Announcement

Collapse
No announcement yet.

มีการบ้านมาถามอ่ะคับ ตอบไม่ได้ช่วยที -*-

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • มีการบ้านมาถามอ่ะคับ ตอบไม่ได้ช่วยที -*-

    จารย์เค้าถามผมว่า
    1) เหตุใดการส่งข้อมูลแบบ Half-Duplex จึงมีการสูญเสียมากที่สุด ?
    ผมหาใน google แล้ว ส่วนใหญ่จะบรรยายมากกว่า แต่ไม่บอกข้อดี ข้อเสียต่างๆอ่ะคับ ทั้ง full , half และ Simplex
    2) FAT , Fat 32 , NTFS 3อย่างนี้ต่างกันอย่างไร ข้อดี/เสีย แต่ล่ะอย่าง

    ขอบคุณมากคร๊าบบ เพื่อนๆ ^^"

  • #2
    ขอตอบข้อ 2 นะครับ

    MS-DOS และ Windows 95 นั้นจะมีไฟล์ซิสเต็มเป็น FAT16 ส่วน Windows 98 นั้นจะเป็น FAT32 (FAT ย่อมาจาก File Allocation Table) แต่หากเป็น Windows NT ก็จะเป็น NTFS (NTFS ย่อมาจาก NT File System)... ถ้าหากมันแยกกันอยู่แบบนี้ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องงงอะไรกันมากมายครับ ต่างคนต่างใช้กันไป แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อตอน Windows 2000 ได้คลอดออกมาดูโลกภายนอกนี่สิครับ เพราะว่าเจ้าระบบปฏิบัติการรุ่นนี้มันดันใช้งานได้ทั้งไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT32 และ NTFS (Windows XP ล่าสุดนี่ก็เช่นกัน) พอมือใหม่ที่อยากลองของใหม่อย่าง Windows 2000 หรือ Windows XP ทำการติดตั้งแล้วเจอคำถามว่าจะ Format โดยใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบไหน FAT หรือ NTFS เข้าให้ ก็ต้องมานั่งคิดกันว่า แล้วอะไรมันดีกว่ากันล่ะ?!? FAT16

