Announcement

Collapse
No announcement yet.

LCDTV LEDTV PlasmaTV มันต่างกันอย่างไรอะไรคุ้มสุด

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • LCDTV LEDTV PlasmaTV มันต่างกันอย่างไรอะไรคุ้มสุด

    รู้มาว่า led จะให้ภาพที่คใชัดกว่า แต่มีราคาแพงมาก

    หรือจะซื้อ plasma tv แล้วจอใหญ่ๆไปเลยครับ

    ไม่ทราบว่ามันต่างกันมากไหมครับ

  • #2
    อืม...สนใจเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเลือกแบบไหนดี

    Comment


    • #3
      Plasma TV VS LCD TV

      หลายๆท่านที่มีความสนใจจะเป็นเจ้าของ แอลซีดีทีวี หรือพลาสมาทีวียังมีความสับสนและไม่แน่ใจในการทำการตัดสินใจเลือกชื้อเพราะ ไม่แน่ใจว่าทีวีทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร หรือแบบไหนดีกว่ากัน ใช่ไหมครับ??


      คำถามที่มีมาประดังกันมากที่สุดที่ ก่อนการจะทำการจับจองเป็นเจ้าของ ก็คือ จอภาพแบบLCD และPLASMA แบบไหนดีกว่ากัน B-Boy ฟังแล้วก็รู้สึกงงๆ เพราะที่จริงเป็นมันการเปรียบเทียบที่ประหลาดมาก เนื่องจากลักษณะโครงสร้างการออกแบบแต่ละเทคโนโลยีต่างกันมาก และหากจะว่ากันให้ยุติธรรมต้องบอกว่าทั้งสองประเภทนี้ มีจุดเด่น จุดด้อย แตกต่างกันไป ครับ ถึงจะถูก!!!ไม่มีใครดีที่สุด ไม่มีใครแย่ที่สุด แต่จุดได้เปรียบเสียเปรียบ และความเหมาะสมมีหลายแฟกเตอร์ไล่เรียงกันสามวันสามคืนนั่นแหละ


      สิ่งที่ B-Boy สามารถบอกได้ ไม่ได้จะบอกว่าแบบไหนดีกว่ากันแต่สามารถบอกว่า แบบไหนที่มีความเหมาะสมกับการใช้งานจริงๆของท่านผู้อ่านมาที่สุด ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าทีวีทั้งสองชนิดนี้กันก่อนนะครับ




      LCD (Liquid Crystal Display) แสดงภาพโดยเริ่มจากแหล่งกำเนิดแสง Backlight ส่องแสงไปที่ผลึกเหลว (ลักษณะคล้ายๆปีโป้) ที่หยอดเอาไว้ระหว่างช่องกระจกจะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ทำให้โมเลกุลของลิควิดคริสตัลในส่วนของจุดภาพ พิกเซล (pixel) นั้นหมุนเป็นมุม 90 องศา เพื่อให้เกิดได้ทั้งจุดสว่าง และจุดมืด (แต่ละพิกเซลไม่สามารถกำเนิดแสงได้เอง) หากเรากล่าวว่าเทคนิคของLCD คือการบิดตัวโมเลกุล แล้วเอาเงาของมันมาใช้งานก็ถือว่าถูกต้องอย่างที่สุด LCD ทีวีจะมีหลายขนาดมากๆ ไล่ตั้งแต่ 15 นิ้ว ไปจนถึง 108 (ของSharp เค้านะครับ) นิ้วโน้นเลยนะครับ



      ข้อดีของ LCD TV
      1. ให้สี่ที่สว่างสดใสเหมาะกับการแสดงสีกราฟฟิก เช่น การ์ตูน , สารคดี และละคร
      2. เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์
      3. เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่นหรือ ห้องรับแขก (หรือท่านที่จะซื้อเพื่อใช้ไปติดตั้งในร้านค้าหรือร้านอาหาร แอลซีดี ทีวีก็จะเหมาะสมกว่า)
      4. อาการ Burn-In จะไม่โอกาสไม่เกิดขึ้นเลย
      5. แอลซีดีทีวียังกินไฟน้อยกว่าด้วยนะครับ


