Announcement

Collapse
No announcement yet.

พอดีต้องทำรายงาน เรื่อง RAM ครับ อย่ากทราบ ข้อดี / ข้อเสีย รบกวนผู้รู้ช่วยอธิบายทีคับ

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • พอดีต้องทำรายงาน เรื่อง RAM ครับ อย่ากทราบ ข้อดี / ข้อเสีย รบกวนผู้รู้ช่วยอธิบายทีคับ

    พอดีต้องทำรายงาน เรื่อง RAM ครับ อย่ากทราบ ข้อดี / ข้อเสีย รบกวนผู้รู้ช่วยอธิบายทีคับ

    ขอบคุณมากครับ

  • #2
    ข้อดีข้อเสียของแรม ??? ยังไงครับ ยี่ห้อ ความจุ ความเร็ว หรืออะไร

    Comment


    • #3
      เย้.... ท่านโอ้เสต๊กกลับมาแล้ว หายไปใหนตั้งเกือบปีละท่าน เหอะๆๆๆ

      Comment


      • #4
        Originally posted by eXzato View Post
        ข้อดีข้อเสียของแรม ??? ยังไงครับ ยี่ห้อ ความจุ ความเร็ว หรืออะไร
        ข้อเสียเกี่ยวกับความสามารถ+หลักการทำงาน

        ขอบคุณครับ

        Comment


        • #5
          ขอรายละเอียดเพิ่มก็ดีนะครับ คำถามไม่ชัดเจน
          -หลักการทำงานไม่น่าจะยาก มีผู้รู้หลายคน
          -ข้อดี/ข้อเสีย อันนี้คงต้องมีตัวเปรียบเทียบด้วยถึงจะบอกได้ เช่น บอกข้อเสียของรถยนต์ จะหมายถึงเทียบกับยานพาหนะชนิดอื่นหรือเทียบระหว่างรถหลายรุ่นก็ได้ถ้าถามไม่ชัด

          Comment


          • #6
            google เอาสิท่าน เพียบ

            ถ้าถามการบ้านแบบนี้ใน pantip รับรองเละ

            Comment


            • #7
              ฝากด้วยคนครับ

              ผม จะซื้อ แรม ที่ ลาก ได้ไกล ถึง บัส 2800

              มีตัวไหนมั่งแนะนำทีครับ

              Comment


              • #8
                แรม (Ram) คืออะไร ?
                RAM ย่อมาจาก (Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น หน่วยความจำ ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้ เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า มาเลี้ยง ข้อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจำชนิดจะหายไปทันที หน่วยความจำแรม ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนำออกข้อมูล (Output) โดยที่เนื้อที่ของหน่วยความจำหลักแบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
                1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่อไป
                2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล
                3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ
                4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสั่งให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ
                แรม (RAM)
                RAM ย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็นหน่วยความจำของระบบ มีหน้าที่รับข้อมูลเพื่อส่งไปให้ CPU ประมวลผลจะต้องมีไฟเข้า Module ของ RAM ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็น chip ที่เป็น IC ตัวเล็กๆ ถูก pack อยู่บนแผงวงจร หรือ Circuit Board เป็น module
                เทคโนโลยีของหน่วยความจำมีหลักการที่แตกแยกกันอย่างชัดเจน 2 เทคโนโลยี คือหน่วยความจำแบบ DDR หรือ Double Data Rate (DDR-SDRAM, DDR-SGRAM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากเทคโนโลยีของหน่วยความจำแบบ SDRAM และ SGRAM และอีกหนึ่งคือหน่วยความจำแบบ Rambus ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่มีแนวคิดบางส่วนต่างออกไปจากแบบอื่น