    เจ้า FAT16 เนี่ยเป็นไฟล์ซิสเต็มที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 หรือ 20 ปีเข้าไปแล้ว (ตั้งแต่สมัยผมอายุได้สองขวบปี) โดยความจริงแล้วเจ้า FAT16 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อจะใช้งานกับไฟล์ต่างๆ บนแผ่นดิสก์เก็ต (สำหรับน้องๆ รุ่นใหม่ อาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมื่อก่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไม่มีฮาร์ดดิสก์นะค
    รับ คุณของแบบนี้เมื่อก่อนนั้นแพงมาก สมัยผมเรียนอยู่ประถมปลาย มีวิชาคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง บูตด้วยแผ่นดิสก์แล้วไปดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ครับ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้งานระบบเครือข่าย แต่ว่าดันไม่เคยรู้ตัวเลยว่านั่นเป็นระบบเครือข่าย) แล้วต่อมาก็ได้มีการปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อที่จะให้มันใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ได้ และยังสามารถที่จะใช้งานกับชื่อของไฟล์ที่ยาวกว่าเมื่อก่อน (เมื่อก่อนระบบ FAT16 สามารถใช้งานกับไฟล์ที่มีชื่อยาวเพียง 8.3 ตัวอักษรเท่านั้น)... ข้อดีของไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT16 ก็คือ มันสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายได้ เช่น Windows 95, Windows 98, Windows ME, OS/2, Linux, และบางเวอร์ชันของ UNUX... แต่ว่า Windows NT ที่มีระบบไฟล์ซิสเต็มเป็น NTFS จะมองไม่เห็นครับ และในทางกลับกันระบบ FAT ก็จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น NTFS ไม่เห็นเช่นกัน... หลายคนคงอยากเถียงว่าตอนเล่นในห้องคอมพิวเตอร์ หรือที่บริษัท ก็ยังสามารถที่จะไปดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Windows NT หรือ 2000 ที่เป็น NTFS ได้เลย แถมเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ยังมาดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่เป็น FAT16 หรือ FAT32 ได้ด้วย... อันนี้ต้องทำความเข้าใจนะครับว่า ในรูปแบบของระบบเครือข่ายนั้น หากคุณไปดึงข้อมูลที่แชร์เอาไว้ในเครื่องอื่นๆ มันจะไม่สนใจหรอกครับ ว่าฮาร์ดดิสก์เครื่องนั้นมีไฟล์ซิสเต็มเป็นแบบไหน มันสนแค่ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกแชร์เอาไว้หรือไม่ และมีอยู่จริงหรือไม่ เท่านั้นเองครับ... แต่ปัญหาของ FAT16 ที่ทำให้มันต้องสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลาก็คือจำนวนสูงสุดของคลัสเตอร์ต่อพาร์ติชัน (Maximum number of clusters per partition) นั้นถูกกำหนดเอาไว้ตายตัว ดังนั้นเมื่อฮาร์ดดิสก์มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ว่าจำนวนคลัสเตอร์ยังเท่าเดิม ก็หมายความว่าขนาดของคลัสเตอร์ก็จะใหญ่ขึ้นตามด้วย อย่างในกรณีของฮาร์ดดิสก์ขนาด 2GB นั้นจะมีคลัสเตอร์ที่ใหญ่ถึง 32KB นั่นก็หมายความว่า ต่อให้เราพิมพ์เอกสารที่มีตัวอักษรเพียง 10 ตัว แต่ขนาดของไฟล์ก็จะมีขนาดถึง 32KB ซึ่งเป็นขนาดเล็กสุดของคลัสเตอร์ทีเดียว ซึ่งแสดงว่าระบบ FAT16 นั้นใช้งานพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ได้อย่างสิ้นเปลืองเอามากๆ ทีเดียว... นอกจากนี้ขีดจำกัดเรื่องขนาดสูงสุดของฮาร์ดดิสก์ที่มันรองรับได้ก็เป็นข้อเสียอีกเรื
    ่องหนึ่ง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับว่าระบบ FAT16 นั้นแรกเริ่มเดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อจะใช้งานกับแผ่นดิสก์ที่สมัยนั้นมีขนาดเพียง 1.44MB อย่างมาก ดังนั้นในยุคแรกๆ จึงมีปัญหาตามมาเมื่อระบบ FAT16 ใน MS-DOS ยุคแรกๆ สามารถรองรับฮาร์ดดิสก์ได้เพียง 32MB เท่านั้น!! แต่ก็ได้ถูกแก้ไขให้รองรับได้เป็น 128MB ต่อมาใน MS-DOS 4.0 และเรื่อยมาเป็น 2GB ในปัจจุบัน แต่ก็อย่างที่เห็นตอนนี้แหละนะครับ ว่าฮาร์ดดิสก์ขนาด 2GB นั้นหาซื้อไม่ได้แล้ว ขนาดผมจะไปเดินหาซื้อฮาร์ดดิสก์ขนาด 10.2GB ผมยังหาซื้อแทบไม่ได้เลย ในตลาดบ้านเราตอนนี้ผมว่า 20GB นี่ต่ำสุดแล้วครับ (และอีกไม่นานผมว่า 30GB นี่แหละ จะต่ำสุด) ดังนั้นตอนที่ไมโครซอฟต์ออก Windows 95 OSR2 ก็เลยภูมิใจเสนอ FAT32 ที่ใช้ข้อมูล 32 บิตในการอ้างอิงถึงที่อยู่ของคลัสเตอร์ (FAT16 ใช้เพียง 16 บิต) ทำให้สามารถที่จะมีจำนวนของคลัสเตอร์บนพาร์ติชันได้มากกว่า และสามารถแก้ปัญหาของ FAT16 ในบางเรื่องได้ครับ FAT32

    คุณระบบ FAT32 เนี่ย แรกเริ่มเดิมทีก็อย่างที่บอกไปเมื่อตะกี้ว่าออกมาพร้อมกับ Windows 95 OSR2 (Service Pack 2) และเป็นแค่เพียง FAT16 ที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้มีจำนวนคลัสเตอร์ต่อพาร์ติชันมากขึ้น ดังนั้นเลยมีความสามารถที่จะรองรับฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่สูงสุดได้ถึง 2TB (2000GB) ทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี มันก็แลกมากับการสูญเสียความสามารถในการใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายไปคร
    ับ... FAT16 และ FAT32 มีข้อด้อยเหมือนๆ กันอยู่เรื่อง ก็คือ มันไม่สนับสนุนการบีบอัดข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล และไม่มีฟีเจอร์ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการกำหนดสิทธิ์ในการเข้
    าถึงข้อมูลครับ NTFS

