Announcement

Collapse
No announcement yet.

+++ ความรู้ทั้งนั้น เอามาแบ่งกันอ่าน ครับ +++

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • +++ ความรู้ทั้งนั้น เอามาแบ่งกันอ่าน ครับ +++





    แทบทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านกันแล้วนะครับ และเมื่อมีคอมพิวเตอร์แล้ว เราก็ต้องมีจอภาพเพื่อแสดงผลต่างๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนเราคงจะมีตัวเลือกในการซื้อ Monitor กันไม่มากเหมือนอย่างตอนนี้ ซึ่งถ้างบมากหน่อยเราก็คงจะเลือกเป็น LCD Monitor กันหมด จนทุกวันนี้ Monitor แบบ CRT แทบจะไม่มีให้เห็นกันในตลาดทีเดียว และอย่างที่ทราบกัน LCD Monitor ในปัจจุบันนี้มีราคาที่ถูกมากๆ เพียงเรามีเงิน 4,000 บาท ก็สามารถที่จะจับจอง LCD Monitor ขนาด 18.5 นิ้ว หรือ 19 นิ้ว คุณภาพดีมาใช้งานกันได้แล้ว หรือถ้ามีเงินอยู่ที่ 5,000 บาท ยังไงก็ได้ LCD Monitor ระดับ Full HD มาใช้อย่างแน่นอน

    ในเมื่อ LCD Monitor ในตลาดตอนนี้มีมาให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาแล้ว ในการเลือกซื้อ LCD Monitor ดีๆ ซักเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั้นต้องดูที่อะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมถึง Monitor แบบใหม่อย่าง LED Monitor ที่หลายยี่ห้อ เริ่มที่จะนำออกมาว่าจำหน่ายกัน ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะยังสับสนอยู่ว่า LCD Monitor แบบเดิม กับ LED Monitor ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่นี้ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความจริงแล้วทั้ง 2 แบบ มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งจะมาหาคำตอบที่แท้จริงรวมถึงวิธีการเลือกซื้อ Monitor ที่เหมาะสมกับเราอีกด้วยครับ

    OLED เท่านั้น ที่เป็นจอภาพเทคโนโลยีแบบใหม่จริงๆ

    บางท่านเข้าใจว่า LED Monitor ที่มีวางจำหน่ายตามห้างไอที ณ ตอนนี้เป็นจอภาพแบบใหม่ล่าสุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งทางผู้ผลิตจอได้โฆษณาไปในทิศทางนั้น (กรณีนี้รวมถึง LED TV ด้วย) ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะนับกันว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จริงๆ คงจะต้องเป็นจอภาพแบบ OLED เท่านั้น (OLED: Organic Light Emitting Devices) ซึ่งหลักการทำงานของมันคือการใช้หลอด LED มาวางเรียงไว้ตามพาเนลจนเต็มพิกเซล ส่วนหลอด LED ก็ทำหน้าที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ตามสัญญาณการแสดงผล ให้เราได้เห็นเป็นภาพบนจอภาพกัน แต่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาที่สูงมากๆ อยู่ ยกตัวอย่างก็จะเป็น OLED TV ของทาง LG ที่มีขนาด 15.6 นิ้ว ที่มาราคาเกือบแสนบาททีเดียว และด้วยต้นทุนที่สูงอยู่มาก จะผลิตออกมาเยอะๆ เพื่อจำหน่ายจริงก็คงยังไม่คุ้มค่าแน่นอน (ผมคนหนึ่งแหละครับ ที่ไม่ซื้อมาใช้ แบบว่าทำใจไม่ได้จริงๆ) ที่สำคัญยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถผลิตจอ OLED ให้มีขนาดใหญ่ได้ รวมถึง LCD Monitor ในสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบแล้วยังได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ในราคาที่ถูกอีกด้วย ฉะนั้นจอภาพแบบ OLED นั้นแทบจะลืมไปได้เลย คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีใช้กันโดยทั่วไปหรือแม้แต่ในบ้านของผมก็ตาม (ฮา)