      ข้อเสียของ LCD TV
      1. ไม่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดี เนื่องจากมี Response Time เร็วที่สุดในขณะนี้เพียงแค่ 2 ms เท่านั้น
      2. มีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้นโดยเฉพาะสีแดง, โทนสีผิว, สีท้องฟ้า ทะเล
      3. ไม่สามารถแสดงสีดำสนิทได้เนื่องจาก Backlight เปิดตลอดเวลาในขณะที่เครื่องทำงาน ทำให้มีแสงขาวเล็ดลอดออกไปในฉากที่เป็นสีดำ จึงทำให้ฉากสีดำเป็น "ดำสว่าง" ไม่ใช่ "ดำมืด" อย่างที่ควรเป็น




      PLASMA จอ ภาพแบบพลาสม่าทีวี แสดงภาพโดยการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพมีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas (แต่ละพิกเซลกำเนิดแสงได้เอง) Plasma ทีวี จะเน้นทำแต่ ขนาดใหญ่ๆครับ 42 นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาด 150 นิ้ว (ของPanasonic เค้านะครับ) แต่ถ้าจะถามหา พลาสม่าทีวีขนาดที่เล็กกว่า 42 นิ้ว ก็ต้องไปถามหากับทาง LG เค้าละครับเพราะเค้าเป็นยี่ห้อเดียวในขณะนี้ที่ วางจำหน่าย พลาสม่าทีวี ขนาด 32 นิ้ว อยู่




      ข้อดีของ Plasma TV
      1. สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีกว่า เนื่องจากมี Response Time .001 ms จึงเหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์ Action และการรับชมกีฬาเป็นอย่างมาก
      2. อายุการใช้งาน ยาวนานกว่าที่ 100,000 ชั่วโมง (Half Brightness)
      3. สามารถแสดงระดับพื้นสีดำได้ดีกว่า
      4. มีคอนทราสต์ที่สูงกว่าทำให้เห็นมิติของภาพได้ดีกว่า
      5. มุมมองจอภาพที่กว้างกว่า แอลซีดี
      6. ให้สีที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ มากกว่า สีออกโทนอุ่น


      ข้อเสียของ Plasma TV
      1. อาการ Burn-In มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าเปิดภาพนิ่งเป็นเวลานานๆ เช่นโลโก้ช่อง 7 หรือโลโก้ True Vision เป็นต้น (ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์)
      2. ไม่เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่น หรือกลางแจ้ง
      3. หน้ากระจก ทำให้เกิดการสะท้อนเป็นเงาได้
      4. กินไฟมากว่าทั้งจากตัวทีวีเอง และการทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นเพราะ Plasma TV มีความร้อน
      ออกมาจากตัวเครื่องมากกว่า


      หลังจากที่ B-Boy ได้ให้ข้อมูลและความแตกต่างของ LCD & Plasma TV ไปแล้ว ทางที่ดีที่สุดก่อนการทำการตัดสินใจเลือกซื้อก็ไปดูด้วยตาของท่านเองที่ร้าน ว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน เลือกตามความเหมาะสมในการใช้งานจริงของท่าน และพยายามอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องเรียนรู้วิธีการปรับจอให้เหมาะกับห้องที่ท่านน้ำไปใช้งาน นั่นแหละเป็นดีที่สุดครับ

      อ้างอิง http://www.lcdtvthailand.com/article...sp?param_id=13








      คำถามที่ถามกันบ่อยๆในวงการทีวีและ เครื่องเสียงในปัจจุบันนี้ซึ่งฮอตฮิตยิ่งกว่าข่าว “เคอิโงะตามหาพ่อ" ยิ่งกว่า "ลูกหลินฮุ่ยจะชื่อว่าอะไร" จนบางทีผมก็มึนเองว่า" ลูกของเจ้าช่วงช่วงและหลินฮุ่ยชื่อเคอิโงะ"
      ก็คือ “พี่ครับ LED TV กับ LCD TV ต่างกันอย่างไรครับ” จากผลสำรวจของเราเองมันคือหนึ่งในเป็นคำถามที่พนักงานขายทีวีตอนนี้แทบโดน กันหมดทุกคนครับ และแน่นอนมันก็ตามมาถึงทีมงาน LCDTVTHAILAND ซึ่งโดนคำถามนี้กันถ้วนหน้า เอาเป็นว่าผมขออธิบายรายละเอียดของ LED TV VS LCD TV ก่อนละกันครับ



