งาน LG Home Entertainment Sneak Preview 2011 ซึ่งเป็นงานเวิร์คช็อบของพี่ๆทีมงานแอลจี (LG) ที่เกี่ยวกับการให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีทีวีสามมิติ (3D TV) อันได้แก่ Smart Cinema 3D TV และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาตามไปชมความแจ๋วของ Cinema 3D TV กันเลยดีกว่าครับ ไปดูกันซิว่าเจ้า Cinema 3D TV นั้นจะดีกว่าและเหนือกว่าทีวีสามมิติรุ่นก่อนๆหน้านี้อย่างไรบ้าง

สถานที่ภายในห้องจัดงานถูกจัดไว้เพื่อการเรียนรู้โดยเฉพาะ

เทรนด์ของทีวีทั้งในอดีตและในปัจจุบัน
หลังจากที่งานได้เริ่มต้นขึ้น แล้ว พี่ๆทีมงานของแอลจีก็ได้เริ่มบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ของทีวีทั้งใน อดีตและในอนาคตที่กำลังจะมาถึงอีกในไม่ช้านี้ก่อนเป็นอย่างแรก เพื่อให้ผู้ที่มาเข้าร่วมงานได้เข้าใจว่าเทรนด์หรือวิวัฒนาการต่างๆของทีวี แอลจีนั้นเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับในปีนี้ (ปี 2011) เทรนด์ของทีวีแอลจีจะเน้นไปที่ Nano Full LED TV ที่เป็นแบบ Smart TV เป็นหลัก แต่ในอนาคตอันใกล้ (ปี 2013) เทรนด์ของทีวีจะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี OLED เกือบทั้งหมดตามที่ทางแอลจีได้วางจัดเทรนด์เอาไว้

คอนเซ็ปต์ของทีวีแอลจีในปีนี้ก็คือ Easy Fun More Better
ซึ่งภายใต้คอนเซ็ปต์ Easy Fun More Better นั้นจะหมายถึงดังต่อไปนี้
Easy = ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน
Fun = มีความสนุก เพลิดเพลินกับการใช้งาน Smart TV
More = หลากหลายไปด้วย คอนเทนส์ต่างๆ ที่น่าสนใจจากทั่วโลก
Better = แน่นอนว่า คุณจะสัมผัสการใช้งานที่แปลกใหม่และดีกว่าเดิม
หลังจากที่ได้ทราบถึงคอนเซ็ปต์ของ Smart TV กันไปบ้างแล้ว ต่อไปก็ไปชมในส่วนของจุดเด่นของ Smart TV กันบ้างดีกว่าครับ

จุดเด่นอย่างแรกก็คือในส่วนของรีโมทควบคุมที่มีชื่อเรียกว่า Magic Motion Remote Control
เจ้า Magic Motion Remote Control จะเน้นไปที่การใช้งานง่ายเป็นหลัก โดยวิธีใช้เจ้ารีโมทควบคุมตัวนี้จะคล้ายๆกับการใช้จอยเกมส์อย่าง Nintendo Wii นั่นเอง เพียงชี้ (Point) ในตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้นก็ทำการกดเลือกฟังก์ชัน (Click) ที่ต้องการจะใช้งานหรือควบคุม (Control) แค่เท่านั้นเอง

เพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น Smart TV ของ LG จึงมีการแยกหมวดหมู่ของฟังก์ชันไว้อย่างชัดเจน

Smart TV ตัวจริงเสียงจริงก็ต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านได้อย่างหลากหลายประเภท

แอพพลิเคชั่นต่างๆ อาทิเช่น mThai, The Nation, Youtube และแอพพลิเคชั่นต่างๆอีกมากมายก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะถูกฝังอยูใน Smart TV ของ LG นั่นเอง