    ความจริง LED Monitor มันก็ยังเป็น LCD Monitor อยู่ดี

    คราวนี้เรามาดูกันที่โลกปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงจอภาพในแบบอนาคตอย่าง OLED กันไปแล้ว มาเข้าถึง LCD Monitor และ LED Monitor ที่เป็นเรื่องหลักของเราในบทความนี้กันต่อ อย่างกล่าวไปในข้างต้นไปแล้วว่าช่วงนี้ผู้ผลิต Monitor หลายๆ ยี่ห้อ ได้เริ่มถยอยวางจำหน่าย LED Monitor ของตนอยู่ ซึ่งก็นับว่าเรียกความสนใจได้จากหลายๆ คน ทีเดียวที่คิดกำลังจะถอย Monitor ใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วตามเทคนิค LED Monitor ก็ยังถือว่าเป็น LCD Monitor อยู่ดี โดยเพียงแค่เปลี่ยนหลักการทำงานภายในเพียงเท่านั้นเอง ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จะถือโอกาสหลักการทำงานทั้งจอ LCD Monitor และ LED Monitor ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกันครับ

    หลักการทำงานในการที่จะสร้างภาพขึ้นมาของ LCD Monitor ก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงของผลึกเหลวที่บรรจุอยู่ในพาเนลของจอภาพ (LCD: Liquid Crystal Display) แล้วใช้แสงยิงผ่านทางด้านหลังของพาเนลหรือที่เรียกกันว่า Blacklit ซึ่งแสงนั้นจะเป็นแสงสีขาว แหล่งกำเนิดแสงที่ได้นั้นมาจากหลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) จากการทำงานทั้งหมดทำให้เราเห็นแบบภาพผ่านหน้าจอ LCD Monitor ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากมาคิดกันแล้ว ก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูเงาผ่านผลึกเหลวขณะที่มันกำลังทำงานอยู่ ด้วยที่จอภาพ LCD ไม่สามารถเปล่งแสงออกมาเองได้ จึงต้องอาศัยการฉายลำแสงมาจากด้านหลังนั่นเอง และในส่วนนี้แหละครับ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใน LED Monitor โดยจากเดิมที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) มาเป็นแหล่งกำเนิดแสง เปลี่ยนมาเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสง หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ LED มาเรียงตัวกันแทนนั่นเองครับ (LED: light-emitting diode)


    LED Monitor อาจดูคล้าย LCD Monitor แต่ก็เหนือกว่า

    จากการที่เปลี่ยนการทำงานมาใช้หลอด LED เป็นไฟแบ็กไลท์แทนหลอด CCFL ทำให้ส่งผลดีต่างๆ ออกมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบ ที่ได้รับการออกแบบที่บางลงกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน อีกทั้งความร้อนในขณะการทำงานลดลงและยังประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่า LCD Monitor แบบเดิมอีกด้วย ยิ่งถ้ามาดูในส่วนของประสิทธิภาพของการแสดงภาพที่เพิ่มขึ้นมา ก็สามารถรับรู้ได้จากตาเราเองเลย อย่างเช่น Contrast ของภาพที่แสดงออกมา มีค่าที่สูงขึ้นทำให้ดึงละเอียดต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งในฉากมืดหรือภาพที่มีความสว่างอยู่หลายระดับ จะสามารถแสดงความลึกของสีและมิติของภาพได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อีก ซึ่งจากที่กล่าวมาล้วนเป็นข้อจำกัดต่างๆ ของ LCD Monitor ที่มีมาหลายปีดีดัก จนตอนนี้ก็ถือว่าเทคโนโลยีจอภาพแบบ LED สามารถแก้ไขตรงจุดนี้ได้ และมีความใกล้เคียงกับจอภาพแบบ Plasma ที่สามารถแสดงผลสีดำได้อย่างดำสนิทเข้าไปทุกที ด้วยข้อดีหลายๆ อย่าง ตามที่กล่าวทำให้ LED Monitor ดูน่าซื้อมาใช้งานอย่างที่สุด


    แล้วถ้าจะซื้อ ควรเลือก LCD Monitor หรือ LED Monitor ดี?