      LCD TV คืออะไร???
      LCD TV ย่อมากจาก Liquid Crystal Display ซึ่งใช้หลอดไฟ CCFL หรือ Cold Cathode Fluorescent Lamp ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟ เรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สี ทั้งสีแดง น้ำเงิน เขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด CCFL Backlight ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆ






      LED TV คืออะไร ???
      LED TV ย่อมาจาก Light Emitting Diode เป็นหลอดไฟขนาด “จิ๋วแต่แจ๋ว” ซึ่งใช้หลอด LED เป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด LED ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสีนต่างๆ


      สรุป
      สรุปอย่างได้ใจความได้ว่า LED TV ก็คือ LCD TV ที่เปลี่ยนจากหลอด CCFL เป็นหลอด LED ในการกำเนิดแสงนั่นเอง โดยยังใช้ Liquid Crystral ผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สีในการสร้างสีในแต่ละพิหเซล ดังนั้นตามหลักการแล้วมันก็คือ LED LCD TV นั่นเอง เพียงแต่สลับจากการใช้หลอด CCFL ให้เป็นหลอด LED เพื่อใช้กำเนิดแสง อีกหนึ่งตัวอย่างก็คือ LED เป็นเทคโนโลยีที่มีให้เห็นกันบ่อยในจอโน็ตบุ๊คที่บางๆครับ

      แล้ว LED TV กับ LCD TV อะไรดีกว่ากันหละ???
      ขอตอบแบบฟันธงเลยนะครับ ในฐานะคลุกคลีกับจอภาพอยู่แทบทุกวันว่า LED TV ดีกว่า LCD TV ในหลายแง่ครับ เรามาดูตารางเปรียบเทียบกันในเชิงคุณภาพผลลัพธ์เลยนะครับ โดยเป็นการตัดสินให้คะแนนโดยทีมงาน LCDTVTHAILAND


      LCD TV VS LED TV

      ชนิดของ Backlight


      CCFL


      LED

      ชื่อของทีวีในตลาด


      LCD TV


      LED TV

      คุณภาพของภาพโดยรวม


      7


      9

      ความสว่าง


      8


      8

      สีสัน


      7


      9

      ระดับสีดำ


      7


      9

      อัตราการกินไฟ


      7


      10

      ความบาง


      7


      9

      ระดับราคา


      9


      6

      ความคุ้มค่า


      เครื่องถูกกว่า ค่าไฟแพงกว่า


      เครื่องแพงกว่า ค่าไฟถูกกว่า

      ตัวอย่างยี่ห้อและรุ่น


      LG: LH70 LH50


      LG: LH95

      Samsung: B650


      Samsung: B6000

      Sony: W Series


      Sony: X & ZX Series


      ด้วยความที่เป็นหลอดไฟ “จิ๋วแต่แจ๋ว” โดยความสามารถของเจ้า LED นั้นสามารถให้ “แสงสว่างได้ดีกว่าโดยที่ใช้ไฟน้อยกว่า” ทำให้ LED เป็นแหล่งกำเนิดไฟที่มีประสิทธิภาพมากกว่าหลอด CCFL ทันทีครับ และที่สำคัญด้วยขนาดหลอดที่เล็กกว่า ทำให้ LED TV มีความบางกว่า LCD TV ทั่วๆไปที่ใช้หลอด CCFL Backlight แต่อย่างไรก็ตาม LED TV นั้นก็ยังมีระดับราคาที่สูงอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “คุ้มค่าหรือเปล่า” กับการลงทุนในช่วงนี้ โดยผมบอกได้เพียงสั้นๆว่า ค่าตัวของ LED TV ค่อนข้างแพงกว่า LCD TV อยู่พอสมควร แต่ก็มี LED TV ก็มีอัตราการกินไฟน้อยกว่า LCD TV อยู่ประมาณ 40% -50% เลยทีเดียวเชียวครับ ดังนั้นเรื่องความคุ้มค่าก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองแล้วหละว่าจะเลือกตัวไหน ครับ