                การทำงานของแรม

                จากภาพนะครับ
                แรมจะเป็นตัวกลางระหว่าง Storage กับ CPU ซึ่ง แรมจะทำหน้าที่ คอยรับงานและส่งไปยัง CPU (หน่วยประมวลผล)
                และกักเก็บส่วนที่รอรับงานเช่นกัน เมื่อประมวลผมเสร็จก็จะแสดงผล ผ่าน output ประเภทต่างๆ ตามแต่งาน.
                และจากรูปยังแสดงให้เห็นถึง ลำดับ ความเร็ว ของการส่งข้อมูล โดยที่ บนสุด Register เร็วสุด และ cahce (สองตัวนี้ที่เร็วเพราะจัดอยู่ใน CPU) เรียงมาด้วย แรม และ หน่วยความจำสำรอง.
                (ลืมเครดิตครับ ขออภัย)


                ค่า CL ของRam
                เป็น Timings ครับ กล่าวคือ เป็นการจับเวลาว่า Chip หน่วยความจำใช้เวลาในการทำงานบางอย่างมากน้อยแค่ไหน เรียกกันว่า

                "ค่าหน่วงเวลา" ครับ ซึ่งหลายๆ คน คงเคยเห็นกันมาบ้าง แต่ก็แค่ ได้เห็น แล้วก็ผ่านๆ ไป ในค่าหน่วงเวลานี้ ตัวสำคัญที่สุด น่าจะ

                เป็นค่า CAS Latency (CL > Access Time) > ค่านี้ใช้บอกว่า RAM ต้องใช้ สัญญาณนาฬิกา กี่รอบกว่าจะอ่านข้อมูลเสร็จ

                แล้ว "ส่งต่อ" ให้ CPU ได้ หาก RAM แสดงค่า CL4 ก็จะหมายถึงว่า ต้องใช้ 4 สัญญาณนาฬิกา (รอบ) เพราะฉะนั้น

                จะกี่รอบก็แล้วแต่ ถ้าท่านอยากทราบ ก็ให้ดูตัวเลข ที่ต่อท้าย นั่นแหละครับ จำนวนรอบ (ยิ่งรอบน้อย ยิ่งเร็ว) ครับ

                พวกนี้เป็นค่า "Latency" นั่นเอง ครับ ส่วนอื่นๆ ก็ลองอ่านตามด้านล่างนี้ครับ (ค่าอื่นๆ)

                - CL > CAS Latency ค่าหน่วงเวลาที่ CPU "ต้องรอ" RAM อ่านข้อมูล ที่ CPU ได้ร้องขอไป

                - tRCD > RAS to CAS Delay เป็นค่าหน่วงเวลาระหว่างการส่งสัญญาณบอกตำแหน่งแถว (RAS) และบอกตำแหน่ง คอลัมน์

                (CAS) เพื่อไปเอาข้อมูลซึ่งถูกเก็บในแบบ เมตทริกซ์

                - tRP > RAS Recharge เป็นค่าหน่วงเวลาเพื่อรอการ Refresh หน่วยความจำ ก่อนจะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง

                - tRAS > RAS Active Time ค่าหน่วงเวลาที่ RAM ใช้ในการหาตำแหน่งของแถว ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อต้องเข้าถึง "ข้อมูลใหม่"

                โดย ปกติ แล้ว ใน Bios จะกำหนดค่า Latency เริ่มต้นมาเป็น Auto ซึ่งมันจะหาค่าที่ ต่ำที่สุด แล้วเครื่องยังสามารถ ทำงาน

                ได้เป็นปกติ ส่วนจะปรับเปลี่ยนเองก็ได้ เพียงเลือกไปที่ หมวด Manual แต่ที่สำคัญที่สุดคือ Motherboard ที่ท่านใช้อยู่

                ยอมให้เปลี่ยนหรือไม่ ก็ต้องเป็นรุ่นๆ ไป ครับ

                จากคุณ : river no return (Smithfield) - [ 1 มี.ค. 52 0412 ]


                BUS คืออะไร.? มาทำความเข้าใจกันครับ

                เราเริ่มมองที่ความหมายของคำว่า BUS ก่อน สำหรับความหมายของคำว่า BUS ในภาษาอังกฤษก็คือ รถเมล์ หรือ รถบัส นั่นเอง

                แล้ว วัตถุประสงค์ในการใช้ BUS ละ แน่นอน ย่อมหมายถึงการใช้สำหรับการขนส่งสิ่งที่ต้องการขนส่งจำนวนมากๆ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยนัยแล้ว สิ่งที่ขนส่งก็คือ " คน " ปริมาณมากๆ ในคราวเดียวกัน.