    ในการที่เราจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งมาใช้งาน แน่นอนว่าเราต้องดูทั้งประสิทธิภาพกับราคาควบคู่กันไปด้วย เช่นเดียวกับการเลือกซื้อ Monitor ดีๆ มาต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของเราเช่นกัน ซึ่งถ้าหากดูในตลาดตอนนี้ LED Monitor ก็มีราคาที่ไม่สูงมาก สนนราคาแล้วก็ไม่ต่างจาก LCD Monitor มากเท่าไหร่นัก จากการเดินสำรวจราคาตามห้างไอที ยิ่งเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอต่อขนาดหน้าจอแล้ว ก็ถือได้ว่าคุ้มค่าน่าลงทุนที่จะหาซื้อ LED Monitor มาใช้งานแทน LCD Monitor ตัวเดิมหรือ CRT Monitor ตัวเก่าที่มีอยู่ สำหรับขนาดหน้าจอ LED Monitor ก็มีให้เลือกกันตั้งแต่ 18.5 นิ้วไปจนถึง 24 นิ้ว กันเลย ในส่วนนี้คงต้องเลือกกันตามการใช้งานเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่งบที่ตั้งไว้มีจำกัดจริงๆ รวมถึงต้องรีบซื้อมาใช้งานแล้ว จะเลือกเป็น LCD Monitor ก็ไม่เสียหายครับ

    และถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าในโน้ตบุ๊กทุกรุ่นตอนนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอแบบ LED กันหมดแล้ว ตั้งแต่รุ่นล่างที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทจนไปถึงรุ่นบนที่ราคาหลายหมื่นบาท จากสเปกของโน้ตบุ๊กประกอบกับราคานั้น ถือว่าราคาไม่แพงเลย นับได้ว่าได้ทั้งเครื่องที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามการใช้งานและได้เทคโนโลยีการแสดงผลจากหน้าจอแบบ LED ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งถือได้ว่าหน้าจอแบบ LED นั้นเหมาะสมกับโน้ตบุ๊กเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานทำให้โน้ตบุ๊กใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงหน้าจอที่บางลงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมทั้งหมดบางลงอีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องตอนนี้ก็ต้องเลือกที่เป็นแบบที่ใช้หน้า LED อย่างไม่ต้องลังเลเลยครับ

    ไหนๆ เราก็พูดถึง LED Monitor กันมาพอสมควรแล้ว ยังไงเราลองมาดูในส่วนของทีวีที่เป็น LED TV กันบ้างนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี่ก็เริ่มจะมี LED TV ออกมาให้เลือกหลายรุ่น ในเราได้ปวดหัวกันแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเรามาดูกันให้ดีๆ เราจะเห็นเพียง LED TV ที่อยู่ในซีรี่ย์ระดับสูงๆ ทั้งนั้น ราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยี LED ก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไรสูงมากมาย ยิ่งถ้าหากเรากลับไปเทียบกับ LED Monitor และหน้าจอ LED ของโน้ตบุ๊กแล้วจะเห็นได้ว่าราคามันก็ไม่ได้ต่างจาก LCD เท่าไหร่เลย แต่พอมาเป็นทีวีที่ใช้เทคโนโลยี LED ทำไมราคามันถึงได้แพงนัก นั่นก็เป็นเพราะ LED จะใส่มาเฉพาะทีวีที่เป็นรุ่นระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในทีวีในระดับสูงก็จะใส่เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามากมาย อย่างพาเนลจอเกรดคุณภาพสูง ระบบเสียงระบบตัวประมวลผลต่างๆ ที่สุดยอด รวมไปถึงดีไซน์ที่ดูหราพร้อมความบางเฉียบอีกด้วย มาถึงตรงนี้แล้ว คงอยู่ที่งบประมาณที่แต่ละคนตั้งไว้ ว่ามีขนาดไหน ยิ่งถ้ามีงบไม่จำกัดดูภาพตัวไหนก็เลือกซื้อกันไปได้เลย

    LED Monitor สเปกต่างๆ ดูอย่างไร ต่างจาก LCD Monitor ไหม?

