับ ใหม่ล่าสุดแบบยังไม่มีที่ไหนได้เคยสัมผัสมาก่อน หลังจากปีที่แล้วรุ่น 6605 ได้สร้างบรรทัดฐานของความสุดยอดในด้านภาพ + แสงไฟ Ambilight เอาไว้ในระดับราคาที่ไม่แพงนัก จึงมีเพื่อนๆในเว็บหลายคนถามว่าเมื่อไหร่รุ่นใหม่จะออก ก็เลยเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะทำการทดสอบและรีวิวให้ได้รับชมกัน เกริ่นเพิ่มอีกนิดว่าเจ้า PFL7606 ใช้เทคโนโลยี 3D แบบ Polarized ด้วยนะครับ และแถมมีลูกเล่น Net TV อัก ก็บอกได้เลยว่าครั้งนี้ Philips เค้าจัดเต็มมาเลย !!!




    Spec ของ Philips PFL7606
    • LED Edge TV 3D Ready 1080p (Clear LCD 100 Hz)
    • Easy 3D (3D Passive), 2D/3D conversion on the fly
    • Pixel Precise HD Engine, HD Natural Motion
    • Super Resolution / Ambilight Spectra 2 / Dual View Mode
    • DLNA 1.5, Net TV, optional WiFi (USB dongle)
    • USB UPnP: Divx HD, MKV, AVI, TS, MP4, WMAV, AAC, MP3, WMA
    • 4 x HDMI 1.4 (ARC/3D), 2 x USB Media Play, SD card reader, Ethernet, VGA (PC), SCART






    ดีไซน์ของ Philips PFL7606 นั้น ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นท็อปๆ Series 9000 และ 8000 ของปีที่แล้วมากนัก มีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมขอบมน กรอบทีวีเป็นอลูมิเนียมสีเงินดูหรูหรา ตัวเครื่องโดยรวมมีความบางกว่ารุ่นก่อน คอขาตั้งเป็นเหล็กแกนเดียว เพื่อให้ดูพริ้วมากยิ่งขึ้น ขาตั้งปรับหมุนซ้ายขวาได้ปกติ ส่วนแถบคิ้วด้านล่างเป็นปุ่มกดระบบสัมผัสครับ ส่วนฐานตั้งทีวีก็เป็นอลูมิเนียมสีเงินเฉกเช่นตัวกรอบทีวี ส่วนที่เป็นไฮไลท์คือระบบ Ambilight แบบ 2 ทิศทาง (Ambilight Spectra 2) เปล่งแสงสีให้สัมพันธ์กับสีสันของคอนเทนต์ที่รับชมอยู่ได้ และก็ยังมีรีโมทคอนโทรลทรง Oval Design หรือวงรีรูปไข่มาให้ด้วย ซึ่งเน้นจำนวนปุ่มกดน้อย ขนาดเล็กกะทัดรัด แตกต่างจากรีโมททีวีค่ายอื่นๆโดยสิ้นเชิง !!!



    หน้าตรง Philips PFL7606


    Philips 7606 ตัวเครื่องสีเงินอลูมิเนียม พร้อม Ambilight สุดเท่ห์ 2 ทิศทาง


    คิ้วด้านล่างตัวกรอบทีวีเป็นปุ่มกดระบบสัมผัส


    รีโมทคอนโทรล "รูปไข่" สไตล์ Oval Design สีดำด้าน


    พี่น้องครับ !!! แถมแว่น 3 มิติแบบ Polarized มาด้วย 2 อัน งานนี้มี "ลอย" แน่ๆ !!!