แต่หากผู้ใช้งานอยากได้แอพพลิเคชั่นที่หลากหลายมากขึ้น ก็สามารถจะทำการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปใช้กับ Smart TV ของ LG เพิ่มเติมได้ที่ LG Apps อีกเช่นกัน
หลังจากที่ได้ทราบกันไปแล้วว่า Smart TV ประกอบไปด้วยอะไรบ้างในหน้านี้เราไปรับชมกันต่อในเรื่องของ Cinema 3D TV กันต่อเลยครับผม

วิวัฒนาการของการรับชมภาพแบบสามมิติ
วิวัฒนาการของการรับชมภาพแบบ สามมิติเริ่มจากในยุคแรก (ปี 2010) ซึ่งเป็นยุคแห่งการเริ่มต้นของทีวีสามมิติ ซึ่งในยุคแรกนี้หากต้องการจะรับชมภาพแบบสามมิติจะต้องอาศัยแว่นที่เป็น Active Shutter Glasses รวมกับจอทีวีที่รองรับเทคโนโลยีสามมิติด้วย ส่วนในยุคที่สอง (ปี 2011-2012) หากต้องการจะรับชมภาพแบบสามมิติจะต้องอาศัยแว่นที่เป็นแบบ Passive Shutter Glasses แทน และในยุคที่สาม (ปี 2013) เป็นต้นไปจะเป็นยุคที่การรับชมภาพแบบสามมิตินั้นจะสามารถทำได้โดยไม่ต้อง อาศัยแว่นใดๆทั้งสิ้น

และนี่ก็คือ 5 จุดเด่นสำหรับ LG Cinema 3D
1. เรื่องของความสะดวกสบายในการใช้งานแว่น ซึ่งจะเหมือนกับแว่นสามมิติที่ใช้ในโรงภาพยนต์และไม่มีแบตเตอรี่ จึงไม่ต้องชาร์จไฟเหมือนแว่นแบบ Active Shutter Glasses ที่อาจทำให้เสียอารมณ ขาดความต่อเนื่องในการรับชมได้ รวมถึงมีราคาที่ถูกกว่ามากทีเดียว
2. เรื่องความสว่างในการรับชม ( Brightness ) ที่สูงกว่า ถ้าเป็น 3D แบบเก่าเวลารับชมบางท่านอาจจะให้ความรู้สึกหน้าจอมันมืดเกินไป จึงต้องดูในห้องที่ปิดไฟเท่านั้น แต่ Cinema 3D จะให้ความสว่างที่มากกว่า
3. เทคโนโลยี Flicker Free ทำให้รับชมได้แบบไม่มีการกระพริบของภาพ เวลารับชมจะไม่ปวดตา หรือเมื่อยล้า
4. ไม่มี CrossTalk หรือการเหลื่อมซ้อนกันของภาพ เวลารับชม และยัง ปล่อย 240Hz (Frame Per Second) แท้ๆทำให้ภาพดีกว่าแบบเดิม
5.มุมในการรับชมภาพสามมิตินั้นสามารถรับชมได้ในมุมที่กว้างกว่าทีวีที่ทำงานร่วมกับ Active Shutter Glasses

และเคล็ดลับของ LG Cinema 3D ก็อยู่ตรงที่ตัวจอถูกผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี FPR นั่นเอง
สำหรับเทคโนโลยีใหม่ของทาง LG นั้นเรียกว่า FPR ( Film Patterned Retarder )
แอลจีได้พัฒนา Cinema 3D เทคโนโลยีการสร้างภาพสามมิติที่ใช้ในโรงภาพยนต์ ด้วยพาเนลชนิดพิเศษที่เรียกว่า FPR ที่ใช้ในการรวมสัญญาณภาพสำหรับตาซ้ายและตาขวา ซึ่งจะถูกแยกออกจากกันอีกครั้งเมื่อผ่านฟิวเตอร์โพลาไรซ์ของแว่น 3D ช่วยให้มองเห็นภาพที่สมจริงยิ่งขึ้น