    อย่างที่กล่าวถึงเทคโนโลยี LED ไปทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่ข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม LED Monitor ในตลาดขณะนี้ ก็มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคาอยู่ ฉะนั้นนอกจากการเลือกด้วยตาตัวเองแล้ว สื่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือสเปกของ LED Monitor แต่ละตัวอีกด้วย ซึ่งการดูสเปกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่าง จากการดูสเปกของ LCD Monitor เท่าไหร่เลยครับ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับการดูสเปก LCD Monitor อย่างค่า Contrast Ratio, Respone Time, Brightness ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในการตรวจสอบเช่นเดิมนะครับ ในส่วนนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSPEC.com ที่จะบอกวิธีการพิจารณาสเปกต่างๆ ของจอ LED Monitor ให้สำหรับหลายๆ ท่าน พอดูสเปกแล้วจะทำให้เข้าใจได้โดยง่ายครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่สเปกต่างๆ ที่ผู้ผลิตเป็นตัวกำหนดมา มาตรฐานในการวัดค่าต่างๆ แหล่านี้ก็แตกต่างกันอยู่ดี ฉะนั้นจะเอาค่าสเปกที่ระบุมาของจอต่างละรุ่นมาเป็นตัวตัดสินทั้งหมดก็คงไม่ได้ แนะนำให้ใช้การดูด้วยตาของตัวเองประกอบกันไปด้วยก็จะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะได้จอภาพที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับมาจกาที่ร้านแน่นอนครับ

    จะ LCD หรือ LED ก็เลือกเป็น Full HD ไว้ก่อน

    ในส่วนของความละเอียดของจอภาพที่มากขึ้นและขนาดภาพที่ได้ขนาดที่ใหญ่ในราคาถูกลง ยิ่งในยุคนี้ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Def อย่างเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่าเราสามารถหาซื้อจอ LED Monitor ขนาด 21.5 นิ้ว ในความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล ได้ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจากแต่ก่อนนั้นหน้าจอต้องมีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปจึงจะได้ความละเอียดระดับ Full HD มา ทำให้ในปัจจุบันความละเอียด Full HD กลายเป็นมาตรฐานของ Monitor มายิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าส่วนดีที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมด้วย และขอแนะนำว่า ถ้างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงจอภาพขนาด 20 นิ้ว ขึ้นไป และมีความละเอียด Full HD แล้ว แนะนำว่าให้เลือกเป็น Full HD ไปเลย รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอนครับ

    พอร์ตการเชื่อมครบครัน ตามการใช้งาน

    มาถึงในส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ แล้วนะครับ ในอดีตนั้นเรื่องการเชื่อมต่อของ Monitor ยังคงไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก เนื่องมาจากเพราะยังไม่มีประเภทของพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้เลือกมากมายนัก หลักๆ ก็คงจะเป็นพอร์ตอนาล๊อกอย่าง D-Sub เพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยนี้โดยพื้นฐานแล้วเราก็ควรจะเลือก Monitor มีพอร์ตดิจิตอลอย่าง DVI ติดตั้งมาไว้ด้วย รับรองได้ว่าให้ภาพที่ดีกว่าพอร์ต D-Sub แบบเดิมอย่างตาเปล่าสัมผัสได้แน่นอนครับ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง HDMI (High Definition Multimedia Interface) จะเลือกให้มีหรือไม่มีนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งการ์ดจอมีแค่พอร์ต D-Sub และ DVI ยังไงคิดว่าซื้อจอที่มี HDMI มา คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถตัดสินใจเลือก Monitor ที่ไม่มี HDMI มาได้เลย แต่ในกรณีที่กลับกัน คิดเผื่อว่าอนาคตอันใกล้นี้เราจะต้องทำการอัพเกรดการ์ดจอของเราอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ นั้นก็จะเป็นพอร์ต HDMI เสียเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ Monitor อาจจำเป็นต้องเลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI เผื่อไว้เข้าไปด้วย ในแง่ของราคา Monitor ที่มีพอร์ต HDMI จะมีราคาสูงกว่า Monitor ที่มีเพียง D-Sub และ DVI พอสมควร ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำว่าให้สำรวจตัวเองก่อนว่าจะได้ใช้งานส่วนของ HDMI จริงๆ หรือเปล่า

    จะขอเสริมในกรณีที่เราได้เลือกMonitor ที่มีพอร์ต HDMI ติดตั้งมาด้วย เราก็จะสามารถนำ Monitor นั้นมาต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง Playstation 3 หรือ XBOX 360 ได้ทันที เพราะว่าเครื่องเล่นเกมคอนโซลเหล่านั้นจะติดตั้งมาเพียงพอร์ตดิจิตอลอย่าง HDMI มาให้ เนื่องด้วยเครื่องเกมคอนโซลเหล่านั้นให้ภาพระดับ Hi-Def ที่สมบูรณ์แบบผ่านทางพอร์ต HDMI เท่านั้นครับ สำหรับในตอนนี้ HDMI มาตรฐานเวอร์ชั่น ที่ใช้กันแพร่หลายขณะนี้ยังเป็น HDMI 1.3 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 1.4 มาแล้วก็ตามครับ