    NTFS หรือ NT File System นั้นชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าน่าจะเปิดตัวบนระบบปฏิบัติการ Windows NT แน่นอน เจ้า NTFS เนี่ยแตกต่างจาก FAT โดยสิ้นเชิงครับ มันมีทั้งความสามารถในการบีบอัดข้อมูลแบบไฟล์ต่อไฟล์ มีความสามารถในการกำหนดโควต้าการใช้งานพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ มีความสามารถในการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน และยังมีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลได้ด้วย ทว่าข้อเสียของ NTFS ในยุคของ Windows NT ก็คือมันไม่สามารถมองเห็นฮาร์ดดิสก์ที่เป็นไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ได้นั่นเอง และนั่นก็ทำให้มันไม่สามารถที่บูตด้วยแผ่นดิสก์แบบปกติได้ (เพราะว่าการบูตด้วยแผ่นดิสก์จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น FAT เห็นเท่านั้น แต่ปัญหาเรื่องของฮาร์ดดิสก์แบบ NTFS มองฮาร์ดดิสก์แบบ FAT ไม่เห็นได้หมดไปกับการปรากฏตัวของ Windows 2000 และ Windows XP ที่มีความสามารถในการสนับสนุนไฟล์ซิสเต็มทั้งแบบ FAT และ NTFS ทำให้ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP สามารถที่จะมองฮาร์ดดิสก์ทั้งแบบ NTFS และ FAT เห็นหมดเลย เฮ... นอกจากนี้ คุณอาจจะเลือกที่จะติดตั้ง Windows 2000 หรือ Windows XP บนไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยน (Convert) มาเป็น NTFS ทีหลังก็ได้ด้วยคำสั่ง convert /fs:ntfs ที่ Command Prompt ครับ เพียงแต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า เมื่อเปลี่ยนมาใช้ NTFS แล้วจะเปลี่ยนกลับไปใช้ FAT ไม่ได้แล้วนะครับ แล้วผมควรจะใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบไหนดี?!?

    ถ้าจะให้ฟันธงไปเลย ผมอยากบอกว่าไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS นั้นดีกว่าแบบ FAT มากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณต้องการที่จะเก็บรักษาข้อมูลของคุณเอาไว้เป็นความลับ ดังนั้นหากเป็นไปได้แล้ว คุณควรจะเลือกใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS มากกว่าครับ อย่าไปหลงเชื่อใครว่าไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS นั้นไม่สามารถเล่นเกมได้ หรือเล่นได้แต่ก็ไม่ดีเท่า FAT นะครับ ไม่เกี่ยวกันเลยแม้แต่น้อยครับ มันอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ และระบบปฏิบัติการที่คุณติดตั้งมากกว่า... กรณีเดียวที่คุณควรจะใช้งานไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ก็คือในกรณีที่คุณติดตั้งระบบปฏิบัติการมากกว่าสองระบบ เช่น Windows 98 หรือ Windows ME ควบคู่กับ Windows 2000 (หวังว่าคงไม่มีใครจะโชว์พาวเวอร์ด้วยการติดตั้ง Windows 2000 ร่วมกับ Windows XP นะครับ ผมว่ามันสิ้นเปลืองฮาร์ดดิสก์โดยเปล่าประโยชน์จริงๆ)

    CREADIT: zealkung

    เอามาจากอันนี้อ่า http://www.ipbsecret.com/webboard/in...?showtopic=753

    Comment


    • #3
      เอาซะยาวเลย เหอๆ

      Comment


      • #4
        เคยอ่านหนังสือมาแต่ลืมหมดแล้วอะ อิอิอิ

        จำได้ว่าไอ้ Plexๆ พวกนี้มันคือ กระบวนการส่งข้อมูลใช่มะครับ
        Sim เป็นการส่งอย่างเดียว
        ครึ่ง เป็นการส่ง-รับ แต่ได้แค่เส้นทางเดียว
        เต็ม ก็คือการรับส่งได้พร้อมกัน