และสุดท้ายก่อนจบการบรรยาย พี่ๆจากทีมงานแอลจีก็ได้เปิดเผยถึงตัวทีวีที่จะถูกส่งลงมาทำตลาดในปีนี้ ดังที่ท่านผู้ชมเห็นในภาพนั่นล่ะครับ
หลังจากจบการบรรยายพี่ๆจากทีม งานแอลจีก็ได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คชอบในครั้งนี้ได้มีโอกาสสัมผัสกับ Cinema 3D TV กันอย่างใกล้ชิด ตามไปชมกันต่อเลยครับว่าเจ้า Cinema 3D TV ที่ว่าจะแจ๋วจริงหรือเปล่า

และแล้วก็มาถึงโหมดท้าประลองกันระหว่าง Cinema 3D TV กับ 3D TV ในรุ่นก่อนๆ

ผู้เข้าแข่งขันเบอร์หนึ่ง เป็นผู้ท้าชิงจากทีวีสามมิติแบรนด์อื่นที่ไม่ใช่แบรนด์ของแอลจี

ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขสองก็คือ Cinema 3D TV นั่นเองครับ

และผู้ท้าชิงหมายเลขสุดท้ายหมายเลขสามเป็นทีวีสามมิติจากค่ายแอลจี ซึ่งผู้ท้าชิงหมายเลขสามนี่เป็นถึงอดีตทีวีสามมิติรุ่นท้อปของแอลจีเลยที เดียว
และหลังจากที่ได้มีการร่วม ทดสอบทีวีสามมิติตัวต่างๆจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คชอบในครั้งนี้ก็ได้ผล โหวตออกมาอย่างเป็นธรรมว่าCinema 3D TV นั้นเป็นทีวีสามมิติตัวที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโหวตคะแนนให้มากที่สุด และในส่วนของอันดับสองและสามก็ตกเป็นของหมายเลขสามและหมายเลขหนึ่งตามลำดับ

Magic Motion Remote Control ของจริงขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือเพียงเท่านั้น

Magic Motion เป็นอุปกรณ์รับส่งข้อมูลที่ทำงานร่วมกับ Magic Motion Remote Control เพื่อให้ Magic Motion Remote Control นั้นสามารถทำงานร่วมกับตัวทีวีรุ่นเก่าๆบางรุ่นของแอลจีได้

และสุดท้ายก็จบลงด้วยการสาธิตการใช้งานเจ้า Cinema 3D TV ตัวเป็นๆให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้เห็นกันแบบจะๆ ซึ่งบอกได้คำ เดียวว่าเจ้า Cinema 3D TV นั้นเจ๋งมาก
หลังจากที่ได้รับชมในส่วนของ กิจกรรมเวิร์คชอบกันไปพอสมควรแล้วต่อไปไปรับชมในส่วนของทีวีรุ่นต่างๆที่ทาง แอลจีนำมาจัดแสดงในงานนี้กันบ้างดีกว่า ไปชมกันว่ามีทีวีรุ่นใดบ้างเอ่ยที่ทางแอลจีนำมาจัดแสดงในครั้งนี้

เริ่มกันที่ Plasma TV รุ่น PT350 กันก่อนเลยครับ

ตัวที่สองก็คือ Cinema 3D TV รุ่น LW6500

สำหรับตัวนี้เป็น Smart TV รุ่น LV3730 ครับ

LED TV ที่เห็นอยู่นั้นก็คือรุ่น LV2130 นั่นเอง

หรือจะชอบเป็น LCD ก็ต้องรุ่นนี้เลย LK450

นอกจาก LK450 แล้วทางแอลจีก็ยังได้มีการนำ LCD อีกรุ่นมาจัดแสดงด้วยนั่นก็คือ LCD รุ่น LK330
เราจะไปรับชมกันในส่วนของชุดโฮมเธียเตอร์กันต่อเลยครับ

ถึงจะเป็นงานเวิร์คช็อบเล็กแต่พี่ๆแอลจีก็ขนเครื่องเล่นโฮมเธียเตอร์มาจัด แสดงกันอย่างมากมายอย่างที่เห็นกันในภาพนี่ล่ะครับ