      LED TV มีทั้งหมดกี่แบบ ???
      อันนี้หลายๆท่านอาจะจะยังสงสัยว่า LED TV มันมีหลายแบบด้วยเหรอ คำตอบแบบฟันธงนะครับว่ามีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป เรามาดูกันเลยดีกว่า

      1. EDGE LED : วางหลอด LED ไว้ตรงขอบของทีวี
      EDGE ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ขอบ” ครับ โดยหลอด LED จะถูกวางไว้ตามขอบบน ล่าง ซ้าย ขวา ของทีวีและคอยยิงแสงเข้ามาตรงกลางจอทีวี สำหรับข้อดีก็มีตรงที่ “ความบาง” ที่บางกว่า LCD TV ทั่วๆไปหลายเท่า เพราะหลอด LED อยู่แค่ด้านข้างครับ ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องการประหยัดไฟครับ อย่างไรก็ตามข้อเสียหลักๆเมื่อเทียบกับ LED แบบ Full LED ก็คือ ไม่สามารถทำ Local Dimming หรือการเปิด/ปิดหลอดไฟเป็นกลุ่มๆได้เนื่องจากหลอดไฟอยู่ที่ขอบนั่นเอง






      สำหรับ EDGE LED TV ได้แก่ Samsung B6000 B7000 B8000 ครับ และรวมถึง Sony ZX1 ซึ่งเป็น EDGE LED LCD TV ที่บางที่สุดในโลกเพียง 9.9 มม.

      2. Full LED : หลอด LED เป็นแผงอยู่ด้านหลัง
      สำหรับแบบที่ 2 เราเรียกว่า Full LED (Direct LED) เพราะว่ามีหลอดไฟอย่าด้านหลังทั้งแผงคอยให้กำเนิดแสงนั่นเอง ข้อดีของ Full LED หรือบางค่ายก็เรียก Direct LED ก็คือ ความสามารถในการทำ Local Dimming หรือการเปิด/ปิด หลอด LED เป็นกลุ่มๆ หรือเฉพาะจุดนั้นเองอย่างอิสระ เช่นฉากๆ นึงด้านซ้ายเป็นสีดำ ด้านขวาเป็นสีขาว หลอด LED Backlight บริเวณด้านซ้ายก็จะปิดเพื่อทำให้สีดำบริเวณด้านซ้ายดำสนิท และกลุ่ม LED Backlightด้านขวาจะเปิดเพื่อให้แสงสามารถลอดออกมาเป็นสีขาวครับ ในขณะที่ CCFL และ EDGE LED ไม่สามารถได้ ส่วนข้อเสียคือเรื่องความหนาของตัวเครื่องครับ เนื่องจากต้องใช้หลอดไฟ LED หลายตัวไว้ด้านหลังของตัวจอ ซึ่งทำให้ทีวีมีความหนาประมาณ LCD TV ทั่วๆ ไปอยู่ครับ


      ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ Samsung A950 รุ่นนี้ใช้ Full LED Backlight ครับ รวมถึง Philips รุ่น PFL9704 รุ่นนี้ก็ใช้ Full LED Backlight เช่นกัน และรวมถึงรุ่นล่าสุดอย่าง LG LX9500 ตัวนี้เป็น Full LED 3 มิติด้วย แหล่มโคตร !!!

