Announcement

Collapse
No announcement yet.

ชาวAMD คิดไงกับข่าวนี้

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • ชาวAMD คิดไงกับข่าวนี้

    เรื่องจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า อย่าชะล่าใจ เพราะเป็น 1 ใน 15 ข้อของสนธิสัญญาการบริหารเครือข่ายโทรคมนาคมของโลก หรือ อินเทอร์เน็ต เทเลคอมมูนิเคชั่น เร็ก
    กูเรชั่น (Internet Telecommunication Regulation : ITR) ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้มีการตกลงให้แก้ไขเนื้อหาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ.2553) โดยปลายเดือน ธ.ค.2555 ประเทศสมาชิกของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ราว 180 ประเทศจะมีการลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ระหว่างการประชุมด้านโทรคมนาคมซึ่งไอทียูจัดขึ้นที่ประเทศดูไบ

    น.ส.ดวงทิพย์ โฉมปรางค์ ผู้บริหาร อินเทอร์เน็ต โซไซตี้ ประเทศไทย (ไอซอก) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิก ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานอินเทอร์เน็ตโลก กล่าวถึงเนื้อหาของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ตกลงให้มีการแก้ไข ว่า เกือบ 2 ปีของการแก้ไขเนื้อหา พบว่ามี 10 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่เสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย อิหร่าน มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งมีทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่แก้ไข ซึ่งประเทศไทยหน่วยงานที่ดูแลยังไม่แสดงท่าทีต่อประเด็นดังกล่าว

    สำหรับเนื้อหาของสนธิสัญญาที่แก้ไขจาก 15 ข้อ มี 6 ข้อที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ได้แก่ 1. ความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต 2. การใช้ทรัพยากรเลขหมายในทางที่ผิด 3. การกำหนดนิยามเรื่องบริการโทรคมนาคม 4. ระบุตัวตนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและประวัติการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต 5. คุณภาพบริการ และ 6. ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย

    น.ส.ดวงทิพย์ ยกตัวอย่างขอบเขตสนธิสัญญาที่แก้ไข ว่า หนึ่งในเรื่องที่แก้ไขเนื้อหา คือการใช้อินเทอร์เน็ต โพรโตคอล แอดเดรส (ไอพี แอดเดรส) ซึ่งระบุว่าประเทศสมาชิกต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่งในการคิดค่าบริการจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยไอพี แอดเดรส ซึ่งเป็นความพยายามที่จะจัดเก็บค่าบริการจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้ง และเก็บเงินทุกครั้งที่เข้าสู่ข้อมูลต่าง ๆ โดยเก็บเงินทั้งจากผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ เป็นการแก้เนื้อหาโดยอิงรูปแบบการเก็บค่าบริการจากรูปแบบการคิดค่าบริการของโทรศัพท์มือถือ

    ?ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเนื้อหาสนธิสัญญานี้ คือ เมื่อไหร่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและคลิกเข้าไปยังเนื้อหา หรือข้อมูลต่าง ๆ ผู้ใช้งานจะถูกเก็บค่าบริการ ซึ่งเป็นผลเสียกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่โปรโมตสินค้าและห้องพักทางอินเทอร์เน็ตเพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาซึ่งต้องจ่ายค่าบริการจากการนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ ขณะที่นักเรียน นักศึกษาก็ต้องจ่ายค่าบริการจากการคลิกดูเนื้อหา?

    นอกจากนี้ น.ส.ดวงทิพย์ กล่าวว่า เนื้อหาของสนธิสัญญาที่แก้ไขเปลี่ยนเป็นแบบบังคับใช้ แทนการเลือกยอมรับเฉพาะกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมกับประเทศตนเอง ทำให้การลงนามในสนธิสัญญาเป็นการผูกมัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งที่ไม่เหมาะสมกับประเทศตนเอง