ชุดโฮมเธียร์เตอร์สองแชลแนลของทางแอลจีเสียงดีไม่น้อยเลยทีเดียว

หากท่านใดชอบชุดโฮมเธียเตอร์แบบ 5.1 แชลแนลขึ้นไปทางแอลจีก็มีให้เลือกอีกมากมายเช่นกัน

แม้กระทั่งซาวด์บาร์ทางแอลจีเขาก็ขนมาจัดแสดงอีกเช่นกัน
ก่อนจากลาทางทีมงานก็ขอจากลา กันไปด้วยภาพของอาหารสุดแสนอร่อยที่พี่ๆจากทีมงานแอลจีได้เลี้ยงพวกเราใน ครั้งนี้ ไปชมกันเลยครับว่ามีอะไรน่ารับประทานกันบ้างเอ่ย

อาหารอย่างแรก ผมโขมสุดแสนอร่อย น่ารับประทานมากๆ

หลังจากผักโขมก็มาต่อกันที่ แฮมเบอร์เกอร์สุดแสนอร่อยอีกเช่นกัน

และของว่ายามเช้าอย่างสุดท้ายก็คือเค้กเอแคร์รสวนิลาสุดแสนอร่อยอีกเช่นกัน

และนอกจากจะมีขนมอร่อยๆให้รับประทานกันแล้ว ก็ยังมีน้ำกระเจี๊ยบและน้ำเปล่าไว้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ดื่มล้างท้องกัน อีกด้วย