      3. RGB LED : หลอดไฟ LED สีแดง เขียว น้ำเงิน เป็นแผงอยู่ด้านหลัง
      แบบสุดท้ายผมขอยกให้เป็นตัวท็อปของ LED TV ในปัจจุบันนะครับ ซึ่งก็คือ RGB LED TV นั่นเอง โดยหลักการให้กำเนิดแสงก็คล้ายๆ กับ Full LED เพียงแต่ว่าแทนที่จะใช้หลอด LED สีเดียวซึ่งปกติเป็นสีขาวในการกำเนิดแสง เจ้า RGB LED TV ใช้หลอด LED แม่สี 3 สี (แดง R, เขียว G, น้ำเงิน B) ในการให้กำเนิดแสงแทน ซึ่งหลอดไฟ 3 สีนี้แยกการทำงานกันอย่างอิสระ ส่งผลให้การสร้างสีดีขึ้น เพราะแสงต้นขั้วนั้นออกมาเป็นแม่สีตั้งแต่แรก ความถูกต้องและคมชัดของสีจึงมีมากขึ้น ตลอดจนความสามารถในการไล่เฉดสีจนมีมิติของภาพก็ดีขึ้น ตามหลักการแล้ว RGB LED ถือว่าเป็น LED TV ที่ดีที่สุดครับ มีต้นทุนที่สูงกว่า และความสามาถในการทำ Local Dimming หรือการเปิด/ปิดไฟเป็นกลุ่มๆอย่างอิสระเพื่อสีดำที่ดำสนิทและคอนทราสต์ที่ มากขึ้นก็มีเช่นเดียวกับ Full LED แบบข้อที่ 2 ครับ ส่วนข้อเสียที่เห็นหลักๆก็คือระดับราคาที่ค่อนข้างสูงมากในตอนนี้



      (คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่)


      ตัวอย่างทีวีที่ใช้ RGB ก็คือ Sony X450 ขนาด 46” 55” 70” และ Sharp XS1 ขนาด 65” ซึ่งค่าตัวของ Sharp RGB LED TV ก็ 699,990 บาท และ 70X450 ราคาอยู่ที่ 799,990 บาทซึ่งถอยรถ Vios และ Civic ได้อย่างละ 1 คันพอดีเลยหละครับ

      ความแตกต่างระหว่าง CCFL LCD TV และ LED ชนิดต่างๆ
      ชื่อเรียกทีวี

      LCD TV
      LED TV
      ชนิดของ Backlight

      CCFL
      EDGE LED Full LED RGB LED
      รูปแบบการวางหลอดไฟ




      Local Dimming * ไม่ได้ ไม่ได้ ได้ ได้
      Scanning ** ไม่ได้ (ได้บางรุ่น) ****** ไม่ได้ ได้ ได้
      ความสว่าง ปานกลาง ดี ดีมาก ดีมาก
      สีสัน ปานกลาง ดี ดีมาก ดีที่สุด
      ระดับสีดำ ปานกลาง-ไม่ดี ดี ดีมาก ดีมาก
      อัตราการกินไฟ ปานกลาง ต่ำที่สุด ต่ำ ต่ำ
      ความบาง ปานกลาง บางที่สุด ปานกลาง ปานกลาง
      ระดับราคา ปานกลาง สูง สูงมาก สูงที่สุด
      ตัวอย่างยี่ห้อและรุ่น LCD TV ทั่วไป Samsung B6000 Philips PFL9704 Sony X450
      Samsung B7000 Samsung A950 Sharp XS1
      Sony ZX1 LG LX9500

      * Local Dimming คือ การเปิด/ปิดหลอดไฟเป็นกลุ่มๆ เช่นปิดไฟเฉพาะบริเวณที่เป็นฉากมืด เพื่อให้ Contrast ดีขึ้น และสีดำที่ดำสนิท
      ** Scanning คือการปิดและเปิดหลอดไฟอย่างรวดเร็วบริเวณพื้นที่ที่วัตถุในฉากเคลื่อนผ่าน เพื่อลดอาการ"ลาก"ซึ่งก่อให้เกิดอาการเบลอของภาพเคลื่อนไหว
      ****** ทีวีที่มีหลอด CCFL ที่สามารถทำ Scanning ได้อาทิเช่น LG LH50 และ Sony X450