                แล้ว BUS มาเกี่ยวข้องกับ ระบบคอมพิวเตอร์ ได้อย่างไร.?

                ความ หมายนี้ เป็นอย่างเดียวกัน คือใช้สำหรับขนส่งสิ่งที่ต้องการขนส่งจากจุดหนึ่ง ไปยัง อีกจุดหนึ่ง โดยนัยแล้ว สิ่งที่ขนส่งก็คือ " สัญญานไฟฟ้า " หรือ เรียกง่ายๆ ว่า " ข้อมูล " นั่นเอง.

                แล้ว BUS ในระบบคอมพิวเตอร์ หน้าตามันเป็นอย่างไร ?

                ก็ เมื่อ BUS มีหน้าที่ในการขนส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็คือสัญญานไฟฟ้าในระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้น BUS ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราๆ ก็คือ เส้นโลหะตัวนำสัญญานไฟฟ้ามักเป็น " ทองแดง " ที่อยู่บนแผ่นวงจรพิมพ์ต่างๆ เช่น Mainboard เป็นต้น ที่เราเห็นเป็นลายเส้น เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เป็นแถบๆ หลายๆ เส้น บ้าง หรือ เป็นเส้นเดี่ยวๆ บ้าง และ BUS มีการทำงานที่สลับซับซ้อนพอสมควรจึงมักเรียกว่า " ระบบบัส " หรือ " BUS SYSTEM "

                แล้ว BUS แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ?

                โดยทั่วไป ระบบบัส ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท กล่าวคือ

                1. ADDRESS BUS คือ ระบบบัสที่ใช้สำหรับแจ้งตำแหน่งหรือ ระบุตำแหน่งที่อยู่ ในระบบคอมพิวเตอร์

                2. CONTROL BUS คือ ระบบบัสที่ใช้สำหรับส่งการควบคุม ไปยังส่วนต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์

                3. DATA BUS คือ ระบบบัสที่ใช้สำหรับการส่งข้อมูลไปยังตำแหน่งที่ระบุโดย Address bus และ ถูกควบคุมโดย Control bus

                หมาย เหตุ : แล้ว FSB : Front Side Bus คืออะไร ? คำว่า Front Side Bus หรือ FSB เป็นคำที่ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้สำหรับการกำหนดความเร็วในการทำงานระหว่าง CPU กับ RAM โดยตรง ซึ่งโดยปกติการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์นั้น CPU จะทำงานโดยอาศัยหน่วยความจำ ( RAM ) เป็นเสมือนหนึ่ง " โต๊ะทำงาน " และ " ถังพักข้อมูล " ในการทำงาน เมื่อ CPU มีความเร็วในการทำงานที่สูง เมื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยตรงกับ หน่วยความจำที่เป็น RAM จึงแทบไม่ต้องอยู่ในสถานะที่รอคอย ( Wait State ) ข้อมูลในการทำงานมากเหมือนการติดต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ดังนั้นจึงมีการออกแบบและกำหนดสถาปัตยกรรมของการเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำ ( RAM ) เพื่อความรวดเร็วในการทำงานระหว่าง CPU กับ RAM โดยตรงให้มีความเร็วที่สูงที่สุดเท่าที่ หน่วยความจำนั้นๆ จะตอบสนองการทำงานได้ จึงได้เห็นหน่วยความจำที่มีความเร็วขนาดต่างๆ เช่น FSB266 , FSB333 , FSB400 , FSB533 , FSB667 , FSB800 , FSB1066 เป็นต้น โดยการเลือกความเร็วระดับต่างๆ จำเป็นต้องสอดคล้องกับ CPU ที่ใช้ และ Mainboard ที่ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบคอมพิวเตอร์ในด้านความเร็วในการประมวลผล และ คุณจะสังเกตุเห็นได้ว่า Socket สำหรับติดตั้ง หน่วยความจำ ( RAM ) บนเมนบอร์ดนั้นจะอยู่ใกล้กับ CPU มาก และ จาก CPU จะมีช่องทางการต่อเชื่อมถึงหน่วยความจำ ( RAM ) โดยผ่านเส้นลวดตัวนำสัญญานที่สั้นมากนั่นเอง

                แล้ว BUS ทำงานอย่างไร ?