    ต่อข้อถามที่ว่า เมื่อเนื้อหาของสนธิสัญญาที่แก้ไขไม่เหมาะสมกับประเทศไทยแล้วประเทศไทยจะมีทางออกอย่างไร น.ส.ดวงทิพย์ กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ที่มีอำนาจลงนามในสนธิสัญญาต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อเนื้อหาในสนธิสัญญาที่แก้ไข เนื่องจากระหว่างวันที่ 3-14 ธ.ค. 2555 เป็นเวลาที่อยู่ในกระบวนการต่อรองสนธิสัญญา หากมี 25% ของประเทศที่เป็นสมาชิกไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของสนธิสัญญา ต้องนำสนธิสัญญาที่แก้ไขมาพิจารณาใหม่ แต่ถ้าประเทศสมาชิกเห็นด้วย 100% ก็จะมีการลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าวช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2555 ดังนั้นประเทศไทยต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และหากประเทศไทยไม่ลงนามในสนธิสัญญาก็จะถูกบล็อกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากอีก 179 ประเทศที่เป็นสมาชิกไอทียู.

    เอกชนวอน กสทช.-ไอซีที แสดงจุดยืนชัดเจน

    เป็นเรื่องแปลกที่การแก้ไขเนื้อหาของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่จะส่งผลกระทบคนไทยกลับยังไม่มีข่าวออกจากหน่วยงานที่จะจดปากกาลงนามในสัญญา

    ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ (เอทีซีไอ) กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ในขณะที่ประเทศจีนใหญ่กว่ามาก ถ้าต้องจ่ายเงินในการคลิกเข้าดูข้อมูลและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้ง ประเทศไทยคงแย่ และจะทำให้เกิดการชะงักในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของทุกคน ที่สำคัญไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนคิดค่าบริการในการคลิกเข้าดูข้อมูล และค่าบริการในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในแต่ละครั้ง

    นายบุญรักษ์ สรัคคานนท์ กรรมการสมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ (เอทีซีไอ) กล่าวว่า หากประเทศไทยต้องเข้าสู่การจ่ายเงินทุกครั้งที่เข้าดูเนื้อหาออนไลน์และจ่ายเงินทุกครั้งที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แล้วแท็บเล็ต ป.1 ที่รัฐบาลแจกให้กับเด็ก ป.1 ประมาณ 1 ล้านคน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายให้ และโครงการแท็บเล็ต ป.1 ที่แจกให้เด็ก ๆ ก็จะไม่มีความหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจหากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้อีกก็คงรับไม่ไหว และจะส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชนทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 24 ล้านคน

  • #2
    ใครเป็นคนคิด..?
    ใครเป็นเจ้าของกองทุน..?
    เงินจะไปอยู่ที่ใคร..?
    เอาเงินไปบริหารอะไร..?
    ได้ประโยชน์อะไรจากการเรียกเก็บ..?
    แล้วที่จ่ายรายเดือนอินเตอร์เน็ตล่ะ..?

    สรุป...ไร้สาระ

    Comment


    • #3
      Originally posted by YoYO..!! View Post
      ใครเป็นคนคิด..?
      ใครเป็นเจ้าของกองทุน..?
      เงินจะไปอยู่ที่ใคร..?
      เอาเงินไปบริหารอะไร..?
      ได้ประโยชน์อะไรจากการเรียกเก็บ..?
      แล้วที่จ่ายรายเดือนอินเตอร์เน็ตล่ะ..?

      สรุป...ไร้สาระ
      จบป่ะ!!! (ขอเสริม)

      Comment


      • #4
        Originally posted by YoYO..!! View Post
        ใครเป็นคนคิด..? << นายทุนข้ามชาติ
        ใครเป็นเจ้าของกองทุน..? << นายทุนข้ามชาติ
        เงินจะไปอยู่ที่ใคร..? << นายทุนข้ามชาติ
        เอาเงินไปบริหารอะไร..? << เสพสุข
        ได้ประโยชน์อะไรจากการเรียกเก็บ..? << ได้งบเพิ่ม
        แล้วที่จ่ายรายเดือนอินเตอร์เน็ตล่ะ..? << (กู)ไม่สน