      แล้วเลือกซื้อตัวไหนดีกว่ากันหละครับ ช่วยแนะนำหน่อย ???
      จริงๆทั้ง CCFL LCD TV, EDGE LED TV, Full LED TV, และ RGB LED TV ก็มีข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกันออกไปครับ รวมถึงระดับราคาที่สูงขึ้นไปตามความล้ำของเทคโนโลยี ทั้งนี้เรื่อง “ความคุ้มค่า” ในการเลือกซื้อนั้น อันที่ขึ้นอยู่กับความพอใจของเรามากกว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ หลายท่านคิดว่าซื้อ LCD TV ธรรมดาก็พอแล้ว ภาพก็ไม่ได้ด้อยกว่า LED TV ซักเท่าไหร่ เหลืองเงินไปซื้ออย่างอื่นได้อีก หรือบางท่านเห็นว่า LED TV ประหยัดไฟกว่าในระยะยาว น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่า หรือบางท่านต้องการทีวีที่ให้คุณภาพระดับเทพที่สุด โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคาก็อาจจะอัพไปเล่น RGB LED TV ตัวท็อปเลย ซื้อทีเดียว จ่ายทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลาและเสียเงินเสียทองหลายรอบครับ อย่างที่บอก “ความคุ้มค่า” มันขึ้นอยู่กับ “ความพอใจส่วนบุคคล”

      ทีมงาน LCDTVTHAILAND หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านในการเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซื้อทีวีครับ เพื่อนๆสามารถ Copy บทความนี้ไปโพสต์ลงเว็บอื่นหรือ Blog ก็ไม่ว่ากัน เพียงแค่ช่วย Credit เว็บ www.lcdtvthailand.com ให้เป็น credit ตอนต้นหรือตอนท้ายเท่านั้นเองนะครับ

      อ้างอิง http://www.lcdtvthailand.com/article...p?param_id=142

      เข้าไปดูในลิ้งเลยครับ มีรูปด้วย อิอิ

      Comment


      • #4
        อาการ built-in คืออะไรครับ งง มากมาย

        Comment


        • #5
          Originally posted by kps View Post
          อาการ built-in คืออะไรครับ งง มากมาย
          รอยด่างเวลาเปิดหน้าจอค้างไว้นานๆ ........ เวลาเปลี่ยนภาพ แล้วมันจะเป็นสีน้ำตาลทิ้งเอาไว่ เห็นเป็นรูปกันเลยทีเดียว

          Comment


          • #6
            Originally posted by eol View Post
            รอยด่างเวลาเปิดหน้าจอค้างไว้นานๆ ........ เวลาเปลี่ยนภาพ แล้วมันจะเป็นสีน้ำตาลทิ้งเอาไว่ เห็นเป็นรูปกันเลยทีเดียว
            ยังไม่กระจ่างเท่าไรอะครับ

            สีน้ำตาลค้างแล้วจะหายไหมละครับ

            หรือต้องปิดเปิดใหม่ถึงหาย

            Comment


            • #7
              ไม่หายนะ มันจะเป็นรอยจางๆ

              Comment


              • #8
                Originally posted by kps View Post
                ยังไม่กระจ่างเท่าไรอะครับ

                สีน้ำตาลค้างแล้วจะหายไหมละครับ

                หรือต้องปิดเปิดใหม่ถึงหาย
                ไม่หายครับมันจะเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเนื่องจากผิวของจอภาพถูกความร้อนจากแสง LED เผาจนไหม้ไปแล้ว

                Comment


                • #9
                  LED ก็เป็นเหมือนกันหรอครับ

                  Comment


                  • #10
                    เวปไหนที่ให้ความรู้ LCD TV เยอะบ้างครับ กำลังหาซื้ออยู่เลยตอนนี้

                    Comment


                    • #11
                      Originally posted by kps View Post
                      LED ก็เป็นเหมือนกันหรอครับ
                      ไม่เป็น LED คิดง่ายๆว่าสานต่อเทคโนโลยีที่LCD ทำไม่ได้รึได้ไม่ดีพอ

                      Comment


                      • #12
                        Originally posted by N_Pro View Post
                        ไม่หายครับมันจะเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเนื่องจากผิวของจอภาพถูกความร้อนจากแสง LED เผาจนไหม้ไปแล้ว
                        แล้วมันมีวิธีแก้ไหมละครับ

                        ศูนย์รับเคลมป่าวหนอ

                        Comment


                        • #13
                          เยี่ยม

                          Comment


                          • #14
                            สรุปง่ายๆเลยนะ ถ้าผมจะซื้อมาดู true + free tv + หนัง hidef นี่ควรเลือกตัวไหนครับ

                            Comment


                            • #15
                              ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ

                              Comment

                              Working...
                              X