        เรื่องการสูญเสียข้อมูลเป็นเรื่องของสื่อตัวนำมากกว่าครับ กระบวนการสื่อสารไม่เกี่ยวหรอกมั้ง
        ดังนั้นเรื่องที่จะเสียก็คือ เวลาไงละครับ
        ซิม มันส่งอย่างเดียว ไม่มีเวลาสูญเปล่าอยู่แล้ว
        เต็ม มันส่ง-รับได้ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่เสีย
        ครึ่ง เสียสิครับ มันต้องมีการรอข้อมูลของอีกฝ่ายถึงจะทำการตอบโต้ได้ ทำให้เกิดการเสียเวลาเปล่าๆขึ้นมา

        ข้อดี-เสีย
        ซิม ดีตรง กระจายข้อมูลง่ายและกว้างแบบ วิทยุโทรทัศน์ ไง เสียก็ มันตอบโต้ไม่ได้
        ครึ่ง น่าจะเป็นเรื่องการควบคุมเส้นทางของข้อมูลครับ เพราะบังคับให้มีการส่งข้อมูลในทิศเดียว จึงไม่มีการชนกันของข้อมูล เสียก็เหมือนข้างบน เสียเวลา ตอบโต้ทันทีไม่ได้
        เต็ม ก็เรื่องการชนกันของข้อมูล การควบคุมเส้นทางสื่อสารยุ่งกว่า ดีก็คือ ตอบโต้ได้พร้อมกัน

        เอ๊ะ ถูกไหมนะ เบลอๆ กรั่กๆๆ รอท่านอื่นดีกว่าอย่าเชื่อผม ผมเมา อิอิอิ

        Comment


        • #5
          fat(16)
          ขนาดคลัสเตอร์ ไม่เกิน 32 k
          ขนาดไฟล์ ไม่เกิน 2 g
          จำนวนไฟล์ในโฟลเดอร์ ไม่เกิน 1000
          จำนวนไฟล์ใน root ไม่เกิน 512
          จำนวนตัวอักษรในชื่อไฟล์ไม่เกิน 8

          fat32
          ขนาดคลัสเตอร์ ไม่เกิน 64k
          ขนาดไฟล์ ไม่เกิน 4 g
          จำนวนไฟล์ในโฟลเดอร์ ไม่จำกัด
          จำนวนไฟล์ใน root ไม่จำกัด
          จำนวนตัวอักษรในชื่อไฟล์ไม่เกิน 255

          ntfs
          ขนาดคลัสเตอร์ ไม่เกิน 64 k
          ขนาดไฟล์ ไม่เกิน 16Tb
          จำนวนไฟล์ในโฟลเดอร์ ไม่จำกัด
          จำนวนไฟล์ใน root ไมจำกัด
          จำนวนตัวอักษรในชื่อไฟล์ไม่เกิน 255
          +เข้ารหัสข้อมูลได้
          +บีบอัดข้อมูลได้
          +กำหนดสิทธิการใช้งานได้

          อ้างอิง chip magazine เดือน พฤษภาคม 2551 หน้า26-27 เรื่อง exFAT ระบบไฟล์แห่งอนาคต

          เพิ่มเติม ขนาด cluster เล็กสุดของ fat จะใหญ่กว่าของ fat 32 ทำให้ fat32 เวลาจัดเก็บไฟล์แล้วจะมีพื้นที่สูญเสียน้อยลง (ของntfs กะfat32 จะเท่ากันรึไงนี่แหละจำไม่ได้)

          ้half duplex จำไม่ได้ ไม่แน่ใจคำถามด้วย ถาม loss เหรอ
          Last edited by cdap; 15 Jun 2008, 22:33:54.

          Comment


          • #6
            สุดยอดน้ำใจ

            Comment


            • #7
              หามาจากที่อื่น

              Half-duplex data transmission means that data can be transmitted in both directions on a signal carrier, but not at the same time. For example, on a local area network using a technology that has half-duplex transmission, one workstation can send data on the line and then immediately receive data on the line from the same direction in which data was just transmitted. Like full-duplex transmission, half-duplex transmission implies a bidirectional line (one that can carry data in both directions).

              ประมาณว่า เป็นการใช้สายสัญญาณเพียงชุดเดียว ส่งข้อมูลได้ทั้งไปและกลับ แต่ได้ไม่พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน

              Full-duplex data transmission means that data can be transmitted in both directions on a signal carrier at the same time. For example, on a local area network with a technology that has full-duplex transmission, one workstation can be sending data on the line while another workstation is receiving data. Full-duplex transmission necessarily implies a bidirectional line (one that can move data in both directions).