    สำหรับ Spec ด้านภาพของ Philips PFL7606 ตัวนี้มีจุดเด่นที่ใช้ชิพ Pixel Precise HD Engine ซึ่งเป็นชิพตัว "รองท็อป" (ตัวท็อปคือ perfect Pixel HD Engine) ใช้ระบบหลอดไฟแบบ Edge LED เป็นตัวกำเนิดแสง มีความละเอียดหน้าจอแบบ Full HD 1920 x 1080 มีเทคโนโลยี 100Hz Clear LCD และ มี Response Time อยู่ที่ 2 ms ที่สำคัญที่สุดคือรองรับระบบภาพ 3 มิติแล้ว ซึ่งใช้เทคโนโลยีแบบ Polarized 3D แบบเดียวกับ LG และ ProVision ซึ่ง Philips เองเรียกว่า Easy 3D โดยค่ายทีวีดังจากแดนกังหันลมยังแถมแว่น 3 มิติแบบ Polarized มาให้ด้วย 2 อัน หมดกังวลเรื่องปัญหาการกะพริบของแว่นและไม่ต้องใช้แบตเตอรี่อีกด้วย สุดท้ายคือลูกเล่นอย่าง Ambilight Spectra 2 หลอด LED ที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่องจะคอยทำหน้าที่เปล่งแสงสีให้สัมพันธ์กับสีสันของฉากที่เรารับชมอยู่ นอกเหนือจากช่วยสร้างบรรยายกาศการรับชมให้มีอรรถรสมากขึ้นแล้ว ยังช่วยถนอมสายตาได้อีกด้วยครับ โดย Ambilight นี้เราเลือกที่จะเปิดหรือเปิดก็ได้แล้วแต่ความชอบของเรา (หากใช้ยามค่ำคืน...มันจะโรแมนติกมาก ^ ^)

    โหมดภาพสำเร็จรูป :: Smart Picture
    มีทั้งหมด 8 โหมดด้วยกัน โหมดที่แนะนำหากอยากดูแบบสบายๆตาได้แก่ Personal / Cinema / Custom ที่จะเน้นความถูกต้องของสี ใกล้เคียงกับโรงหนัง สีเป็นโทนอุ่นสบายตา ไม่มีการเปิด HD Natural Motion หรือใช้ชิพประมวลผลในการเสริมแต่งภาพมากนัก หรือหากต้องการสีสดนวล ภาพมีมิติอลังการ ก็แนะนำพวกโหมด Natural / Standard ครับ และยังมีโหมด Game หากจะต่อพวกเครื่องเล่น Xbox และ PS3 อีกด้วย


    โหมดภาพสำเร็จรูป โหมด Cinema สีสันค่อนข้างถูกต้องที่สุด
    สังเกตแสงสีของ Ambilight ในแต่ละโหมดภาพก็จะเปลี่ยนตามภาพไปด้วย


    สัดส่วนภาพ :: Picture Format
    มีหลายขนาดให้เลือกสรรครับ แนะนำหากดูหนังไฮเดฟให้เลือกไปที่ Unscaled ทีวีจะแสดงภาพตามต้นฉบับออกมาไม่มีการ Crop ภาพให้เล็กลงไปนิดนึงเหมือนโหมด Widescreen แต่ถ้าต่อเกมส์อย่างเครื่อง PS3 ผ่าน HDMI ต้องปรับเป็น Auto Fill นะครับภาพจะเต็มจอพอดี !!!


    สัดส่วนภาพ

    ทดสอบคุณภาพของภาพ 2 มิติ
    การทดสอบนั้นผมได้ใช้ Oppo BDP95 ต่อตรงไปยัง Philips PFL7606 โดยใบ้แผ่นหนัง Blu-ray เรื่องดังที่ใช้ทดสอบกันบ่อยๆอย่างเรื่อง Batman :: The Dark Knight, Avatar, Iron Man 2 ในการทดสอบรับชมจริงบวกกับทดสอบกับฉากที่คุ้นเคยเพื่อเปรียบเทียบภาพกับทีวี รุ่นอื่นๆที่เคยทดสอบมาครับ แนวภาพเน้นไปทางสดนวลหากใช้โหมดภาพพื้นฐานอย่าง Natural หรือ Standard สีสันโดดเด่นจัดจ้าน ประกอบกับ Ambilight แล้วยิ่งโดนใจเข้าไปใหญ่ มิติภาพอย่างกับภาพ 3 มิติ เพราะชิพ Pixel Precise HD Engine และเลือกที่จะเปิด HD Natural Motion ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นแทรกเฟรมภาพให้ภาพลื่นไหลและมีมิติมากขึ้นถูกกำหนดให้เปิด ใช้งานอยู่ตั้งแต่เริ่ม แต่ตามสูตรก็คือจะมีภาพหลอกตาอยู่บ้าง รวมถึงความสมูธของภาพอาจจะดูเรืองๆตามขอบวัตถุแอบหลอกตาเล็กน้อย อย่างไรก็ ตามมันก็สร้างความประทับใจแรกเริ่มได้อย่างดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ชอบภาพ 2 มิติที่มีความใกล้เคียงกับภาพ 3 มิติมาก และการได้ Ambilight มา"เสริมฮวงจุ้ย" นั้นยิ่งทำให้อะไรอะไรดูอลังการเข้าไปใหญ่ !!!