                เมื่อ BUS เป็นเส้นทางการส่งข้อมูลที่เป็นสัญญานไฟฟ้าในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา ดังนั้นก็จะมี วงจร สำหรับควบคุมการทำงานของระบบ BUS เรียกว่า BUS Controller ซึ่งในอดีต มี Chip IC ที่ทำหน้าที่นี้โดยตรงแยกออกไป ในปัจจุบัน ได้มีการ รวมวงจรควบคุม BUS นี้เข้าไว้ใน North Bridge Chip โดยที่วงจรควบคุมระบบ BUS นี้จะทำหน้าที่ จัดช่องสัญญานประเภทต่างๆให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ บนเมนบอร์ดให้กับอุปกรณ์ที่ร้องขอใช้งาน เช่น CPU , อุปกรณ์ I/O , Port ต่างๆ เป็นต้น

                อีกนัยหนึ่งของ BUS มีเรียกขานกันในเรื่องเกี่ยวกับเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ ( Computer Network ) โดยมีความหมายว่า เป็นสถาปัตยกรรมการต่อเชื่อมเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง โดยมีแนวเส้นหลัก ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็น " ถนนสายหลัก " ที่ใช้สำหรับ " เดินทาง " หรือ " ขนส่งข้อมูล " และ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่กับระบบ BUS Network นี้ เป็นเสมือนหนึ่ง " บ้าน " ที่อยู่ใน " ถนนย่อย " ที่แยกออกจากถนนหลัก โดยที่ " ถนนย่อย " ที่แยกแต่ละถนนนั้น จะมี " เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ บ้าน " เพียงหลังเดียวอยู่ที่ปลายถนนย่อยแต่ละเส้น นั่นเอง โดยที่จุดแยกเข้าถนนย่อยนั้น จะมีอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ " แยกสัญญาน " หรือ " พ่วงสัญญาน " ที่เรียกว่า MAC ( Media Access Connector ) เป็นตัวเชื่อมต่อและแยกสัญญานให้

                หวังว่าคงพอจะมีประโยชน์บ้างนะครับ

                เครดิต เจ้าของบทความ : คุณ H2o แห่งเวป http://www.expert2you.com/



                *** เป็นข้อมูลที่ผมเคยเก็บมานะครับ ผิดตรงไหนยังไง ขออภัยด้วยนะครับ (รบกวนแก้ให้หน่อยนะครับ ถ้าหากผิด)

                Comment


                • #9
                  ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ

                  Comment


                  • #10
                    หาข้อมูลพวกนี้ได้ง่ายๆ ในอินเตอร์เน็ตด้วยการ พิมพ์คำว่า ram คืออะไร ทำงานอย่างไร ลงไปใน search engine แค่นี้เองครับ
                    ลองทำดูด้วยตัวเองครับ แถมได้กับตัวเอง

                    Comment


                    • #11
                      อย่างที่ท่านอื่นๆ ว่ามาแหละครับ ข้อดีข้อเสีย บอกหัวแค่นี้ ตอบไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรให้เทียบ ...... แล้วมันจะเทียบดีเทียบเสียได้ยังไง ?? (ยังไงมันก็ต้องมีทุกเครื่องอยู่แล้ว เครื่องไหนไม่มี มันก็บูทไม่ได้ จริงไหม ?)