              ประมาณว่า เป็นการใช้สายสัญญาณเพียงชุดเดียว ส่งข้อมูลได้ทั้งไปและกลับ แต่คราวนี้ได้พร้อมๆกัน ในเวลาเดียวกัน

              Comment


              • #8
                Originally posted by cdap View Post
                half duplex จำไม่ได้ ไม่แน่ใจคำถามถ้วย ถาม loss เหรอ
                ช่ายคับ ถามข้อเสียของมันว่ามีข้อเสียอะไรอ่ะคับ

                Comment


                • #9
                  โอ้ววว ยาวได้ จัย ^^

                  Comment


                  • #10
                    Simple = วิทยุ, โทรทัศน์
                    Half = วิทยุสื่อสาร แบบ วอ 1, วอ 2
                    Full = โทรศัพท์

                    ข้อเสียของ Half duplex ก็ประมาณว่า อีกฝ่ายต้องรอให้ฝ่ายแรกส่งข้อมูลเสร็จก่อน ถึงจะทำการต่อกลับได้ประมาณนี้อ่ะครับ คือต้องรอกัน

                    Comment


                    • #11
                      Originally posted by Fon589 View Post
                      ช่ายคับ ถามข้อเสียของมันว่ามีข้อเสียอะไรอ่ะคับ
                      ข้อเสียคือสมมุติสายสัญญาณเราสามารถรองรับ BW ค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากมันส่งหรือรับได้แค่อย่างเดียว ณ. เวลาหนึ่งๆ ทำให้บ้างที่ผมอาจจะส่ง/รับไม่เต็ม BW จึงทำให้เกิดการ loss ครับ เพราะ Utilization สำหรับการใช้ BW ไม่ 100% เช่นผมอาจจะส่งหรือรับแค่เพียง 10% ของ BW ทำให้ผมสูญเสียอีก 90% เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย

                      Comment


                      • #12
                        ถ้าถามข้อเสีย half duplex
                        ก็ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับ full duplex
                        ถ้าถาม loss ก็น่าจะเป็นเรื่อง การชนกันของข้อมูล(รึเปล่าเดาเอา)
                        rep ข้างบนมีข้อมูลเพียบสรุปเอาเองละกัน

                        Comment


                        • #13
                          ตามที่คุณ asphere ว่ามันก็เป็นอีกข้อหนึ่งเลยครับ

                          Comment


                          • #14
                            ขอบคุณมากๆคร๊าบบ เพื่อนๆ
                            สรุปคือ เป็นการส่งข้อมูลทางเดียว อีกฝ่ายรับ อีกฝ่ายส่ง ซึ่งไม่สามารถพูดคุยพร้อมกันได้เหมือนโทรศัพท์ เช่น วอตำรวจ

                            แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่า loss ที่ว่าทำไมการส่งแบบ half ถึงเป็นการส่งที่มีการสูญเสียมากที่สุด ยกตัวอย่างให้ทีอ่ะคับ - -"

                            Comment


                            • #15
                              Originally posted by Fon589 View Post
                              ขอบคุณมากๆคร๊าบบ เพื่อนๆ
                              สรุปคือ เป็นการส่งข้อมูลทางเดียว อีกฝ่ายรับ อีกฝ่ายส่ง ซึ่งไม่สามารถพูดคุยพร้อมกันได้เหมือนโทรศัพท์ เช่น วอตำรวจ

                              แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่า loss ที่ว่าทำไมการส่งแบบ half ถึงเป็นการส่งที่มีการสูญเสียมากที่สุด ยกตัวอย่างให้ทีอ่ะคับ - -"
                              ตามที่คุณ asphere ว่ามา ข้อนึงคือมันทำให้เกิดการสูญเสียแบนวิธไปเปล่าๆครับ
                              เช่นเรามีสายที่รองรับการส่งข้อมูลได้ 100หน่วย
                              แล้วทำการสื่อสารด้วยวิธีแบบ Half
                              แล้วส่งข้อมูลไปได้ 50 หน่วยทั้งๆที่สายมันส่งได้ 100
                              ตรงนี้คือเสียไปแล้วเปล่าๆ 50
                              ถ้าเป็นแบบ Full อีกฝ่ายก็ส่งมาได้ด้วยทำให้ แบนวิธของสายสัญญาณที่เหลือตรงนี้ไม่สูญเปล่าหรือสูญเปล่าน้อยลง

                              ผมอธิบายถูกป่าวครับ คุณ asphere

                              Comment

                              Working...
                              X