    จากการทดสอบเรื่อง Avatar ฉากที่อยู่ในป่าที่เขียวชะอุ่มประกอบกับพระเอกและนางเอกตัวสีฟ้าโดดเด่น ทำให้ Ambilight มันยิ่งแสดงศักยภาพของมันออกมาอวดทีมงานให้ได้พลอยตื่นเต้นกัน ยิ่ง ช่วงที่ทดสอบก็เย็นๆค่ำๆ บรรยากาศเริ่มมืดทีละนิดด้วย แสงไฟก็ยิ่งส่องสว่างเปล่งกระกาย "ออร่า" สีเขียวและสีฟ้าสลับกันในระดับความสว่างที่ไม่รู้สึกว่ากวนสายตาเลยแม้แต่ น้อย แต่กลับกันเจ้า Ambilight มันทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ !!!

    ทีนี้ผมเองมาเปลี่ยนโหมดภาพมาเป็น Cinema และ Custom (ปรับภาพเบื้องต้นด้วยแผ่น DVE ก่อน) ซึ่งให้โทนสีที่ค่อนข้างถูกต้องเป็นธรรมชาติ มีการปิดฟังก์ชั่นเสริมคุณภาพ ของภาพจากชิพ Pixel Precise HD Engine ไปจนเกือบหมด โทนภาพที่ได้ค่อนข้างนุ่มนวลสบายตา เป้็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น มิติภาพถึงจะไม่โดดเด่นเท่าการเปิด HD Natural Motion แต่ผมว่ามันทำให้เรานั่งดูได้เป็นระยะเวลานานแบบชิลชิลได้อย่างดีเยี่ยม ที่ขอติเล็กน้อยคือเนื่องด้วยเจ้า Philips PFL7606 ใช้หลอดไฟแบบ Edge LED การแสดงรายละเอียดในที่มืด หรือ Shadow Detail อาจจะมีติดจมบ้างในบางฉากมืดๆ ดังนี้จากการทดสอบของผมเองก็ลองเลือกดูว่า ท่านเองชอบแนวภาพแบบไหนระหว่าง สีสดนวลมีมิติจัดจ้าน หรือ นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ก็สามารถเลือกโหมดภาพให้เหมาะสมกับไลฟสไตล์ของท่านได้ครับ


    HD Natural Motion เทคโนโลยีแทรกเฟรมภาพเพื่อให้ภาพลื่นไหล มีมิติ
    ซึ่งจะต้องแลกกับความสมจริงของภาพที่ถูกลดทอนลงไป

    ฉากปล้นธนาคารในเรื่อง Batman :: The Dark Knight เอาไว้ทดสอบ
    การแสดงรายละเอียดภาพในที่มืด ภาพเคลื่อนไหว รวมถึงคุณภาพของเสียงได้เป็นอย่างดี


    ความจัดจ้านในโหมดภาพ Standard


    Avatar เป็นหนังที่เหมาะกับ Philips TV ที่มี Ambilight มาก
    แนวภาพได้สดนวล แถมได้ Ambilight เสริมบรรยากาศการรับชมเข้าไปอีกต่อนึง


    ภาพจากเรื่อง Iron Man 2 รายละเอียดของภาพอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างดี