                      ก่อนอื่น ผมว่าคุณควรศึกษาหลักการทำงานของมันก่อนครับ หน้าที่มันทำอะไร อะไรที่จะทำให้เกิดความแตกต่าง ถึงจะเรียก "ข้อดี" "ข้อเสีย" ได้ ??? มาถามลอยๆ อย่างนี้ ไม่มีใครตอบคุณได้หรอกครับ

                      ไม่ได้อยากจะด่านะครับ ......... ก่อนจะทำอะไร ค้นคว้าด้วยตัวเองก่อน สงสัยตรงไหน ค่อยมาถามครับ ............ ทำรายงานแบบนี้ ผมว่ามันชุ่ยเกินไปละครับ


                      ขออภัยถ้าแรงไปครับ :P




                      edit ::
                      ไหนๆ ก็เนียนด่าไปแล้ว ผมยก "ตัวอย่างคำถาม" ให้ซักข้อสองข้อละกัน (กลัวไปแอบร้องให้ ตั้งกระทู้แล้วโดนด่า 555+)
                      Ram 2GB/4GB/8GB แรมเยอะแล้วดีจริงเหรอ?
                      Ram ทำงานแบบ Single Channel/Dual Channel/Triple Channle/Quad Channel อะไรดีกว่ากัน ดีกว่ายังไง??
                      (พวกนี้ก็น่าจะหาคำตอบได้โดยการ search google เหมือนกัน ..... แต่อาจจะต้อง search เป็น eng ดูด้วย ถ้าข้อมูลภาษาไทยไม่สะใจ)
                      ประมาณนี้ ครับ จริงๆ มีให้ถามได้อีกหลายเรื่องครับ .... ลองอ่าน แล้วสงสัย แล้วคิดดูก่อนครับ
                      Last edited by eol; 24 Oct 2012, 00:16:41.

                      Comment


                      • #12
                        เด็กสมัยนี้เขาทำรายงานกันแบบนี้เหรอเนี่ย -_-"

                        Comment


                        • #13
                          ทุกคนอาจจะแปลกใจว่าทำไมเด็กสมัยนี้ทำรายงานกันง้าย ง่าย แค่เข้า www.google.co.th ก็ทำรายงานได้แล้ว
                          คนยุคเก่าเวลาทำรายงานทีนึงต้องเข้าห้องสมุดเป็นสัปดาห์ ๆ เลย
                          นั่นเพราะว่าสมัยก่อนตอนที่คนยุคเก่ายังเป็นนักเรียน มันยังไม่มีกูเกิ้ลไงครับ เพราะถ้ามี ผมเชื่อว่าท่านและอีกหลายคนยุคเก่าก็จะเข้ากูเกิ้ลค้นคำตอบเหมือนกัน

                          Comment


                          • #14
                            เข้ากูเกิล เข้าเวป เพื่อค้นคว้าด้วยตัวเอง อันนี้ก็ไม่ต่างจากเดินเข้าห้องสมุด เพราะต้องหาข้อมูล รวบรวม และสรุปเอง เพียงแค่ใช้สื่อคนละสื่อเท่านั้น(รุ่นผมก็กูเกิลนะ 555+)
                            แต่ทุกวันนี้คือ ได้โจทย์ได้หัวข้อมา ก็มาโพสถามในเวปบอร์ด(ไม่ใช่แค่ที่นี่) รอคนอื่นมาป้อนคำตอบให้ ไม่มีการค้นหาข้อมูลด้วยตัวเองเลย ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้มันง่ายกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว

                            เดี๋ยวนี้เราถึงเจอแต่กระทู้เดิมๆ วนเวียนอยู่ในแต่ละห้องทั้งที่แต่ละเรื่องเขาถามถามกันเป็นร้อยๆ รอบแล้ว บางเรื่องก็ปักหมุดอยู่ด้านบน บางเรื่องเข้ากูเกิลคลิกเดียวก็เจอแล้ว เพราะเด็กสมัยนี้ไม่คิดจะค้นหาอะไรด้วยตัวเองกันเลย

                            Comment


                            • #15
                              คือคำถามนี้เป็นคำถามของอาจารย์ที่มหาลัยครับ

                              ผมพอมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์อยู่บ้างครับ (ถ้าผมไม่มีความรู้ผมจะมาเล่นเว็บนี้ได้หรอครับ ?) แต่คำถามนี้ผมก็คิดเหมือนพวกคุณที่บอกว่าจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบ ข้อดี + ข้อเสีย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ ผมเลยมาถาม

                              Comment

                              Working...
                              X