    ฟังก์ชั่นลูกเล่นมีไว้ไม่เสียหาย

    จริงๆ แล้วหน้าที่หลักของ Monitor ก็คือการแสดงผลออกมา แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิต Monitor บางรายก็ได้ใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงมาที่ Monitor เพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายและอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น USB Hub, กล้องเว็บแคม, ไมโครโฟน, ตัวอ่านการ์ดจากกล้องดิจิตอล หรือความสามารถในการเป็น Digital Photo Frame ก็ตาม คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังจะมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาให้ได้ใช้งานกันอีก ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองข้ามในส่วนของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้เลย เพราะมันทำให้ Monitor มีราคาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน Video Call อยู่แล้ว การที่จะซื้อจอ Monitor ใหม่ซักตัว คงต้องมองตัวที่มีฟังก์ชั่นกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนในตัวเหมือนกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องมีสายระโยงระยางที่ตัวจอ Monitor ให้รำคาญสายตา ถึงแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นก็ตามที สรุปก็คือเลือก Monitor รุ่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เห็นว่าเราได้ใช้งานจริงๆ มาก็ได้ หากเรื่องงบไม่ใช่ปัญหา

    เลือกรุ่นที่ถูกใจ แล้วไปที่ร้าน

    เมื่อได้ Monitor รุ่นที่ถูกใจแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนไปซื้อที่ร้านนะครับ ซึ่งร้านที่ขาย Monitor นี้ ส่วนมากก็จะมีอยู่ตามห้างไอที เรียกได้ว่ามีอยู่กันแบบให้เลือกกันตาลายเลยทีเดียว หรือจะเลือกซื้อตามร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆ อย่าง Power Buy หรือ IT City ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในส่วนของราคาคงจะสู้ตามร้านที่อยู่ตามห้างไอทีไม่ได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันย่อมสูงกว่าเพราะร้านค้าเยอะกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบกัน คือ ราคาขายจริงของ Monitor นั้น ถูกกว่าราคาตามโบชัวร์อยู่พอสมควร จึงขอแนะนำว่าให้เข้าไปสอบถามที่ร้านเลยว่าราคาขายหน้าร้านตรงนั้น ราคาของ Monitor รุ่นที่เราดูมาว่าราคาอยู่เท่าไหร่ ซึ่งอาจจะลองเดินดูซัก 2-3 ร้าน ดูว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุด ก็ซื้อร้านนั้นก็ได้ครับ
    ก่อนที่จะจ่ายเงิน ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการตรวจสอบสินค้าก่อนออกจากร้าน อย่างเช่นอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องครบไหม นอกจากตัว Monitor แล้ว ยังต้องมีสายไฟ, สาย D-Sub หรือ DVI ให้มาหรือเปล่า ซึ่ง Monitor ในแต่ละรุ่นก็จะแถมสายเชื่อมต่อมาไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่ารุ่นนี้มีพอร์ต HDMI แล้วจะต้องแถมสาย HDMI มาให้ ฉะนั้นควรจะสอบถามกับผู้ขายซะก่อนนะครับ ไม่อย่างงั้นหากเราโวยขึ้นมาอาจจะหน้าแตกในฤดูร้อนกันได้ (ฮา) หรือถ้าให้ดีเราก็สามารถดูจากโบชัวร์ของ Monitor รุ่นนั้นๆ ประกอบกันไปด้วยก็ได้ครับ
    และจากที่ทราบกันไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าไม่ว่าจะเป็น LCD Monitor หรือ LED Monitor ก็ยังคงมีหลักการทำงานเหมือนๆ กัน ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดจุด Dead Pixel หรือ Bright Pixel ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะออกจากร้าน โดยปกติที่ร้านเกือบทุกร้านก็จะมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยในการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็ต้องช่วยดูด้วยอีกแรง ถ้าพบเห็นว่ามีก็สามารถขอทางร้านเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 จุดก็ตาม (อย่างกรณีของผมที่ผมไปซื้อ เปลี่ยนไปตั้ง 5 ตัว กว่าจะได้ตัวที่ไม่มี Dead Pixel หรือ Bright Pixel เลย) หรือถ้าเราซื้อ Monitor มาจากร้าน แล้วพบปัญหาอื่นๆ ภายใน 7 วันก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ร้านได้ทันที ซึ่งในส่วนนี้อยู่เราตกลงกับร้านนะครับ เพราะบางร้านก็ไม่ให้เปลี่ยนเหมือนกัน โยนไปศูนย์บริการอย่างเดียวก็มี สำหรับเรื่องของการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั้งหมดจะรับประกันเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ เรียกได้ว่าใช้งานจนลืมกันไปเลยครับ


    หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LCD Monitor และ LED Monitor รวมถึงเป็นแนวทางในการเลือกซื้อให้กับทุกๆ ท่านที่ได้อ่านไปไม่มากก็น้อย ส่วนการจะซื้อรุ่นไหนอย่างไร ก็คงไม่พ้นต้องตัดสินใจด้วยตนเองแล้วนะครับ

    ที่มาครับ http://www.lcdspec.com/web/13071/%E0...8%87%E0%B8%88/

    ขอบคุณครับ
    Last edited by porhaw; 24 Nov 2010, 22:22:06.

  • #2
    ไม่ให้เครดิตคนเขียนบทความหน่อยหรอครับ
    LCDSPEC

    Comment


    • #3
      ขอบคุณมากครับ

      Comment


      • #4
        Originally posted by -PeuN- View Post
        ไม่ให้เครดิตคนเขียนบทความหน่อยหรอครับ
        LCDSPEC
        ผมคิดว่า ท่านที่เขียน คงดีใจถ้าเห็นว่าผมได้เอามาให้พี่น้องทุกท่านได้อ่านเป็นความรู้ครับ LCDSPEC +_+
        Last edited by porhaw; 24 Nov 2010, 22:20:32.

        Comment


        • #5
          Originally posted by porhaw View Post
          ผมคิดว่า ท่านที่เขียน คงดีใจถ้าเห็นว่าผมได้เอามาให้พี่น้องทุกท่านได้อ่านเป็นความรู้ครับ +_+
          แต่โดย มารยาท ท่านควรจะให้เครดิต ท่านผู้เป็นคนเขียนบทความ โดยแสดง ที่มาของบทความ และชื่อของท่านผู้เขียน อย่างน้อยก็เป็นการแสดงว่าบทความนั้นๆ ท่านไม่ได้เป็นผู้เขียนขึ้นมาเอง และเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวท่านด้วย

          Comment


          • #6
            ลองคิดกลับดูบ้างนะครับ เวลาคุณเขียนบทความขึ้นมามันคงไม่ใช้เวลาแค่ 2-3 ชั่วโมงแน่ยิ่งถ้าข้อมูลเยอะๆคุณต้องแน่นและมั่นใจว่าข้อมูลที่จะสื่อให้คนอื่นออกมานั้นได้ให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง คุณอาจใช้เวลาซัก 1 วันหาข้อมูล อีก 1 วัน เรียบเรียง อีก วันเขียน(เผยแพร่ทางอินเตอร์เนตเป็นบทความ) แล้ววันนึงมีคนเอาบทความของคุณไปเผยแพร่โดยไม่แสดงข้อมูลที่ว่าคุณเป็นคนทำบทความนี้ขึ้นมา ผมทิ้งคำถามไว้แค่นี้ว่าเป็นคุณจะยังรู้สึกดีใจมั้ย?

            ท่านที่เขียนก็อยู่ในบอร์ด OCZ ด้วยเหมือนกันไว้รอเจ้าตัวมาตอบเองแล้วกันครับว่าเค้ารู้สึกยังไง

            Comment


            • #7
              ขอขอบคุณท่านผู้เขียน และผู้นำมาเผยแพร่ ทำให้ได้ ข้อมูลดี เพื่อการตัดสินใจซื้อ ...... ดีจริง ๆ ขอบคุณมากครับบบบบบบบ