        สรุป...ไร้สาระ << สิ้นดี
        ข่าวดูไร้สาระนะ จ่ายตังค์ดูเนื้อหาทั้งๆที่โฆษณาเพียบAdล้านแปด

        ค่าเน็ตที่จ่ายอยู่ทุกวันนี้หละมันไปไหน(ทั้งแบบรายข้อมูลและรายเดือน)

        ถ้ามีผม เชื่อว่าคงเป็นจุดเริ่มแห่งการจบสิ้นของ "Internet" ที่เรารู้จัก

        google Facebook ตายเป็นพวกแรกๆ
        Last edited by Parona; 26 Oct 2012, 02:24:40.

        Comment


        • #5
          ผมคงต้องบริหารสมอง เชื่อมต่อข้อมูลด้วยพลังจิตแล้ว ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้น เรื่องความปลอดภัยมันก็โอเคอยู่ แต่จะเรียกเก็บเงินทุกครั้งที่เข้าถึงข้อมูล ผลประโยชน์มันจะไปตกที่ตรงไหน แล้วจะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อปัจจุบัน มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาอะไรเลย

          Comment


          • #6
            เปิดเว็บขึ้นมาเว็บนึง ก็จ่ายเงินกันหัวบานล่ะคับพี่น้อง

            คนคิดก็คิดได้

            Comment


            • #7
              ผมอ่านดูไม่รู้ข่าวนี้จริงแค่ไหน

              ถ้าจริง แล้วเงินที่เราจ่ายค่าเน็ตทุกเดือนเราควรจะเสียหรือไม่? ถ้าในอนาคต เสียค่าเน็ตให้ผู้บริการยังไม่พอ ยังต้องไปเสีย ค่าคลิกเข้าเวปไซต์แต่ละเวปไซต์อีก
              ผมว่าถ้าข่าวนี้เป็นจริง อนาคต เราต้องคลิกเข้าไปในเวปหนึ่งครั้งเสียหนึ่งบาท หรือเสียกี่บาทก็แล้วแต่ ตามที่คลิก1ครั้ง ผมว่า คนไทยคงเลิกเล่นอินเตอร์เน็ตกันไปเยอะเลย แล้วก็คงยกเลิกเนตกันเป็นแถว
              เพราะความเป็นจริงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้มีรายได้สูงมากนัก โอเค มีคนมีตังค์พร้อมที่จะจ่ายส่วนนี้ แต่ถ้าต้องคลิกเข้าเวปอะไรไปเพื่อเสีย1บาทต่อหนึ่งครั้งเป็นอย่างต่ำก็ตาม ผมว่ามันมากไปและเยอะไป

              นี่ยังไม่ต้องพูดถึงวิธีการจ่ายเงิน ในการคลิก เงินจะไปอยู่ที่ใคร คล้ายๆกับคำถามที่ข้างบนถามไป
              อีกอย่าง ผมคิดว่า ถ้าข่าวนี้จริง มาตรฐานนี้ก็ใช้ไม่ได้ในประเทศไทยครับ มันยังอีกไกล
              แถมเก็บทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ เรียกว่า คนที่คิดทำธุรกิจระดับเริ่มต้นไม่ได้เกิดกันเลยทีเดียว คนที่อยากมีเนตใช้แต่ไม่ได้มีเงินเยอะก็ปวดกบาล กันเลยทีเดียว
              ซึ่งดูแนวโน้มแล้ว อาจใช้ในประเทศที่มีรายได้สูง พัฒนาแล้วก็อาจทำได้
              แต่ใช้ในประเทศไทย ผมคิดว่า"ทำไม่ได้แน่นอน100เปอร์เซ็นต์"

              Comment


              • #8
                คิดว่าปัญญาอ่อน และคงไม่จริงครับ

                Comment


                • #9
                  เจ๊งแน่นอนครับ แต่เราก็เปิดโฮสเถื่อน local ดิครับ ในประเทสได้อยู่แล้วใช่ป่ะ ต่อไปก็เป็น internet แบบพอเพียงไง

                  Comment

                  Working...
                  X