    อีกลุกเล่นที่น่าสนใจในชิพ Pixel Precise HD Engine คือ การปรับค่า Dynamic Backlight โดย Dynamic Backlight จะทำการเร่งและหรี่หลอดไฟ Edge LED ของตัวเครื่อง ให้เหมาะสมกับความมืด-สว่างของฉากที่กำลังรับชมอยู่ (ไม่เกี่ยวกับหลอด LED ของ Ambilight นะครับ !!! ) ช่วยให้รายละเอียดของภาพดีขึ้น ความสว่าง "ลดและเพิ่ม" อย่างอัตโนมัติสอดคล้องกับความเป็นจริงของฉากนั้นๆมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยังช่วยประหยัดไฟได้อีกเล็กน้อยด้วยครับ หากอยู่ห้องมืดๆผมแนะนำให้เปิดแบบ "Best Power" ในฉากทดสอบ "พระจันทร์ในคืนมืด" ของ Pioneer โหมดนีี้จะทำการคุม Backlight บริเวณฉากท้องฟ้าอันมืดมิดให้แสดงสีดำได้ดำสนิทกว่า แต่อย่างไรก็ตามความสว่างและรายละเอียดโดยรวมบริเวณ "พระจันทร์" ก็จะลดลงไปด้วย จึงเป็นระดับที่เหมาะสมมากกับห้องที่มืดๆก็จะช่วยถนอมสายตาได้ดี ส่วนระดับ Standard และ Best Power ก็จะเน้นเรื่องความสว่างของ Backlight ที่มีมากกว่าระดับ Best Power ครับ รายละเอียดในด้วงจันทร์ส่าวงและแสดงรายละเอียดออกมาอย่างครบถ้วนชัดเจนมาก แต่ระดับความมืดของฉากหลังก็เริ่มมีแสงรั่วให้เห็นออกมาบ้าง จึงแนะนำหากดูที่ห้องนั่งเล่นที่คุมแสงไม่ได้ และยังคงต้องการคงระดับความสว่างของภาพก็ให้เลือก Standard หรือ Best Picture ครับ

    สรุปการเลือกระดับ Dynamic Backlight
    ห้องมืด :: เลือก Best Power
    ห้องสว่างเลือก :: Best Picture หรือ Standard



    ทดสอบกับเรื่อง Die Hard 4 :: ลองปรับพวกตัวช่วยอย่าง Dynamic Contrast
    ก็ไม่ได้ช่วยยกรายละเอียดของภาพเท่าใดนัก (ผมจึงเลือก Off)



    ระบบเสียงของ Philips ติดตั้งดอกลำโพงกำลังขับ 20 Watts ไว้ด้านล่างตัวเครื่องเช่นเคย (เหมือรุ่น 8605 ปีที่แล้ว) "โหมดเสียงสำเร็จรูป" หรือ "Smart Sound" มีมาให้เลือกเยอะมากครับ แนะนำให้เลือก Personal / Standard / News / Drama นะครับ เสียงใสกำลังดี มีความชัดเจนแบบพอเหมาะ หากใช้รับชมรายการทีวีปกติหรือรับชมหนังไฮเดฟก็ถือว่าคุณภาพเสียงดีใช้ได้ เลยทีเดียว แต่โหมดอื่นๆอย่าง Movie หรือ Game มันจะไป "ขยาย" ช่วง Dynamic ของเสียงสูงและเสียงต่ำให้กว้างขึ้นไปอีก ผมลองแล้วยังมีเสียงแตกอยู่บ้างเป็นช่วงๆ จึงไม่แนะนำโหมดเหล่านี้ ส่วนลูกเล่นอื่นๆอย่างการปรับ Bass/ Treble / Balance และรวมถึงโหมดเสียงแบบ Surround ก็ยังมีให้อยู่เช่นเดิม หากให้สรุปโดยรวมแล้วก็ถือว่าว่าเป็นทีวีที่ให้ คุณภาพเสียงที่ดีตามมาตรฐาน ไม่ขี้เหร่แน่นอนหากปรับตามที่ผมแนะนำไปครับ


    โหมดเสียงสำเร็จรูป แนะนำ Personal / Standard / News / Drama นะครับ
    เสียงดีใช้ได้เลย เลือกใช้ตามรายการที่กำลังรับชมอยู่ได้เลย


    ที่มา:LCDTVTHAILAND.COM

  • #2
    มันจะไก่มากกว่านี้ถ้าเป็น Direct LED แบบเดิม

    Comment

    Working...
    X