แฮมเบอร์เกอร์และผักขมสุดแสนอร่อย น่ารับประทานจริงๆเลยใช่ไหมล่ะครับ

สุดท้ายก็จบลงด้วยติ่มซำมื้อเที่ยงสุดแสนอร่อย เห็นแล้วน้ำลายไหลน่ารับประทานจริงๆใช่ไหมล่ะครับ
และแล้วการรีวิวงานเวิร์คชอบในครั้งนี้ก็เป็นอันต้องจบลงแต่เพียงเท่า นี้ สำหรับวันนี้ทางทีมงานทุกๆคนก็ขอจากลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับรีวิว ในครั้งหน้า สวัสดีครับ
Credit:HDPLAYERTHAILAND.COM
สถานที่ภายในห้องจัดงานถูกจัดไว้เพื่อการเรียนรู้โดยเฉพาะ
เทรนด์ของทีวีทั้งในอดีตและในปัจจุบัน
หลังจากที่งานได้เริ่มต้นขึ้น แล้ว พี่ๆทีมงานของแอลจีก็ได้เริ่มบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ของทีวีทั้งใน อดีตและในอนาคตที่กำลังจะมาถึงอีกในไม่ช้านี้ก่อนเป็นอย่างแรก เพื่อให้ผู้ที่มาเข้าร่วมงานได้เข้าใจว่าเทรนด์หรือวิวัฒนาการต่างๆของทีวี แอลจีนั้นเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับในปีนี้ (ปี 2011) เทรนด์ของทีวีแอลจีจะเน้นไปที่ Nano Full LED TV ที่เป็นแบบ Smart TV เป็นหลัก แต่ในอนาคตอันใกล้ (ปี 2013) เทรนด์ของทีวีจะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี OLED เกือบทั้งหมดตามที่ทางแอลจีได้วางจัดเทรนด์เอาไว้
คอนเซ็ปต์ของทีวีแอลจีในปีนี้ก็คือ Easy Fun More Better
ซึ่งภายใต้คอนเซ็ปต์ Easy Fun More Better นั้นจะหมายถึงดังต่อไปนี้
Easy = ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน
Fun = มีความสนุก เพลิดเพลินกับการใช้งาน Smart TV
More = หลากหลายไปด้วย คอนเทนส์ต่างๆ ที่น่าสนใจจากทั่วโลก
Better = แน่นอนว่า คุณจะสัมผัสการใช้งานที่แปลกใหม่และดีกว่าเดิม
หลังจากที่ได้ทราบถึงคอนเซ็ปต์ของ Smart TV กันไปบ้างแล้ว ต่อไปก็ไปชมในส่วนของจุดเด่นของ Smart TV กันบ้างดีกว่าครับ
จุดเด่นอย่างแรกก็คือในส่วนของรีโมทควบคุมที่มีชื่อเรียกว่า Magic Motion Remote Control
เจ้า Magic Motion Remote Control จะเน้นไปที่การใช้งานง่ายเป็นหลัก โดยวิธีใช้เจ้ารีโมทควบคุมตัวนี้จะคล้ายๆกับการใช้จอยเกมส์อย่าง Nintendo Wii นั่นเอง เพียงชี้ (Point) ในตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้นก็ทำการกดเลือกฟังก์ชัน (Click) ที่ต้องการจะใช้งานหรือควบคุม (Control) แค่เท่านั้นเอง
เพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น Smart TV ของ LG จึงมีการแยกหมวดหมู่ของฟังก์ชันไว้อย่างชัดเจน
Smart TV ตัวจริงเสียงจริงก็ต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านได้อย่างหลากหลายประเภท
แอพพลิเคชั่นต่างๆ อาทิเช่น mThai, The Nation, Youtube และแอพพลิเคชั่นต่างๆอีกมากมายก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะถูกฝังอยูใน Smart TV ของ LG นั่นเอง
แต่หากผู้ใช้งานอยากได้แอพพลิเคชั่นที่หลากหลายมากขึ้น ก็สามารถจะทำการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปใช้กับ Smart TV ของ LG เพิ่มเติมได้ที่ LG Apps อีกเช่นกัน