              Comment


              • #8
                Originally posted by -PeuN- View Post
                ลองคิดกลับดูบ้างนะครับ เวลาคุณเขียนบทความขึ้นมามันคงไม่ใช้เวลาแค่ 2-3 ชั่วโมงแน่ยิ่งถ้าข้อมูลเยอะๆคุณต้องแน่นและมั่นใจว่าข้อมูลที่จะสื่อให้คนอื่นออกมานั้นได้ให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง คุณอาจใช้เวลาซัก 1 วันหาข้อมูล อีก 1 วัน เรียบเรียง อีก วันเขียน(เผยแพร่ทางอินเตอร์เนตเป็นบทความ) แล้ววันนึงมีคนเอาบทความของคุณไปเผยแพร่โดยไม่แสดงข้อมูลที่ว่าคุณเป็นคนทำบทความนี้ขึ้นมา ผมทิ้งคำถามไว้แค่นี้ว่าเป็นคุณจะยังรู้สึกดีใจมั้ย?

                ท่านที่เขียนก็อยู่ในบอร์ด OCZ ด้วยเหมือนกันไว้รอเจ้าตัวมาตอบเองแล้วกันครับว่าเค้ารู้สึกยังไง

                ผมเข้าใจครับท่าน ตัวผมเองก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรไป นอกจากอยากให้เพื่อนๆ และพี่ๆ น้องๆ ได้อ่านเพื่อเพิ่มความรู้เท่านั้นเองครับ และตัวผมเองก็รู้สึกได้ความรู้มากจาก ทาง LCDSPEC ครับ
                ซึ่งตัวผมเองก็ได้ขอบคุณทาง LCDSPEC จากใจผมอยู่แล้วครับ แต่ทั้งนี้ ผมต้องขออภัย ณ ที่ นี้ด้วยครับที่ ไม่ได้ขออนุญาต LCDSPEC ที่ผมนำข้อความมา เผยแพร่ และเนื่องข้อความมีความยาวมากผมก็เลย ได้ตัดข้อความบางส่วนออกไป ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องทุกท่าน อ่านได้ ง่ายขึ้นนาครับ ขอบคุณครับ

                Comment


                • #9
                  ซื้อ LCD LD550 ของ LG มารู้สึกเสียดายเหมือนกันอยาเก็บไว้ซื้อ LED แต่พอเปิด Bluray ภาพมันก็ละเอียดพอกัน เว้นแต่ค่าของสีและความมืดของหน้าจอ
                  และ True Motion ไปยืนเปรียบเทียบดู แล้วก็นึกในใจว่าถ้าไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆอะไีรที่ทำให้ TV เราตกรุ่นเร็ว เครื่องนี้ก็พอใจล่ะ ^O^/

                  Comment


                  • #10
                    เครดิตเขา ให้ก็ดีนะครับ

                    Comment


                    • #11
                      เข้าใจ แต่ยังไงก็ต้องให้เครดิต
                      ขอบคุณที่หามาให้อ่านครับ

                      Comment


                      • #12
                        Originally posted by porhaw View Post
                        ผมเข้าใจครับท่าน ตัวผมเองก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรไป นอกจากอยากให้เพื่อนๆ และพี่ๆ น้องๆ ได้อ่านเพื่อเพิ่มความรู้เท่านั้นเองครับ และตัวผมเองก็รู้สึกได้ความรู้มากจาก ทาง LCDSPEC ครับ
                        ซึ่งตัวผมเองก็ได้ขอบคุณทาง LCDSPEC จากใจผมอยู่แล้วครับ แต่ทั้งนี้ ผมต้องขออภัย ณ ที่ นี้ด้วยครับที่ ไม่ได้ขออนุญาต LCDSPEC ที่ผมนำข้อความมา เผยแพร่ และเนื่องข้อความมีความยาวมากผมก็เลย ได้ตัดข้อความบางส่วนออกไป ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องทุกท่าน อ่านได้ ง่ายขึ้นนาครับ ขอบคุณครับ
                        Last edited by ArKham; 26 Jan 2014, 08:44:48.

                        Comment


                        • #13
                          อ้างอิงแทนเจ้าของกระทู้นะครับ เพื่อเป็นกำลังใจ ในการหาสิ่งใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนกันครับ สู้ๆ

                          Comment


                          • #14
                            ก็แค่ไปแก้ไข ใส่เครดิตอีกนิดเดียว ไม่น่าจะยากเกินไปนะครับ หัดไว้จะได้ชิน

                            Comment


                            • #15
                              ขอบคุณ LCDSPEC สำหรับข้อมูลดีๆครับ

                              Comment

                              Working...
                              X