หลังจากที่ได้ทราบกันไปแล้วว่า Smart TV ประกอบไปด้วยอะไรบ้างในหน้านี้เราไปรับชมกันต่อในเรื่องของ Cinema 3D TV กันต่อเลยครับผม
วิวัฒนาการของการรับชมภาพแบบสามมิติ
วิวัฒนาการของการรับชมภาพแบบ สามมิติเริ่มจากในยุคแรก (ปี 2010) ซึ่งเป็นยุคแห่งการเริ่มต้นของทีวีสามมิติ ซึ่งในยุคแรกนี้หากต้องการจะรับชมภาพแบบสามมิติจะต้องอาศัยแว่นที่เป็น Active Shutter Glasses รวมกับจอทีวีที่รองรับเทคโนโลยีสามมิติด้วย ส่วนในยุคที่สอง (ปี 2011-2012) หากต้องการจะรับชมภาพแบบสามมิติจะต้องอาศัยแว่นที่เป็นแบบ Passive Shutter Glasses แทน และในยุคที่สาม (ปี 2013) เป็นต้นไปจะเป็นยุคที่การรับชมภาพแบบสามมิตินั้นจะสามารถทำได้โดยไม่ต้อง อาศัยแว่นใดๆทั้งสิ้น
และนี่ก็คือ 5 จุดเด่นสำหรับ LG Cinema 3D
1. เรื่องของความสะดวกสบายในการใช้งานแว่น ซึ่งจะเหมือนกับแว่นสามมิติที่ใช้ในโรงภาพยนต์และไม่มีแบตเตอรี่ จึงไม่ต้องชาร์จไฟเหมือนแว่นแบบ Active Shutter Glasses ที่อาจทำให้เสียอารมณ ขาดความต่อเนื่องในการรับชมได้ รวมถึงมีราคาที่ถูกกว่ามากทีเดียว
2. เรื่องความสว่างในการรับชม ( Brightness ) ที่สูงกว่า ถ้าเป็น 3D แบบเก่าเวลารับชมบางท่านอาจจะให้ความรู้สึกหน้าจอมันมืดเกินไป จึงต้องดูในห้องที่ปิดไฟเท่านั้น แต่ Cinema 3D จะให้ความสว่างที่มากกว่า
3. เทคโนโลยี Flicker Free ทำให้รับชมได้แบบไม่มีการกระพริบของภาพ เวลารับชมจะไม่ปวดตา หรือเมื่อยล้า
4. ไม่มี CrossTalk หรือการเหลื่อมซ้อนกันของภาพ เวลารับชม และยัง ปล่อย 240Hz (Frame Per Second) แท้ๆทำให้ภาพดีกว่าแบบเดิม
5.มุมในการรับชมภาพสามมิตินั้นสามารถรับชมได้ในมุมที่กว้างกว่าทีวีที่ทำงานร่วมกับ Active Shutter Glasses
และเคล็ดลับของ LG Cinema 3D ก็อยู่ตรงที่ตัวจอถูกผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี FPR นั่นเอง
สำหรับเทคโนโลยีใหม่ของทาง LG นั้นเรียกว่า FPR ( Film Patterned Retarder )
แอลจีได้พัฒนา Cinema 3D เทคโนโลยีการสร้างภาพสามมิติที่ใช้ในโรงภาพยนต์ ด้วยพาเนลชนิดพิเศษที่เรียกว่า FPR ที่ใช้ในการรวมสัญญาณภาพสำหรับตาซ้ายและตาขวา ซึ่งจะถูกแยกออกจากกันอีกครั้งเมื่อผ่านฟิวเตอร์โพลาไรซ์ของแว่น 3D ช่วยให้มองเห็นภาพที่สมจริงยิ่งขึ้น
และสุดท้ายก่อนจบการบรรยาย พี่ๆจากทีมงานแอลจีก็ได้เปิดเผยถึงตัวทีวีที่จะถูกส่งลงมาทำตลาดในปีนี้ ดังที่ท่านผู้ชมเห็นในภาพนั่นล่ะครับ
หลังจากจบการบรรยายพี่ๆจากทีม งานแอลจีก็ได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คชอบในครั้งนี้ได้มีโอกาสสัมผัสกับ Cinema 3D TV กันอย่างใกล้ชิด ตามไปชมกันต่อเลยครับว่าเจ้า Cinema 3D TV ที่ว่าจะแจ๋วจริงหรือเปล่า
และแล้วก็มาถึงโหมดท้าประลองกันระหว่าง Cinema 3D TV กับ 3D TV ในรุ่นก่อนๆ
ผู้เข้าแข่งขันเบอร์หนึ่ง เป็นผู้ท้าชิงจากทีวีสามมิติแบรนด์อื่นที่ไม่ใช่แบรนด์ของแอลจี
ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขสองก็คือ Cinema 3D TV นั่นเองครับ
และผู้ท้าชิงหมายเลขสุดท้ายหมายเลขสามเป็นทีวีสามมิติจากค่ายแอลจี ซึ่งผู้ท้าชิงหมายเลขสามนี่เป็นถึงอดีตทีวีสามมิติรุ่นท้อปของแอลจีเลยที เดียว
และหลังจากที่ได้มีการร่วม ทดสอบทีวีสามมิติตัวต่างๆจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คชอบในครั้งนี้ก็ได้ผล โหวตออกมาอย่างเป็นธรรมว่าCinema 3D TV นั้นเป็นทีวีสามมิติตัวที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโหวตคะแนนให้มากที่สุด และในส่วนของอันดับสองและสามก็ตกเป็นของหมายเลขสามและหมายเลขหนึ่งตามลำดับ
Magic Motion Remote Control ของจริงขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือเพียงเท่านั้น
Magic Motion เป็นอุปกรณ์รับส่งข้อมูลที่ทำงานร่วมกับ Magic Motion Remote Control เพื่อให้ Magic Motion Remote Control นั้นสามารถทำงานร่วมกับตัวทีวีรุ่นเก่าๆบางรุ่นของแอลจีได้
และสุดท้ายก็จบลงด้วยการสาธิตการใช้งานเจ้า Cinema 3D TV ตัวเป็นๆให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้เห็นกันแบบจะๆ ซึ่งบอกได้คำ เดียวว่าเจ้า Cinema 3D TV นั้นเจ๋งมาก
หลังจากที่ได้รับชมในส่วนของ กิจกรรมเวิร์คชอบกันไปพอสมควรแล้วต่อไปไปรับชมในส่วนของทีวีรุ่นต่างๆที่ทาง แอลจีนำมาจัดแสดงในงานนี้กันบ้างดีกว่า ไปชมกันว่ามีทีวีรุ่นใดบ้างเอ่ยที่ทางแอลจีนำมาจัดแสดงในครั้งนี้
เริ่มกันที่ Plasma TV รุ่น PT350 กันก่อนเลยครับ
ตัวที่สองก็คือ Cinema 3D TV รุ่น LW6500
สำหรับตัวนี้เป็น Smart TV รุ่น LV3730 ครับ
LED TV ที่เห็นอยู่นั้นก็คือรุ่น LV2130 นั่นเอง
หรือจะชอบเป็น LCD ก็ต้องรุ่นนี้เลย LK450
นอกจาก LK450 แล้วทางแอลจีก็ยังได้มีการนำ LCD อีกรุ่นมาจัดแสดงด้วยนั่นก็คือ LCD รุ่น LK330
เราจะไปรับชมกันในส่วนของชุดโฮมเธียเตอร์กันต่อเลยครับ
ถึงจะเป็นงานเวิร์คช็อบเล็กแต่พี่ๆแอลจีก็ขนเครื่องเล่นโฮมเธียเตอร์มาจัด แสดงกันอย่างมากมายอย่างที่เห็นกันในภาพนี่ล่ะครับ
ชุดโฮมเธียร์เตอร์สองแชลแนลของทางแอลจีเสียงดีไม่น้อยเลยทีเดียว
หากท่านใดชอบชุดโฮมเธียเตอร์แบบ 5.1 แชลแนลขึ้นไปทางแอลจีก็มีให้เลือกอีกมากมายเช่นกัน
แม้กระทั่งซาวด์บาร์ทางแอลจีเขาก็ขนมาจัดแสดงอีกเช่นกัน
ก่อนจากลาทางทีมงานก็ขอจากลา กันไปด้วยภาพของอาหารสุดแสนอร่อยที่พี่ๆจากทีมงานแอลจีได้เลี้ยงพวกเราใน ครั้งนี้ ไปชมกันเลยครับว่ามีอะไรน่ารับประทานกันบ้างเอ่ย
อาหารอย่างแรก ผมโขมสุดแสนอร่อย น่ารับประทานมากๆ
หลังจากผักโขมก็มาต่อกันที่ แฮมเบอร์เกอร์สุดแสนอร่อยอีกเช่นกัน
และของว่ายามเช้าอย่างสุดท้ายก็คือเค้กเอแคร์รสวนิลาสุดแสนอร่อยอีกเช่นกัน
และนอกจากจะมีขนมอร่อยๆให้รับประทานกันแล้ว ก็ยังมีน้ำกระเจี๊ยบและน้ำเปล่าไว้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ดื่มล้างท้องกัน อีกด้วย
แฮมเบอร์เกอร์และผักขมสุดแสนอร่อย น่ารับประทานจริงๆเลยใช่ไหมล่ะครับ
สุดท้ายก็จบลงด้วยติ่มซำมื้อเที่ยงสุดแสนอร่อย เห็นแล้วน้ำลายไหลน่ารับประทานจริงๆใช่ไหมล่ะครับ
และแล้วการรีวิวงานเวิร์คชอบในครั้งนี้ก็เป็นอันต้องจบลงแต่เพียงเท่า นี้ สำหรับวันนี้ทางทีมงานทุกๆคนก็ขอจากลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับรีวิว ในครั้งหน้า สวัสดีครับ
Credit:HDPLAYERTHAILAND.COM